สืบคดีกับผู้หมวดหน้าหวานคนนี้ดีต่อใจ•ตอนที่ 25

ความลับของมินตราถูกเปิดเผย

ผลงานโดย โปรไฟล์เลอร์มือฉมัง
"ร่องรอยการกรีดแผลด้วยมีดผ่าตัดบนกระดูกซี่โครง... รอยแผลเป็นที่พยายามลบเลือนด้วยรอยสักรูปกุหลาบสีดำดอกนั้น ไม่ใช่ร่องรอยจากอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อสามปีก่อนอย่างที่สำนวนคดีในแฟ้มอาชญากรรมระบุไว้หรอกครับ... มินตรา" น้ำเสียงของผมในยามนี้เจือไปด้วยความจริงจังและนิ่งสงบผิดจากยามปกติ ภายในห้องสอบสวนชั้นใต้ดินของกองกำกับการสืบสวน แสงไฟสีส้มสลัวจากหลอดทังสเตนส่องกระทบใบหน้าด้านข้างของ ร.ต.ท.หญิง มินตรา สหายร่วมรบและอาจารย์สาวลึกลับผู้กุมความลับดำมืดที่สุดในชีวิตของเธอเอาไว้ ร่างเพรียวบางในชุดนอกเครื่องแบบสะดุ้งเฮือกเล็กน้อย ดวงตาคู่สวยที่มักจะฉายแววเฉียบคมและเยือกเย็นเสมอในยามเผชิญหน้ากับคนร้าย กลับไหวระริกอย่างปิดไม่มิด นิ้วเรียวที่กำลังถือแฟ้มคดีฆาตกรรมต่อเนื่องสั่นเทาจนกระดาษในมือส่งเสียงกรอบแกรบ บรรยากาศรอบตัวอัดแน่นไปด้วยความอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก "คุณ... รู้ได้อย่างไรคะ... เอ๊ย... รู้ได้อย่างไรครับ ศรา" มินตราเผลอหลุดสรรพนามเดิมออกมาด้วยความตกใจ ก่อนจะรีบปรับน้ำเสียงให้กลับมาเป็นปกติ แต่ร่องรอยความหวาดหวั่นในดวงตาคู่นั้นกลับยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ผมค่อยๆ วางปากกาหมึกซึมลงบนโต๊ะไม้เนื้อแข็งอย่างระมัดระวัง ขยับตัวโน้มไปข้างหน้าเล็กน้อยเพื่อแสดงออกถึงความจริงใจและต้องการรับฟัง ไม่ใช่การสอบสวนในฐานะผู้พิทักษ์สันติราษฎร์กับผู้ต้องสงสัย หากแต่เป็นฐานะของสหายที่ร่วมเป็นร่วมตายกันมาในสมรภูมิแห่งจิตวิทยาอาชญากรรม "ในฐานะโพรไฟล์เลอร์ (Profiler) ผมไม่ได้แค่อ่านพฤติกรรมของฆาตกรที่ทิ้งไว้ในที่เกิดเหตุนะครับมินตรา แต่ผมสังเกต 'ภาษาทางกาย' และ 'ร่องรอยแห่งบาดแผลทางจิตวิทยา' ของคนที่อยู่ข้างกายผมด้วย ทุกครั้งที่คุณเอามือกุมสีข้างด้านซ้ายโดยไม่รู้ตัวยามที่อากาศเปลี่ยน หรือวิธีที่คุณจับด้ามปืนด้วยมือขวาโดยเกร็งข้อมือขวาเป็นพิเศษเพื่อปกป้องกล้ามเนื้อส่วนที่เคยถูกทำลาย... สิ่งเหล่านี้ฟ้องว่าคุณกำลังแบกรับความเจ็บปวดที่มากกว่าแค่เรื่องงาน" ผมเว้นจังหวะให้ลมหายใจสอดประสานไปกับความเงียบงันภายในห้องนั้น มินตราหลุบตาลงต่ำ เส้นผมสีดำสนิทที่เคลียข้างแก้มลู่ลงตามแรงโน้มถ่วงราวกับจะช่วยปิดบังหยาดน้ำใสๆ ที่เริ่มเอ่อคลอขึ้นมาที่หน่วยตา นี่คือด้านที่ไม่มีใครเคยเห็น ผู้หญิงที่แข็งแกร่งที่สุดในหน่วยสืบสวน ผู้หญิงที่สามารถซัดโจรตัวใหญ่กว่าสองเท่าให้หมอบลงไปกองกับพื้นได้ด้วยกระบวนท่าเดียว บัดนี้กลับดูเปราะบางราวดอกไม้แก้วที่พร้อมจะแตกสลายได้ทุกเมื่อหากมีลมพัดผ่านแรงเกินไป "มันไม่ใช่คดีอุบัติเหตุธรรมดา... ใช่ไหมครับ" ผมถามต่อด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่น เจือความห่วงใยที่ไม่อาจปิดบัง มินตราเม้มริมฝีปากแน่นจนซีดขาว เธอนั่งนิ่งราวกับกำลังต่อสู้กับปีศาจในอ้วงลึกแห่งความทรงจำที่ถูกกักขังไว้มานานนับปี เสียงเครื่องปรับอากาศเก่าๆ บนเพดานส่งเสียงหึ่งๆ แข่งกับเสียงหัวใจที่เต้นระรัวในอกของคนทั้งคู่ ผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ไม่รู้ ก่อนที่เสียงแหบพร่าราวกับคนหมดแรงจะหลุดออกมาจากริมฝีปากของเธอ "สามปีก่อน..." มินตราเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เธอยกมือขึ้นแตะรอยสักรูปกุหลาบสีดำที่ต้นแขนซ้ายโดยอัตโนมัติ "ฉันไม่ได้เป็นแค่ตำรวจฝึกหัดในตอนนั้น... ฉันเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการลับในการแทรกซึมเข้าไปในองค์กรค้ามนุษย์ข้ามชาติที่มีชื่อว่า 'กลุ่มเงาพยัคฆ์' พี่ชายของฉัน... ร.ต.อ. ธน ากร คือหัวหน้าทีมชุดแรกที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยในรังของพวกมัน" คำว่า 'กลุ่มเงาพยัคฆ์' ทำให้ผมต้องหรี่ตาลงทันที องค์กรอาชญากรรมระดับชาติที่แม้แต่หน่วยงานความมั่นคงยังต้องส่ายหน้า เพราะมีเส้นสายโยกย้ายอยู่ในระดับสูง นี่ไม่ใช่คดีฆาตกรรมทั่วไป แต่มันคือสงครามเงาที่เดิมพันด้วยชีวิต "คุณแทรกซึมเข้าไปคนเดียวโดยไม่มีหน่วยสนับสนุนอย่างเป็นทางการใช่ไหมครับ" ผมวิเคราะห์ตามข้อมูลที่ได้รับและพฤติกรรมที่เธอแสดงออก "ใช่ค่ะ... ฉันมั่นใจในฝีมือตัวเองเกินไป คิดว่าการฝึกศิลปะการต่อสู้และทักษะการสืบสวนระดับท็อปของรุ่นจะทำให้ฉันเอาตัวรอดได้" น้ำตาหยดแรกไหลรินลงมาตามแก้มเนียนของมินตรา แต่เธอไม่มีทีท่าว่าจะเช็ดมันออก "แต่ฉันประเมินความโหดเหี้ยมของมันต่ำไป วันนั้น... พวกมันรู้ว่าฉันเป็นสายลับ มือขวาของหัวหน้าแก๊งซึ่งก็คือ 'ดร. ภาคภูมิ' นักจิตวิทยาอาชญากรผู้ใช้การล้างสมองเป็นอาวุธ เป็นคนลงมือผ่าตัดฉันด้วยตัวเอง... โดยไม่ใช้ยาสลบ" ภาพเหตุการณ์อันโหดร้ายฉายชัดขึ้นในหัวของผม ทักษะการวิเคราะห์พฤติกรรมทำให้ผมมองเห็นภาพจำลองในหัวได้อย่างแม่นยำ ความเจ็บปวดแสนสาหัสทั้งทางร่างกายและจิตใจที่เธอต้องอดทนแบกรับมาโดยลำพังตลอดสามปีที่ผ่านมา การต้องตื่นมาพร้อมกับความรู้สึกว่าตัวเองเป็นเหยื่อผู้รอดชีวิต (Survivor's Guilt) และต้องทำเป็นเข้มแข็งในโลกของตำรวจผู้ชาย เพื่อรอวันสะสางบัญชีแค้น หัวใจของผมกระตุกวูบ ความรู้สึกโกรธแค้นต่อไอ้สารเลวที่ทำร้ายผู้หญิงคนนี้ปะทุขึ้นในอกอย่างรุนแรง แต่ในขณะเดียวกัน ความรู้สึกที่เด่นชัดกว่ากลับเป็นความต้องการที่จะปกป้อง... ปกป้องรอยยิ้ม ดวงตา และจิตวิญญาณที่แหลกสลายดวงนี้ให้กลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง ผมลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินอ้อมโต๊ะสอบสวนไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเธอ มินตราเงยหน้าขึ้นมองด้วยความประหลาดใจ แววตาของเธอเต็มไปด้วยความหวาดระแวงว่าผมอาจจะมองเธอเปลี่ยนไป—มองว่าเธอเป็นคนอ่อนแอ หรือเป็นภาระในคดี ทว่า ผมไม่ได้พูดอะไรออกมาเป็นคำพูดในทันที มือหนาเอื้อมออกไปอย่างช้าๆ เพื่อให้เธอมีเวลาปฏิเสธหากไม่ต้องการ ก่อนจะวางลงบนไหล่บางที่กำลังสั่นเทานั้นอย่างมั่นคงและอ่อนโยนที่สุดเท่าที่ผู้ชายคนหนึ่งจะทำได้ "คุณไม่ต้องแบกรับมันไว้คนเดียวอีกต่อไปแล้วนะครับ มินตรา" ผมสบตาเธอตรงๆ ส่งผ่านความอบอุ่นและความจริงใจทั้งหมดผ่านทางสัมผัสและแววตา "ในอดีต คุณอาจจะต้องสู้กับพวกมันเพียงลำพังด้วยตัวคนเดียว แต่ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป... คุณมีผม ผู้หมวดหน้าหวานคนนี้ จะคอยอยู่เคียงข้าง และร่วมลากคอพวกมันมารับโทษตามกฎหมายให้จงได้" ดวงตาคู่นั้นเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความหวาดกลัวและกำแพงน้ำแข็งที่เธอสร้างขึ้นเพื่อป้องกันตัวมาตลอดสามปี ค่อยๆ พังทลายลงทีละน้อย ความอบอุ่นจากฝ่ามือของผมดูเหมือนจะมีพลังงานบางอย่างที่เยียวยาบาดแผลลึกในใจของเธอได้ มินตราสูดหายใจเข้าลึกราวกับเพิ่งได้เรียนรู้วิธีการหายใจใหม่อีกครั้ง มุมปากบางยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่แท้จริงและงดงามที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา "ขอบคุณค่ะ... เอ๊ย... ขอบคุณนะศรา" เธอกล่าวเสียงเบา ใบหน้าเนียนเริ่มมีเลือดฝาดเจือจางความซีดเซียวลงไปบ้าง แต่ทว่า... ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังผ่อนคลายและเต็มไปด้วยความอบอุ่นทางใจนั้นเอง *ติ๊ด! ติ๊ด! ติ๊ด!* เสียงสัญญาณเตือนภัยฉุกเฉินระดับสูงจากคอมพิวเตอร์พกพาบนโต๊ะทำงานของผมก็ดังขึ้นอย่างกะทันหัน หน้าจอสีดำสนิทที่ควรจะปิดการทำงานไปแล้ว กลับปรากฏข้อความตัวอักษรสีแดงฉานกระพริบถี่ๆ พร้อมกับพิกัด GPS ที่กำลังเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วอยู่ใจกลางเมืองหลวง [แจ้งเตือนระบบ: ตรวจพบสัญญาณชีพจรของเป้าหมายระดับ SSS — 'ดร. ภาคภูมิ' กำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่พื้นที่เขต 4 ซึ่งเป็นที่ตั้งของกองบังคับการสืบสวนในขณะนี้!] และภาพจากกล้องวงจรปิดรอบอาคารที่ถูกแฮกเข้าระบบ ก็แสดงภาพของชายในชุดสูทสีดำสนิทคนหนึ่ง กำลังก้าวเท้าเดินผ่านประตูรักษาความปลอดภัยเข้ามาด้านใน พร้อมกับรอยยิ้มเยือกเย็นที่ส่งตรงมายังเลนส์กล้อง ราวกับเขารู้ดีอยู่แล้วว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ และกำลังรอเวลาที่จะมาทวงของชิ้นสำคัญคืนด้วยตัวเอง! ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปกับผมในตอนนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (โปรไฟล์เลอร์มือฉมัง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สืบคดีกับผู้หมวดหน้าหวานคนนี้ดีต่อใจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%