พยัคฆ์หยกเมฆาอาญาสิทธิ์ กับ กุนซือหญิงผู้ไร้รอยจารึก•ตอนที่ 3

กลยุทธ์หยั่งเชิง

ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
กลิ่นอายจางๆ ของหมึกจีนแท้ผสมผสานกับความเย็นยะเยือกของแผ่นหبرฝนสือถันในห้องอักษรส่วนตัวของชินอ๋องเฟยหลง ช่างกดดันจนทำให้ผู้ที่มีจิตใจไม่มั่นคงอาจเข่าอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้นได้ในเวลาไม่ถึงเค่อ กงเต้าหยวน พ่อบ้านเฒ่าถอยร่นออกไปยืนสงաբนิ่งอยู่เบื้องนอกธรณีประตู พร้อมกับบานประตูไม้จันทน์หอมที่ปิดสนิทลงอย่างช้าๆ ทิ้งให้ภายในห้องเหลือเพียงคนสองคน—บุรุษผู้กุมอำนาจครึ่งแผ่นดินและทหารกล้าแสนนาย กับสตรีร่างระหงในอาภรณ์สีเทาอ่อนปักลายกิ่งเหมยไร้สีสัน ที่ยืนสงบเสงี่ยมอยู่เบื้องหน้าโต๊ะเขียนหนังสือตัวใหญ่ "เจ้ากล้าดียังไงถึงบังอาจวางหมากพลิกสถานการณ์ในค่ายทหารม้าเหล็กด้วยตัวคนเดียว โดยไม่เกรงกลัวว่าหัวบนบ่าจะหลุดออกจากร่าง" น้ำเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงก้อนศิลาบด3กันดังขึ้น ทว่าไร้ซึ่งความเกรี้ยวกราด มีเพียงความเย็นชาดุจน้ำแข็งขั้วโลก ดวงเนตรคมกลาบของชินอ๋องเฟยหลงจับจ้องร่างบางเบื้องหน้าอย่างไม่วางตา ราวกับพญาเสือโคร่งที่กำลังพิจารณาเหยื่อผู้กล้าหาญเดินเข้าถ้ำด้วยความสมัครใจ ฉินอวี้เหมยมิได้สะทกสะท้านต่อออร่ากดดันที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างสูงใหญ่ นางค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตาบุรุษผู้ได้ชื่อว่าเป็นมัจจุราชแห่งแดนประจิม แววตานิ่งสงบดั่งผิวน้ำในบึงลึก ไร้ซึ่งความหวาดหวั่นพรั่นพรึง รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างเยือกเย็น "หากท่านอ๋องทรงประสงค์จะเอาศีรษะของหม่อมฉัน หม่อมฉันคงไม่ยืนอยู่ตรงนี้เพื่อให้พระองค์ตรัสถามความด้วยซ้ำเพคะ" อวี้เหมยเอמהตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทว่าหนักแน่นในทุกพยางค์ "อีกอย่าง... หมากตานั้น หากหม่อมฉันไม่เดินเอง กองทัพม้าเหล็กของพระองค์คงเสียขวัญและเสบียงกรังไปครึ่งหนึ่งก่อนจะถึงชายแดนใต้แล้วกระมังเพคะ" มุมพระ oษฐ์ของชินอ๋องกระตุกขึ้นเล็กน้อย ความดุดันในแววตาลดลงเสี้ยวหนึ่ง แทนที่ด้วยความประหลาดใจที่ถูกเก็บซ่อนไว้อย่างแนบเนียน สตรีผู้นี้ช่างบังอาจนัก... กล้าต่อปากต่อคำกับเขาโดยไม่ไว้หน้า แถมยังมีสายตาที่อ่านทะลุปรุโปร่งถึงกลยุทธ์ทางทหารที่แม้แต่แม่ทัพผู้ผ่านศึกมาโชกโชนยังมองไม่เห็น "ดี... ปากกล้าและใจกล้าสมกับที่เป็นบุตรีของอดีตราช士ฉิน ทว่า... ในห้องอักษรแห่งนี้ ไม่มีค่ายกลสงคราม ไม่มีทหารม้าเหล็ก มีเพียงสติปัญญาและไหวพริบของเจ้ากับข้า" เฟยหลงลุกขึ้นจากเก้าอี้พนักพิงไม้พะยูง ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาใกล้ทีละก้าว กลิ่นอายบุรุษเพศและกลิ่นอายสนิมเหล็กจางๆ ลอยมาปะทะนาสิกของอวี้เหมย นางสูดลมหายใจเข้าลึกโดยไม่ถอยหลังหนีแม้แต่ก้าวเดียว เฟยหลงหยุดยืนเบื้องหน้าหญิงสาว ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ใกล้เสียจนได้ยินเสียงลมหายใจ มือหนายื่นออกไปหยิบตำราพิชัยสงครามอายุหลายร้อยปีที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาเปิดผ่านๆ ก่อนจะเอ่ยเสียงพร่า "ข้ามีบททดสอบสามข้อ หากเจ้าตอบไม่ได้ หรือตอบได้ไม่เป็นที่น่าพอใจ... แม้เจ้าจะเป็นกุนซือที่เสด็จลุงส่งมา ข้าก็ไม่เกรงใจที่จะส่งตัวเจ้ากลับจวนด้วยเกวียนบรรทุกฟาง" อวี้เหมยมิได้แสดงความหวาดกลัว นางเพียงยิ้มบางๆ แล้วผายมืออย่างนอบน้อม "โปรดประทานคำถามมาเถอะเพคะท่านอ๋อง หม่อมฉันพร้อมรับฟัง" "ข้อแรก..." เฟยหลงจ้องลึกลงไปในดวงตากลมโตคู่นั้น "ในยามที่ราชสำนักกำลังถูกกัดกินจากภายใน องค์ชายสามหย่งเจิ้งใช้วิธีซื้อน้ำใจขุนนางด้วยเงินทองและชื่อเสียง ทว่าข้าเลือกใช้กฎอัยการศึกและความเฉียบขาด เจ้าคิดว่าระหว่าง 'เงินตราที่ซื้อใจคน' กับ 'ดาบที่ค้ำคอคน' สิ่งใดจะพังทลายเร็วกว่ากัน?" นี่ไม่ใช่คำถามทั่วไป แต่มันคือการหยั่งเชิงถึงมุมมองทางการเมืองและปรัชญาการปกครองที่ลึกซึ้งถึงแก่นกระดูก ฉินอวี้เหมยหุบยิ้มลง แววตาเปลี่ยนเป็นจริงจัง นางนิ่งคิดชั่วอึดใจ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ "ทูลท่านอ๋อง สิ่งที่พังทลายเร็วกว่า... มิใช่เงินตราหรือดาบเพคะ แต่คือ 'ความโลภและความหวาดกลัว' ของมนุษย์ต่างหาก" อวี้เหมยเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวานใสราวกับเสียงกระดิ่งหยก "เงินตราขององค์ชายสามซื้อใจคนได้จริง แต่มันซื้อได้เฉพาะยามที่ท้องอิ่ม ยามที่บ้านเมืองสงบสุข หากวันใดเกิดภัยพิบัติหรือสงคราม เงินนั้นก็เป็นเพียงเศษกระดาษที่กินไม่ได้ ส่วนดาบของท่านอ๋องทำให้คนยอมก้มหัวด้วยความหวาดกลัว แต่มันก็สร้างความแค้นสะสมใต้ผืนดิน รอวันปะทุเป็นไฟบรรพ์กัลป์ ดังนั้น ทั้งสองสิ่งนี้ล้วนไร้ค่า หากผู้ใช้ขาดสิ่งเดียวที่สำคัญที่สุด..." เฟยหลงหรี่ตาลงเล็กน้อย น้ำเสียงทุ้มเอ่ยถามอย่างสนใจ "สิ่งใด?" "ศรัทธาเพคะ..." อวี้เหมยตอบทันควัน น้ำเสียงหนักแน่นดั่งหินผา "ผู้ใดกุมศรัทธาของราษฎรและเหล่าทหาร ผู้นั้นคือผู้ชนะที่แท้จริง หาใช่ผู้ที่มีเงินมากที่สุดหรือคมดาบที่น่ากลัวที่สุดไม่" ความเงียบเข้าปกคลุมห้องอักษรชั่วขณะ เฟยหลงมองสตรีตรงหน้าราวกับไม่เคยรู้จักนางมาก่อน คำตอบนี้ลึกซึ้งเกินกว่าที่สตรีในห้องหอจะเอ่ยออกมาได้ มันคือมุมมองของนักปกครองระดับสูง... เป็นวิสัยทัศน์ที่หาได้ยากยิ่งแม้แต่ในหมู่บัณฑิตชายผู้สอบผ่านจอหงวน ก่อนที่ชินอ๋องจะได้เอ่ยคำถามข้อที่สอง เสียงฝีเท้าเร่งรีบและเสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างร้อนรนจากภายนอก ขัดจังหวะบรรยากาศอันตึงเครียดแต่ชวนลุ่มลึกภายในห้อง "ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ! มีสาส์นด่วนจากชายแดนใต้... และ... และมีราชโองการลับจากฮ่องเต้ส่งตรงถึงมือท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ!" เสียงของกงเต้าหยวนดังลอดเข้ามาด้วยความตื่นตระหนก เฟยหลงขมวดคิ้วมุ่น ละสายตาจากฉินอวี้เหมยอย่างไม่เต็มใจนัก เขากวักมือเรียกให้กงเต้าหยวนเข้ามา พ่อบ้านเฒ่าก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าซีดเผือด ยื่นม้วนกระดาษประทับตราครั่งสีชาดให้ผู้เป็นนาย ชินอ๋องรับมา กางออกอ่านด้วยสายตาคมกลาบ ทว่าเพียงชั่วพริบตาเดียวที่กวาดสายตาผ่านตัวอักษรบรรทัดสุดท้าย สันจมูกโด่งเป็นสันก็เชิดขึ้นเล็กน้อย รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากร่างสูงจนอวี้เหมยยังต้องรู้สึกได้ เขานิ่งอึ้งไปชั่วขณะก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองนางด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง—แววตาที่เต็มไปด้วยความระแวง สงสัย และประกายความจริงบางอย่างที่เพิ่งถูกเปิดเผย "เจ้า... รู้เรื่องนี้มาก่อนแล้วสินะ ฉินอวี้เหมย" เฟยหลงเอ่ยเสียงเยือกเย็น พร้อมกับยื่นม้วนราชโองการลับฉบับนั้นมาตรงหน้าให้นางได้เห็นข้อความด้านในชัดๆ อวี้เหมยก้มลงมองข้อความบนกระดาษแผ่นนั้น แววตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจระคนหวาดหวั่น เมื่อพบว่าเนื้อความในราชโองการลับจากฮ่องเต้ระบุชื่อผู้ที่จะต้องถูกส่งตัวไปแต่งงานเชื่อมสัมพันธไมตรีกับแคว้นศัตรูเพื่อถ่วงดุลอำนาจ... หาใช่บุตรีขุนนางคนอื่นไม่ แต่มันคือชื่อของตัวนางเอง! ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและกลอุบายอันล้ำลึกไปกับไป๋เหลียนฮวานะคะ
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พยัคฆ์หยกเมฆาอาญาสิทธิ์ กับ กุนซือหญิงผู้ไร้รอยจารึก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%