กลิ่นอายจันทน์กะพ้อเผาไหม้ในเตากำยานสำริด ลอยอวลเคล้าอยู่กับความเงียบงันอันหนักอึ้งภายในห้องโถงชั้นในของจวนชินอ๋อง ปลายพู่กันขนกระต่ายป่าชุ่มหมึกสีชาดจรดลงบนกระดาษสาเนื้อดีด้วยน้ำหนักที่มั่นคงและไร้ความลังเล ทุกเส้นสายที่ปรากฏขึ้นบนแผ่นกระดาษหาใช่เพียงอักษรราช事務ทั่วไปไม่ หากแต่คือรายชื่อขุนนางกังฉินที่ถูกถักทอเชื่อมโยงด้วยเส้นใยแห่งอำนาจและผลประโยชน์ ซึ่งซุกซ่อนอยู่ใต้ร่มเงาขององค์ชายสามหย่งเจิ้ง
ฉินอวี้เหมยในอาภรณ์สีเทาเรียบง่ายของอาลักษณ์ฝึกหัด เงี่ยหูฟังเสียงฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาอย่างเชื่องช้าทว่าหนักแน่นดั่งก้อนศิลาทับแผ่นดิน นัยน์ตาดอกบัวคู่งามที่ซ่อนอยู่ภายใต้แพขนตาดกหนาไม่ได้เงยขึ้นมองผู้มาเยือนทันที นางเพียงแต่ผ่อนลมหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจที่อาจทรยศความนิ่งงันภายนอกได้ทุกเมื่อ
"เจ้าคือนักปราชญ์ไร้ชื่อผู้ถูกส่งมาจากกรมอาญาอย่างนั้นหรือ"
น้ำเสียงทุ้มต่ำดั่งก้อนน้ำแข็งกระทบกันในถ้ำลึกดังขึ้นเหนือศีรษะ ชินอ๋องเฟยหลงทอดพระเนตรมองร่างเพรียวบางที่ยืนสงบเสงี่ยมอยู่เบื้องพระพักตร์ สายพระเนตรคู่นั้นคมกริบดั่งใบมีดที่ผ่านการอาบเลือดมานับร้อยสนามรบ มันไม่ใช่การมองสำรวจอาลักษณ์ธรรมดา หากเป็นการเฉือนเฉาะเข้าไปถึงกระดูกดำเพื่อค้นหาพิรุธ
อวี้เหมยค่อยๆ วางพู่กันลงในแท่นหินชนวนอย่างประณีต นางย่อกายคำนับตามธรรมเนียมอย่างไร้ที่ติ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบพระพักตร์คมคายที่เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งความเยือกเย็นและอำนาจวาสนาโดยไม่หลบสายตา
"ทูลท่านอ๋อง ผู้น้อยเป็นเพียงบัณฑิตผู้หลงทางในวังวนแห่งตัวอักษร หาใช่นักปราชญ์ไม่เพคะ" สุ้มเสียงของนางราบเรียบ เย็นเยือก และเจือไปด้วยความถ่อมตัวที่คำนวณมาอย่างดี "และเพราะเป็นผู้หลงทาง ผู้น้อยจึงมองเห็นเส้นทางที่คนตาดีมักมองข้ามเสมอ"
มุมพระโอษฐ์ของชินอ๋องกระตุกขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่ปรากฏนั้นว่างเปล่าและเต็มไปด้วยความหยันเย้ยระคนระแวง พระองค์ก้าวเข้ามาใกล้จนกลิ่นอายบุรุษเพศและกลิ่นอายสงครามแผ่ซ่านเข้ามารายล้อมร่างของนาง
"ความมั่นใจของเจ้าช่างน่าขันนัก อาลักษณ์ฉิน... เจ้าคงไม่รู้กระมังว่ากระดาษแผ่นที่เจ้ากำลังคัดลอกอยู่นี้ คือบัญชีรายชื่อที่อาจทำให้หัวของเจ้าหลุดจากบ่าได้ภายในชั่วลมหายใจเดียว หากมีตัวอักษรใดผิดเพี้ยนไปแม้แต่ครึ่งหุน" เฟยหลงโน้มพระวรกายลงต่ำ ทอดพระเนตรดวงหน้าเนียนนุ่มที่ไร้เครื่องประแต่งแต้มใดๆ ของนางอย่างพินิจพิเคราะห์ "คนอวดดีเช่นเจ้า มักมีอายุไม่ยืนยาวในจวนของเปิ่นหวาง"
"หากผู้น้อยกลัวตาย คงไม่ก้าวเท้าเข้ามาเหยียบเขตแดนสังหารแห่งนี้ตั้งแต่แรกเพคะ" อวี้เหมยกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงใหญ่ไร้ลมพัด "ท่านอ๋องทรงระแวงผู้น้อย นั่นคือกิจที่ควรทำในฐานะแม่ทัพผู้กุมชะตากรรมของแคว้น แต่สิ่งที่ท่านอ๋องทรงมองข้ามไป... คือหลักฐานชิ้นใหม่ที่องค์ชายสามทรงซ่อนไว้ใต้พรมแดนตะวันตกต่างหากเล่า"
สิ้นคำกล่าวของนาง บรรยากาศภายในห้องโถงพลันเย็นเยียบลงจนแทบหยุดหายใจ ชินอ๋องเฟยหลงชะงักไปชั่วพริบตา แววพระเนตรที่เคยราบเรียบพลันไหววับด้วยประกายแห่งความตกตะลึงที่ถูกเก็บซ่อนไว้อย่างรวดเร็ว
ไม่มีใครเคยรู้เรื่องพรมแดนตะวันตก ยกเว้นแต่หนอนบ่อนไส้ระดับสูงในกองทัพ หรือ... ผู้ที่กุมความลับทั้งหมดไว้ในกำมือ
ในจังหวะที่ความเงียบงันกำลังบีบคั้นหัวใจจนแทบทนไม่ไหว เสียงฝีเท้าเร่งรีบขององครักษ์ประจำพระองค์ก็ดังขึ้นทำลายความตึงเครียดที่ประตูห้องโถง
"ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ!" องครักษ์ผู้หนึ่งคุกเข่าลงด้วยท่าทางตื่นตระหนก "มีราชโองการลับจากฮ่องเต้... และ... และสิ่งนี้ถูกส่งมาพร้อมกันพ่ะย่ะค่ะ"
องครักษ์ประคองถาดไม้ลงลักปิดทองขึ้นเหนือหัว บนถาดนั้นมีเพียงถ้วยกระเบื้องเคลือบสีเขียวไข่กา ที่บรรจุของเหลวสีชาเข้มส่งกลิ่นหอมหวานแปลกประหลาด และปิ่นหยกเลือดมังกรที่หักสะบั้นเป็นสองท่อน ซึ่งฉินอวี้เหมยจำได้ทันทีว่าเป็นปิ่นของมารดาผู้ล่วงลับที่นางฝังไว้ในหลุมศพเมื่อสิบปีก่อน!
ชินอ๋องเฟยหลงหันกลับไปทอดพระเนตรถาดไม้บนมือองครักษ์ ก่อนจะตวัดพระเนตรกลับมาจ้องมองฉินอวี้เหมยด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง—แววตาของนักล่าที่เพิ่งค้นพบว่าเหยื่อในกรงไม่ได้อ่อนแออย่างที่คิด
...ไป๋เหลียนฮวาขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในหมากเกมอำนาจนี้ด้วยกันนะคะ
พยัคฆ์หยกเมฆาอาญาสิทธิ์ กับ กุนซือหญิงผู้ไร้รอยจารึก•ตอนที่ 1
หมากกระดานแรกเริ่ม
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พยัคฆ์หยกเมฆาอาญาสิทธิ์ กับ กุนซือหญิงผู้ไร้รอยจารึก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!