ความเงียบงันภายในพลับพลาบูรพายามดึกสงัดนั้นหนักอึ้งราวกับมีภูเขาหินผาทั้งลูกกดทับลงบนบ่า กลิ่นอายของชาผู่เออร์ชั้นดีที่ผสมผสานกับกลิ่นอายคาวเลือดจางๆ จากสนามรบที่ยังคงติดตรึงอยู่บนอาภรณ์คลุมกายสีนิลของชินอ๋องเฟยหลง ยิ่งทำให้บรรยากาศภายในห้องทรงพระอักษรเยียบเย็นจนน่าขนลุก
ฉินอวี้เหมยยังคงยืนนิ่งสงبيอยู่เบื้องหน้าโต๊ะไม้จันทน์แดง ร่างระหงภายใต้อาภรณ์ตัวโคร่งของอาลักษณ์ขั้นหกไม่ได้สั่นเทิ้วแม้แต่น้อย แม้นางจะตระหนักดีว่าสายตาคู่ที่จ้องมองมานั้น ดุจดั่งพยัคฆ์หนุ่มผู้กระหายเลือดที่กำลังพิจารณาเหยื่อในกรงขัง
"อาลักษณ์ฉิน..." พระสุรเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังขึ้น ทำลายความเงียบงันราวกับเสียงคำรามของสายฟ้าที่ผ่าลงกลางฤดูร้อน "เจ้าดูจะสงบนิ่งเกินไปกระมัง สำหรับบัณฑิตหน้าหยกผู้เพิ่งก้าวเข้ามาเหยียบเขตทหารพยัคฆ์เมฆาเป็นครั้งแรก"
ฉินอวี้เหมยเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรคมกลาบที่เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งประสบการณ์และความเฉียบขาดอย่างไม่เกรงกลัว นางมิได้หลบสายตา แต่ทว่ากลับเผยรอยยิ้มบางเบาที่มุมปาก—รอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความเยือกเย็นและลึกล้ำจนชินอ๋องต้องหรี่พระเนตรลงอย่างใช้ความคิด
"ทูลท่านอ๋อง ผู้น้อยเป็นเพียงบัณฑิตผู้ต่ำต้อย ไร้ซึ่งอำนาจวาสนา แต่สิ่งเดียวที่ผู้น้อยยังมีติดตัว คือ 'สติ' พะย่ะค่ะ... อภัยด้วย ผู้น้อยหมายถึง... คือความตั้งใจจริงที่จะมารับใช้เบื้องพระบาท" นางเอ่ยแก้ไขคำสรรพนามอย่างแนบเนียน แม้ในใจจะรู้ดีว่าความผิดพลาดเพียงน้อยนิดนี้อาจกลายเป็นชนวนให้เสือร้ายขย้ำคอได้ทันที
เฟยหลงแค่นพระSหาญในลำพระโอษฐ์ พระองค์เสด็จลุกขึ้นจากเก้าอี้มังกรอย่างช้าๆ พระวรกายสูงใหญ่ก้าวเข้ามาใกล้ร่างบางทีละก้าว เสียงฝ่าพระบาทที่กระทบกับพื้นไม้ดัง กรับ... กรับ... ราวกับเสียงนาฬิกามรณะที่กำลังนับถอยหลัง
"สติงั้นหรือ..." พระองค์โน้มพระวรกายลงมาจนพระพักตร์อยู่ห่างจากใบหน้าเนียนนุ่มของนางเพียงคืบ ลมหายใจอุ่นร้อนที่เจือกลิ่นอายบุรุษเพศรดรินอยู่เหนือหน้าผากมน ฉินอวี้เหมยรู้สึกได้ถึงหัวใจที่เต้นระรัวราวกับกลองศึก แต่นางยังคงบังคับให้ลมหายใจสม่ำเสมอ สมกับที่เป็นกุนซือผู้ผ่านศึกเหนือสนามรบมานักต่อนัก "คนที่มักจะพูดถึงสติ มักเป็นคนที่มีความลับดำมืดซ่อนอยู่เบื้องหลังมากที่สุด เจ้าเป็นใครกันแน่ ฉินอวี้เหมย? เหตุใดรายชื่อในกองทะเบียนสำนักอาลักษณ์จึงไม่มีประวัติของบัณฑิตแซ่ฉินผู้สอบผ่านจอหงวนเมื่อสามปีก่อน?"
คำถามนั้นพุ่งตรงราวดั่งลูกศรอาบยาพิษ ปักฉึกเข้าไปที่กลางใจของปมปัญหาทั้งหมด!
ฉินอวี้เหมยหัวใจกระตุกวูบ แต่นางยังคงรักษาความแย้มสรวลไว้บนใบหน้าได้อย่างแนบเนียน นางค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบพระเนตรของท่านอ๋องอย่างท้าทายไร้ความเกรงกลัว ความกล้าหาญที่แปลกประหลาดนี้ทำให้เฟยหลงชะงักไปชั่วขณะ
"หากท่านอ๋องทรงสงสัยในตัวตนของผู้น้อย เหตุใดไม่ทรงใช้ดาบเล่มนั้น... ตัดศีรษะของผู้น้อยเสียตั้งแต่ตอนนี้เล่าพะย่ะค่ะ?" นางเอ่ยท้าทายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าดวงตาคู่หงส์กลับประกายแสงวับวาวราวกับดวงดาวในคืนเดือนมืด "แต่หากพระองค์ทรงทำเช่นนั้น... แผนการลับที่องค์ชายสามกำลังเดินหมากอยู่ ณ เมืองหลวง ก็คงจะไม่มีใครล่วงรู้และช่วยท่านอ๋องแก้เกม จนกระทั่งค่ายทหารพยัคฆ์เมฆาแห่งนี้ต้องกลายเป็นทะเลเพลิง!"
สิ้นคำพูดนั้น บรรยากาศภายในห้องทรงพระอักษรก็พลันดิ่งลงสู่จุดเยือกแข็งทันที พระเนตรของชินอ๋องเฟยหลงเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความดุดันแปรเปลี่ยนเป็นประกายแห่งความพิศวงและอันตรายยิ่งกว่าเดิม พระองค์ไม่คาดคิดเลยว่าบัณฑิตตัวเล็กๆ ผู้นี้จะกล้าเอ่ยนามของ "องค์ชายสามหย่งเจิ้ง" ออกมาอย่างไม่สะทกสะท้าน แถมยังล่วงรู้ถึงแผนการกบฏที่ถูกปกปิดไว้ภายใต้กลีบเมฆแห่งราชสำนัก!
มือหนาใหญ่ราวคีมเหล็กยื่นออกไปคว้าหมับเข้าที่ลำคอระหงของฉินอวี้เหมยทันที แรงบีบที่มหาศาลทำให้ลมหายใจของนางติดขัด ทว่านางกลับมิได้ดิ้นรนหรือร้องขอชีวิต มีเพียงดวงตาสุกใสที่มองตรงมายังพระองค์ด้วยความมั่นคงและท้าทายจนวินาทีสุดท้าย
"เจ้ากล้าดียังไง... ถึงได้บังaนกล่าวพาดพิงถึงองค์ชายสามในที่รโหฐานเช่นนี้?" พระสุรเสียงของเฟยหลงต่ำลึกและเต็มไปด้วยจิตสังหารที่แผ่ซ่านออกมาจนน่ากลัว
"เพราะ... ผู้น้อยและท่านอ๋อง... ต่างก็ยืนอยู่บนเรือลำเดียวกันแล้วอย่างไรเล่าพะย่ะค่ะ..." นางเค้นเสียงตอบออกมาอย่างยากลำบากผ่านปลายนิ้วที่บีบรัด แต่รอยยิ้มบนริมฝีปากบางเฉียบกลับยิ่งเด่นชัดขึ้น ราวกับดอกเหมยที่แย้มบานท่ามกลางหิมะอันเหน็บหนาว
ก่อนที่ชินอ๋องจะทันได้เค้นความลับใดๆ เพิ่มเติม เสียงฝีเท้าเร่งรีบขององครักษ์เอกก็ดังขึ้นที่หน้าประตู พร้อมกับเสียงตะโกนรายงานด้วยความตื่นตระหนก
"ท่านอ๋องพะย่ะค่ะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว! มีราชโองการลับจากฮ่องเต้ส่งตรงมาถึงค่ายพยัคฆ์เมฆา... และ... และมีข่าวว่ากองกำลังทหารม้าเกราะดำขององค์ชายสามกำลังเคลื่อนพลมาปิดล้อมเส้นเสบียงทางทิศเหนือแล้วพะย่ะค่ะ!"
เฟยหลงชะงักกิ่งก้านความคิด พระองค์ค่อยๆ คลายมือออกจากลำคอของฉินอวี้เหมยช้าๆ สายตาคมกลาบหันกลับไปมองที่ประตูสลับกับใบหน้าที่ซีดขาวเล็กน้อยแต่ยังคงไว้ซึ่งความสงบของกุนซือสาวตรงหน้า
ฉินอวี้เหมยทรุดตัวลงไอโขลกๆ เล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นแย้มยิ้มให้ท่านอ๋องผู้เยือกเย็นด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้ง
"เห็นที... หมากกระดานนี้ของท่านอ๋อง จำเป็นต้องพึ่งพา 'รอยจารึก' ของผู้น้อยเสียแล้วกระมังพะย่ะค่ะ"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและกลอุบายอันล้ำลึกไปกับไป๋เหลียนฮวานะคะ
พยัคฆ์หยกเมฆาอาญาสิทธิ์ กับ กุนซือหญิงผู้ไร้รอยจารึก•ตอนที่ 2
รอยร้าวในพยัคฆ์
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พยัคฆ์หยกเมฆาอาญาสิทธิ์ กับ กุนซือหญิงผู้ไร้รอยจารึก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!