พยัคฆ์หยกเมฆาอาญาสิทธิ์ กับ กุนซือหญิงผู้ไร้รอยจารึก•ตอนที่ 12

คำเตือนจากเงามืด

ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
กาน้ำชาเคลือบกระเบื้องลายครามส่งเสียงเดือดปุดเบาๆ อยู่บนเตาถ่านขนาดเล็ก กลิ่นหอมของชาผู่เอ๋อร์หมักบ่มยี่สิบปีลอยอบอวลผสมผสานกับกลิ่นอายความอับชื้นยามราตรีของห้องทำงานส่วนตัวในจวนกุนซือ แสงจากเปลวเทียนวูบไหวตามแรงลมที่ลอดผ่านบานหน้าต่างแกะสลักลวดลายเมฆามงคล ทว่าฉินอวี้เหมยหาได้ใส่ใจความหนาเย็นของสายลมค่ำคืนนี้ไม่ สมาธิทั้งหมดของนางถูกตรึงไว้กับม้วนแผนที่ยุทธศาสตร์และบัญชีคลังเสบียงของกองทัพพยัคฆ์เมฆาที่เพิ่งคัดลอกมาหมาดๆ *แกร็ก—* เสียงฝ่าเท้าเหยียบลงบนแผ่นกระเบื้องหลังคาด้านนอกดังแผ่วเบา ราวกับปีกแมลงปอแตะผิวน้ำ แต่สำหรับฉินอวี้เหมยผู้ผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน เสียงนี้ชัดเจนยิ่งกว่าเสียงระฆังวัดใหญ่ ปลายพู่กันในมือขวาของนางยังคงจรดนิ่งบนกระดาษสาโดยไม่มีอาการสั่นแม้แต่น้อย ดวงตาดอกท้อคู่สวยหรี่ลงเล็กน้อย ซ่อนประกายความคมกริบดั่งใบมีดอาบยาพิษไว้ภายใต้แพขนตางอนยาว "มาเยือนถึงห้องทำงานส่วนตัวยามวิกาลเช่นนี้ เกรงว่าคุณชายรองผู้นำตระกูลหลิวคงจะลืมกฎระเบียบของจวนชินอ๋องไปเสียแล้วกระมังคะ" นางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองผู้ที่เพิ่งก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาทางหน้าต่าง เงาร่างในชุดผ้าไหมสีเทาเข้มกลมกลืนไปกับความมืดค่อยๆ ปรากฏขึ้น บุรุษผู้มีใบหน้าหล่อเหลาแต่แฝงไว้ด้วยรอยยิ้มหยัน ปรบมือเบาๆ สองครั้งด้วยความชื่นชม "สมคำร่ำลือจริงๆ สมกับที่เป็นกุนซือผู้ไขคดีลับถวายราชสำนักมาแล้วนับไม่ถ้วน ฉินอวี้เหมย... เจ้าช่างนิ่งสงบเสียจนน่ากลัว" สายลับหนุ่มนามว่า 'หลิวเฉิง' ผู้ซึ่งเบื้องหน้าเป็นพ่อค้าวาณิชผู้กว้างขวาง แต่เบื้องหลังกลับเป็นเงาสะท้อนรับใช้ใกล้ชิดขององค์ชายสามหย่งเจิ้ง เขาก้าวเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต กลิ่นอายคาวเลือดและกลิ่นดอกกุ้ยฮวาจางๆ ลอยติดกายเขามา ฟ้องชัดว่าเพิ่งผ่านการสังหารผู้คุ้มกันด้านนอกมาหมาดๆ ฉินอวี้เหมยค่อยๆ วางพู่กันลงอย่างนุ่มนวล นางเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่าย ใบหน้างดงามที่มักประดับด้วยรอยยิ้มบางเบา บัดนี้กลับเรียบเฉยราวน้ำแข็งพันปี "ที่แท้ก็เป็นสุนัขรับใช้ที่องค์ชายสามทรงเลี้ยงไว้ส่งเดช" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันโดยไม่ไว้หน้า "กล้าบุกรุกจวนชินอ๋องยามวิกาล รนหาที่ตายถึงเพียงนี้ เชือกบนคอของเจ้าคงจะตึงเต็มทีแล้วกระมังคะ" หลิวเฉิงแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาเรียวรีพิจารณารูปร่างระหงในชุดอาภรณ์สีม่วงเข้มปักดิ้นเงินของสตรีตรงหน้าด้วยความริษยาแกมดูแคลน "ปากคอเราะร้ายสมคำร่ำลือจริงๆ เสียดายก็แต่... สตรีที่ฉลาดเฉลียวเช่นเจ้า หากต้องมาจบชีวิตลงในกองเพลิงหรือจมน้ำตายอย่างไร้ร่องรอย คงจะเป็นเรื่องน่าอนาถไม่น้อย" มือหนาของสายลับยื่นวัตถุชิ้นหนึ่งวางกระแทกบนโต๊ะไม้จันทน์หอม เสียงกระทบหนักแน่นเรียกสายตาของฉินอวี้เหมยให้ก้มลงมอง มันคือป้ายหยกประจำตัวของ 'ฉินอี้' น้องชายแท้ๆ ของนาง ผู้ซึ่งเวลานี้ถูกส่งตัวไปประจำการดูแลคลังอาวุธที่ชายแดนบูรพา และที่สำคัญ... บนเนื้อหยกสีขาวนวลมีคราบเลือดแห้งกรังเปรอะเปื้อนอยู่เป็นวงกว้าง ลมหายใจของฉินอวี้เหมยสะดุดไปเสี้ยววินาที ความทรงจำอันเจ็บปวดจากการสูญเสียบิดามารดาเมื่อหลายปีก่อนพรั่งพรูเข้ามาในอกราวกับคลื่นใต้น้ำ ทว่าเพียงชั่วพริบตาเดียว แววตานั้นก็ถูกแทนที่ด้วยความเย็นยะเยือกดั่งน้ำแข็งขั้วโลก นางเงยหน้าขึ้น จ้องมองบุรุษตรงหน้าด้วยรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากร่างอย่างไม่ปิดบัง "พวกเจ้า... ต้องการอะไร" เสียงของนางแหบพร่าลงเล็กน้อย แต่กลับทรงพลังและกดดันจนหลิวเฉิงต้องผถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความอึดอัด "ง่ายมาก" หิวเฉิงโน้มตัวลงมาใช้มือค้ำขอบโต๊ะ โน้มใบหน้าเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นหอมเย็นจากกายของนาง "องค์ชายสามทรงชื่นชมความสามารถของกุนซือฉินยิ่งนัก ทรงมีรับสั่งให้เจ้าทำลายแผนยุทธศาสตร์การค้าเกลือของชินอ๋องในคืนนี้เสีย ส่งมอบบัญชีลับเส้นทางลำเลียงกองกำลังพยัคฆ์เมฆาให้เรา แล้วน้องชายผู้เป็นแก้วตาดวงใจของเจ้า... จะได้เดินทางกลับมาพบหน้าพี่สาวอย่างปลอดภัย หาไม่แล้ว..." เขายกยิ้มเหี้ยมเกรียม "พรุ่งนี้เช้า ทางการคงจะได้พบศพทหารหนุ่มผู้กองปราบปราม ถูกฆ่าตัดตอนในข้อหากบฏต่อแผ่นดิน" ความกดดันในห้องทำงานแทบจะหยั่งรากลึกจนทำให้หายใจไม่ออก เงาร่างของทั้งสองสะท้อนลงบนผนังห้องที่สั่นไหวตามเปลวเทียน ฉินอวี้เหมยไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ นางเพียงแต่นิ่งเงียบ เม้มริมฝีปากแน่นจนซีดเซียว สมองอันปราดเปรื่องกำลังคำนวณหมากทุกกระดานในหัวอย่างรวดเร็ว หากนางยอมจำนน ชินอ๋องเฟยหลงผู้หยิ่งทะนงและเด็ดขาดไม่มีทางไว้ชีวิตคนทรยศอย่างแน่นอน แต่หากนางปฏิเสธ... ชีวิตของน้องชายคนเดียวที่เหลืออยู่บนโลกใบนี้จะต้องดับสูญ "ข้าให้เวลาเจ้าคิดถึงยามสาม" หิวเฉิงกระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน ถอยหลังกลับไปยืนกอดอกรอคอยชัยชนะ "หากชินอ๋องเสด็จกลับมาจากราชสำนักแล้วยังเห็นเจ้าลังเล ชีวิตของคนสกุลฉิน... ก็คงสิ้นสุดลงในยุคนี้อย่างแท้จริง" *แอ๊ด—* ทันใดนั้น เสียงประตูห้องทำงานด้านนอกก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับบรรยากาศอันเย็นเยียบราศีกดดันดุจพญาเสือโคร่งที่แผ่ซ่านเข้ามาปกคลุมทั่วทั้งจวน ร่างสูงสง่าในชุดคลุมยาวสีดำปักลายพยัคฆ์เงินดิ้นทอง ก้าวเข้ามาด้วยฝีเท้าหนักแน่นและมั่นคง ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทะเลทรายกวาดมองสถานการณ์ภายในห้องเพียงแวบเดียว ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างของหลิวเฉิงผู้บุกรุก ชินอ๋องเฟยหลงทรงแย้มพระโอษฐ์เย็นชา รอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา ทรงยกถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆ ก่อนจะตรัสด้วยพระสุระเสียงต่ำทุบกระดูกคนฟังให้แหลกสลาย "ดูท่า... สุนัขจากตำหนักองค์ชายสามตัวนี้ คงจะเบื่อหน่ายชีวิตบนโลกนี้เสียแล้วกระมัง ถึงได้กล้ามาเห่าหอนแย่งเหยื่อในอาณาเขตของเปิ่นหวัง" ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและกลอุบายอันล้ำลึกไปกับไป๋เหลียนฮวานะคะ
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พยัคฆ์หยกเมฆาอาญาสิทธิ์ กับ กุนซือหญิงผู้ไร้รอยจารึก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%