"หากข้าเลือกที่จะเหยียบย่างลงบนกระดานนี้ด้วยสองเท้าของตนเองแล้ว ย่อมไม่มีวันยอมให้ผู้ใดมาใช้ข้าเป็นเพียงเบี้ยตัวหนึ่งเพื่อสังเวยความทะเยอทะยานหรอกเพคะ"
น้ำเสียงของฉินอวี้เหมยราบเรียบราวกับผิวน้ำในบึงใหญ่ที่ปราศจากระลอกคลื่น ทว่าแววตาคู่คมกลับทอประกายเย็นเยียบราวน้ำแข็งพันปี นางกำลังยืนอยู่เบื้องหน้าโต๊ะไม้จันทน์แดงสลักลายหงส์ร่อนในห้องหนังสือส่วนตัว แสงจากตะเกียงน้ำมันกฤษณาไหววูบตามแรงลมที่ลอดผ่านหน้าต่างแกะสลักสไตล์โบราณ ขับเน้นให้เงาร่างระหงในชุดอาภรณ์สีเทาเข้มปักลายเมฆาเงินของนางดูโดดเดี่ยว ทว่าทรงพลังอย่างยิ่งยวด
บนโต๊ะตัวนั้น มีกล่องไม้สนซีดาร์ขนาดเล็กที่เพิ่งถูกงัดเปิดออกด้วยกุญแจทองเหลืองโบราณ ภายในบรรจุสมุดบันทึกปกหนังปลาฉลามสีดำสนิท เล่มที่ชินอ๋องเฟยหลงทรงตามหามาแรมปี—บันทึกบัญชีลับของกรมคลัง ที่บันทึกเส้นทางการเงินอันสกปรกและหลักฐานการยักยอกเสบียงค่ายทหารชายแดนเพื่อสมทบทุนกองกำลังส่วนตัวขององค์ชายสามหย่งเจิ้ง!
อวี้เหมยใช้นิ้วเรียวยาวดั่งลำเทียนพลิกกระดาษสาเนื้อหยาบทีละหน้าอย่างระมัดระวัง ทุกตัวอักษรที่ถูกบันทึกด้วยหมึกจีนชั้นดีล้วนเป็นหลักฐานมัดตัวที่ดิ้นไม่หลุด ลายมือหวัดแกมบรรจงเหล่านั้นนางจำได้แม่นยำ มันคือลายมือของใต้เท้า ‘สวีซื่อเฉิง’ เจ้ากรมคลังผู้กว้างขวางและเป็นตาแก่เจ้าเล่ห์ที่มักจะแย้มยิ้มทักทายทุกคนด้วยท่าทีอ่อนน้อมถ่อมตนเสมอในท้องพระโรง
ที่แท้ สุนัขรับใช้ที่จงรักภักดีที่สุดขององค์ชายสามก็คือขุนนางผู้กุมหัวใจเศรษฐกิจของแผ่นดินผู้นี้!
"ช่างเป็นหมากตาสูงส่งยิ่งนัก..." เสียงทุ้มต่ำดั่งระฆังสำริดดังขึ้นจากมุมมืดของห้อง ร่างสูงสง่าในชุดคลุมยาวสีดำปักดิ้นทองลายพยัคฆ์ทยานก้าวออกมาจากเงาสลัว ชินอ๋องเฟยหลงมิได้ส่งเสียงเตือนล่วงหน้ายามที่เขาเคลื่อนกายเข้ามาใกล้ ทว่ากลิ่นอายบุรุษอันทรงอำนาจและกลิ่นจางๆ ของสนิมดาบและชาผู่อ่อมนิ่งก็ทำให้อวี้เหมยรู้ตัวดีว่าเขายืนอยู่ตรงนั้นนานเท่าใดแล้ว
นางมิได้สะดุ้งตกใจ มีเพียงริมฝีปากบางเฉียบที่ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างรู้ทัน
"หม่อมฉันคิดว่าท่านอ๋องจะทรงลอบสังเกตการณ์อยู่ด้านนอกเรือนเสียอีกเพคะ" อวี้เหมยเอ่ยโดยไม่ละสายจากหน้ากระดาษ
เฟยหลงก้าวเข้าไปประชิดร่างบางอย่างรวดเร็ว กลิ่นกายบุรุษแผ่ซ่านความกดดันอันหนักหน่วงจนอากาศรอบตัวคล้ายจะเบาบางลง พระเนตรคมกริบดั่งพยัคฆ์ซ่อนเล็บกวาดมองเอกสารในมือของนาง ก่อนจะเลื่อนขึ้นมาสบกับดวงตาคู่สวยที่ฉายแววท้าทายมิเคยเปลี่ยน
"เปิ่นหวางแค่อยากรู้ว่า... สตรีที่กล้าขโมยของจากเรือนลับของเสนาบดีสวีด้วยตัวคนเดียว จะมีความสามารถพอที่จะรักษาคอของนางเองไว้ได้นานเพียงใด" น้ำเสียงของเขาเจือความเย้าหยวนแกมดุดันอย่างเป็นเอกลักษณ์ ฝ่ามือหนายื่นออกไปหมายจะคว้าสมุดบันทึกเล่มนั้นมา
แต่อวี้เหมยกลับสะบัดแขนเสื้อซ่อนสมุดเล่มนั้นไว้แนบอกอย่างรวดเร็ว พร้อมกับถอยหลังไปหนึ่งก้าว ท่าทีของนางแข็งกร้าวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
"ท่านอ๋องทรงตรัสว่าความร่วมมือระหว่างเราคือความเท่าเทียมเพคะ มิใช่ผู้ใช้อำนาจกับผู้ถูกกดขี่ บันทึกเล่มนี้อยู่ที่หม่อมฉันย่อมปลอดภัยกว่า หากมันไปอยู่1ในมือของท่านตอนนี้ เกรงว่าสืบสายข่าวของท่านในกรมคลังคงจะตื่นตระหนกและทำลายหลักฐานอื่นเสียหมด"
เฟยหลงหรี่ตาลงเล็กน้อย รังสีอำมหิตแผ่ออกมาจากพระวรกายวูบหนึ่ง แต่มิได้ลงมือรุนแรงตามที่นางคาดคิด กลับกัน มุมพระโอษฐ์หยักลึกกลับแย้มยิ้มเยือกเย็น
"เจ้ากล้าต่อรองกับเปิ่นหวาง ช่างหาญกล้ายิ่งนัก ฉินอวี้เหมย" เขายื่นพระHasto(พระหัตถ์) เข้าไปเชยคางมนของนางขึ้นบังคับให้สบตา ปลายนิ้วหยาบกร้านจากการจับดาบสัมผัสผิวแก้มนุ่มเนียนดั่งหยกอุ่น "รู้หรือไม่ว่า ขุนนางครึ่งราชสำนักตอนนี้กำลังพลิกแผ่นดินตามหาของสิ่งนี้ หากพวกมันรู้ว่ามันอยู่ในมือสตรีตัวเล็กๆ เช่นเจ้า หัวบนบ่าของเจ้าคงหลุดร่วงตั้งแต่วันแรกแล้ว"
อวี้เหมยไม่หลบสายตา หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ทั้งหวาดหวั่นต่ออันตรายที่โถมเข้าใส่ และหวั่นไหวต่อความใกล้ชิดที่อันตรายยิ่งกว่า นางสูดลมหายใจลึกเพื่อเรียกสติ กลิ่นหอมจางๆ จากตัวนางผสมผสานกับกลิ่นชาของเขา สร้างบรรยากาศที่ชวนให้เคลิบเคลิ้มในความตึงเครียด
"หม่อมฉันยอมเสี่ยงหัวขาด ก็เพื่อลากคอคนที่ฆ่าล้างโคตรตระกูลฉินขึ้นมาประจานกลางลานประหารให้จงได้เพคะ... และใต้เท้าสวี ก็คือหนึ่งในรายชื่อที่หม่อมฉันจะไม่มีวันปล่อยไว้" น้ำเสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อยยามเอ่ยถึงความแค้นในอดีต ทว่าแววตากลับลุกโชนด้วยไฟแห่งการแก้แค้นที่ไม่มีวันดับมอด
เฟยหลงมองลึกลงไปในดวงตานั้น เขารับรู้ถึงความเจ็บปวดและรอยแผลเป็นในใจของนางได้เป็นอย่างดี เพราะเขาเองก็เคยผ่านหุบเหวแห่งความสูญเสียมาไม่ต่างกัน มือหนาที่เชยคางนางเปลี่ยนเป็นโอบกระชับเอวบางเข้าหาตัวโดยไม่ทันให้อตั้งรับ แรงปะทะทำให้หน้าอกแนบชิดกับแผงอกกว้างอันแข็งแกร่ง
"เช่นนั้น... เปิ่นหวางจะถือหางเจ้าเอง" สุรเสียงกระซิบพร่าต่ำข้างใบหูของนาง "อยากเล่นหมากตานี้อย่างไร ข้าจะเดินตามใจเจ้าทุกก้าว... แต่อย่าลืมข้อตกลงของเรา ว่าเมื่อเกมนี้จบลง เจ้าต้องเป็นของข้าแต่เพียงผู้เดียว"
คำประกาศิตที่แฝงความเร่าร้อนและเอาแต่ใจทำให้อวี้เหมยลมหายใจสะดุด นางกำลังจะอ้าปากปฏิเสธข้อต่อรองข้อสุดท้ายนั้น ทันใดนั้นเอง—
*กริ๊ก!*
เสียงโลหะกระทบกันเบาๆ ดังขึ้นจากช่องลับใต้พื้นไม้ใกล้หน้าต่าง ตามด้วยเสียงฝีเท้าแผ่วเบาราวกับเงาผีพุ่งเข้ามาในความมืด พร้อมกับลูกธนูอาบยาพิษดอกหนึ่งที่แหวกอากาศพุ่งตรงมาปักลงที่เสาไม้ข้างศีรษะของเฟยหลงอย่างไร้สุ้มเสียง!
เฟยหลงตวัดพระเนตรคมกริบไปยังทิศทางนั้นทันที พระหัตถ์ขวาชักกระบี่ออกจากฝักอย่างรวดเร็วด้วยความเร็วระดับสายฟ้าฟาด
"มีคนบุกรุก!"
ทว่า ยังไม่ทันที่กระบี่ในมือของชินอ๋องจะได้ตวัดออกไป ประตูห้องหนังสือก็ถูกถีบกระเด็นหลุดจากวงกบด้วยพลังภายในอันรุนแรง แสงไฟจากคบเพลิงสว่างจ้าของกองราชองครักษ์ประจำพระองค์สาดส่องเข้ามา พร้อมกับร่างของขันทีเฒ่าคนสนิทขององค์จักรพรรดิที่ก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ถือราชโองการสีทองอร่ามในมือ
"ชินอ๋องเฟยหลง! และคุณหนูฉินอวี้เหมย!" ขันทีเฒ่าตะโกนก้องด้วยเสียงแหลมสูงที่บาดแก้วหู "มีพระราชโองการด่วนจากท้องพระโรง... ใต้เท้าสวีซื่อเฉิงถูกลอบปลิดชีพในห้องนอนส่วนตัวเมื่อหนึ่งเค่อก่อน และหลักฐานทั้งหมดชี้ว่าผู้บุกรุกคือ... กุนซือหญิงฉินอวี้เหมย!"
อวี้เหมยเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย นางหันขวับกลับไปมองกล่องไม้บนโต๊ะที่ตอนนี้... ว่าเปล่า สมุดบันทึกบัญชีลับมรณะได้หายไปอย่างไร้ร่องรอยแล้ว!
และในวินาทีนั้นเอง ที่นางตระหนักได้ว่า... พวกเขาไม่ได้กำลังเดินหมากอยู่ฝ่ายเดียว แต่กำลังถูกตลบหลังโดยผู้ที่ฉลาดล้ำลึกยิ่งกว่าอยู่ในเงามืด!
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและกลอุบายอันล้ำลึกไปกับไป๋เหลียนฮวานะคะ
พยัคฆ์หยกเมฆาอาญาสิทธิ์ กับ กุนซือหญิงผู้ไร้รอยจารึก•ตอนที่ 11
บันทึกลับในแขนเสื้อ
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พยัคฆ์หยกเมฆาอาญาสิทธิ์ กับ กุนซือหญิงผู้ไร้รอยจารึก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!