กลิ่นอับชื้นของกระดาษโบราณผสมกับกลิ่นจางๆ ของชาผู่เอ๋อร์หมักบ่มสิบปีคละคลุ้งไปทั่วหอตำราหลวงยามวิกาล เปลวประทีปไส้หญ้าหลิวไหวระริกตามสายลมที่ลอดผ่านบานหน้าต่างแกะสลักลายดอกเหมือง ฉินอวี้เหมยมิได้ใส่ใจความหนาเหน็บของราตรีที่คืบคลานเข้ามา สมาธิทั้งหมดของนางถูกตรึงไว้กับม้วนสาส์นลับหนังแพะสีเหลืองหม่นที่ซ่อนอยู่หลังช่องลับใต้ชั้นหนังสือไม้จันทน์แดง
นิ้วเรียวบางภายใต้แขนเสื้อกว้างสั่นเทาเล็กน้อย—เป็นความสั่นเทาที่นางควบคุมได้ยากยิ่ง มิใช่เพราะความหวาดกลัวต่ออำนาจมืดที่รายล้อมวังหลวงแห่งนี้ หากแต่เป็นเพราะรอยตราประทับรูป "พยัคฆ์คาบดาบ" ที่ประทับอยู่เบื้องล่างสุดของสาส์นฉบับนั้น
ตราประทับประจำกองกำลังลับของตระกูลฉิน… ตระกูลที่ถูกกวาดล้างจนสิ้นชื่อเมื่อสิบปีก่อนด้วยข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับกบฏแดนประจิม
"เจ้ากำลังค้นหา ‘ความจริง’ หรือ ‘หลุมฝังศพ’ ของตนเองกันแน่, กุนซือฉิน"
เสียงทุ้มต่ำกังวานราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์หนุ่มดังขึ้นจากความมืดมิดมุมห้อง ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมผ้าแพรปักดิ้นลายเมฆาอาญาสิทธิ์ก้าวออกมาจากเงาอับแสง ชินอ๋องเฟยหลงมิได้ส่งเสียงเตือนล่วงหน้า แววตาคมกริบดั่งใบมีดหยกเย็นเยียบพินิจมองสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก—มีความระแวดระวัง มีความประณามหยามเหยียด และลึก
ลงไปในนั้น... มีความห่วงใยที่ถูกกักขังไว้อย่างแน่นหนา
อวี้เหมยมิได้สะดุ้งตกใจ นางค่อยๆ ม้วนสาส์นในมือเก็บเข้าสาบเสื้ออย่างเยือกเย็น ใบหน้างามสงบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงใหญ่ แม้หัวใจจะเต้นระรัวดั่งกลองศึก
"หม่อมฉันเพียงเข้ามาตรวจสอบบัญชีคลังเสบียงตามรับสั่งของพระองค์ หาได้ละเมิดกฎเหล็กของหอตำราไม่เพคะ, ท่านอ๋อง" นางเอ่ยตอบ น้ำเสียงราบเรียบ ไร้ร่องรอยพิรุธ
เฟยหลงแค่นหัวเราะในลำคอ ร่างสูงก้าวเข้ามาประชิดจนกลิ่นอายบุรุษและกลิ่นสนจันทน์ประจำตัวแผ่ซ่านเข้ามาห่อหุ้มร่างของนาง มือหนาเอื้อมไปคว้าข้อมือเรียวของนางไว้แน่น แรงบีบไม่ได้รุนแรงจนเจ็บ หากแต่หนักแน่นจนดึงดันให้อวี้เหมยต้องเงยหน้าสบตา
"บัญชีคลังเสบียงเก็บไว้ที่ชั้นใต้ดิน หาใช่ในช่องลับหลังแผ่นป้ายบรรพชนของสกุลฉินไม่" เฟยหลงโน้มใบหน้าลงมา กระซิบชิดริมหรูกระจ่างของนาง ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับแก้วเนียน "เจ้าฉลาดเกินไป อวี้เหมย... และความฉลาดเช่นนี้ มักพาคนไปสู่ความตายก่อนวัยอันควรเสมอ"
"หม่อมฉันตายไปนานแล้วเพคะ ตั้งแต่วันที่ตระกูลฉินต้องมลทิน" อวี้เหมยสบตาตอบอย่างไม่เกรงกลัว ประกายตาคู่นั้นทั้งดื้อรั้นและเจ็บปวดในคราเดียว "หากการไขว่คว้าหาความยุติธรรมให้คนตายคือความผิด เช่นนั้นพระองค์ก็ควรประหารหม่อมฉันเสียตรงนี้เถียงเพคะ"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ ทั้งสองยืนเผชิญหน้ากันท่ามกลางสงครามประสาทที่คุกรุ่นยิ่งกว่าสมรภูมิรบ ดวงตาคมของชินอ๋องฉายแววซับซ้อน เขารู้ดีว่าสาส์นฉบับนั้นเกี่ยวข้องอย่างไรกับองค์ชายสามหย่งเจิ้ง ศัตรูทางการเมืองที่กำลังชักใยอยู่เบื้องหลัง และเขาก็รู้ด้วยว่า การที่อวี้เหมยเข้ามาพัวพันกับเรื่องนี้ ทำให้1นางกลายเป็นเป้าหมายที่ต้องถูกกำจัดในทันที
ก่อนที่เฟยหลงจะได้เอ่ยคำใด เสียงฝีเท้าเร่งรีบพร้อมเสียงตะโกนก้องขององครักษ์หน้าหอตำราก็ดังขึ้นทำลายความเงียบ
"ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!"
องครักษ์ประจำตัวพุ่งเข้ามาคุกเข่าตัวสั่นเทา สีหน้าซีดเผือดราวกับคนใกล้ตาย "องค์ชายสาม… องค์ชายสามทรงทูลถวายฎีกาต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้ กล่าวหาว่าท่านอ๋องซ่อนตัวกบฏไว้ในจวน และ… และมีพระราชโองการด่วนให้ปิดล้อมหอตำราหลวงในยามวิกาลนี้พ่ะย่ะค่ะ!"
อวี้เหมยชะงัก สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดทันที หมากตานี้ขององค์ชายสามรวดเร็วและเหี้ยมเกรียมยิ่งนัก พวกมันจงใจบีบให้เฟยหลงต้องเลือกระหว่าง "ปกป้องนาง" กับ "รักษาบัลลังก์ของตนเอง"
ทว่า ชินอ๋องเฟยหลงกลับมิได้มีท่าทีตื่นตระหนกแม้แต่น้อย มุมปากหยักลึกยกยิ้มเยียบเย็นอย่างน่ากลัว เขากวาดสายตามองสาส์นลับในสาบเสื้อของอวี้เหมยแวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปสั่งการด้วยน้ำเสียงดุดันทรงอำนาจที่ไม่ยอมให้ผู้ใดขัดขืน
"ปิดประตูหอตำรา! ห้ามผู้ใดเข้าออกแม้แต่คนเดียว!"
เฟยหลงหันกลับมาคว้าข้อมือของอวี้เหมยอีกครั้ง ลากให้นางก้าวตามไปที่มุมมืดด้านหลังชั้นตำรา ซึ่งเป็นกลไกทางลับที่แม้แต่องค์ชายสามก็ไม่เคยล่วงรู้
"ท่านอ๋องจะพาหม่อมฉันไปไหนเพคะ?" นางถามอย่างระแวง
"ไปดูว่าหมากตานี้ ใครกันแน่ที่จะเป็นฝ่ายจนมุม" เฟยหลงกล่าวเสียงต่ำ ดวงตาดำสนิททอประกายคมปลาบดุจพยัคฆ์ร้ายที่รอตะครุบเหยื่อ "ในเมื่อเจ้าอยากรู้ความจริงนัก ข้าจะพาเจ้าไปพบ 'ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่' อีกคนหนึ่ง... คนที่ส่งสาส์นฉบับนั้นมาถึงมือเจ้า"
สิ้นคำพูดของชินอ๋อง ประตูไม้ลับเบื้องหน้าก็ค่อยๆ เลื่อนเปิดออกเองอย่างช้าๆ พร้อมกับสายลมเย็นเยียบที่พัดพาละอองฝนและกลิ่นคาวเลือดจางๆ เข้ามาปะทะจมูก และภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหลังประตูกลับทำให้ลมหายใจของฉินอวี้เหมยสะดุดกึก ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน
ร่างของชายชราในชุดนักพรตขาดวิ่นกำลังนั่งพิงผนังกั้นห้อง ลมหายใจรวยริน ดวงตาฝ้าฟางค่อยๆ ปรือขึ้นมองนาง พร้อมกับยื่นวัตถุชิ้นหนึ่งในมือที่เปื้อนคราบเลือดให้... มันคือป้ายหยกประจำตัวของบิดานางที่ไม่ควรจะยังหลงเหลืออยู่บนโลกใบนี้!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและกลอุบายอันล้ำลึกไปกับไป๋เหลียนฮวานะคะ
พยัคฆ์หยกเมฆาอาญาสิทธิ์ กับ กุนซือหญิงผู้ไร้รอยจารึก•ตอนที่ 4
ปริศนาตราประทับ
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พยัคฆ์หยกเมฆาอาญาสิทธิ์ กับ กุนซือหญิงผู้ไร้รอยจารึก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!