กรรไกรเงินด้ามลวดลายหงส์สะบัดตัดก้านดอกโบตั๋นสีชาดจนร่วงหล่นลงสู่พื้นหญ้า ฉินอวี้เหมยมิได้ใส่ใจกับกลีบดอกไม้ที่ต้องรอยเปื้อนดินแม้แต่น้อย ดวงตาคู่คมปลาบจับจ้องเพียงรอยแยกของกลีบดอกที่ซ้อนทับกันอย่างซับซ้อน ดุจเดียวกับกลอุบายในราชสำนักที่นางต้องคอยแกะแก้ทีละชั้นเพื่อความอยู่รอด
สวนฤดูใบไม้ผลิของจวนชินอ๋องในยามนี้เงียบสงบจนได้ยินเสียงน้ำค้างหยดกระทบใบไม้ ทว่าความเงียบสงบเช่นนี้มักซ่อนพายุลูกใหญ่ไว้เบื้องหลังเสมอ
"ท่านกุนซือดูจะโปรดปรานการตัดแต่งกิ่งไม้มากกว่าการอ่านฎีกาถวายรายงานเสียแล้วกระมัง"
เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังขึ้นจากเบื้องหลัง พร้อมกับสัมผัสไออุ่นจากเสื้อคลุมขนจิ้งจอกขาวที่ถูกนำมาคลุมไหล่ให้อย่างเบามือ ฉินอวี้เหมยชะงักมือก่อนจะผ่อนลมหายใจยาว นางมิได้หันกลับไปมองทันที ทว่ากลับเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบตามเคย
"ฎีกาเหล่านั้นอ่านไปก็มีแต่ตัวอักษรที่เสแสร้ง สู้มาดูดอกไม้ที่แม้จะร่วงหล่นก็ยังคงความงดงามมิเสื่อมคลายไม่ได้เพคะ... ท่านอ๋อง"
ชินอ๋องเฟยหลงทอดพระเนตรแผ่นหลังบอบบางที่ซ่อนไว้ด้วยมันสมองอันน่าสะพรึงกลัว พระองค์ก้าวเข้ามาประทับยืนเคียงข้าง สายพระเนตรคมกริบกวาดมองไปทั่วสวน ท่ามกลางความเงียบงันของบรรยากาศ กลิ่นอายความดุดันและเยือกเย็นแผ่ออกมาจากพระองค์ราวกับพยัคฆ์หนุ่มที่กำลังพักผ่อนในอาณาเขตของตน ทว่าสัญชาตญาณกลับตื่นตัวตลอดเวลา
"เจ้ากำลังกังวลเรื่ององค์ชายสาม?" เฟยหลงตรัสถามตรงประเด็นโดยไม่้อมค้อม พระหัตถ์หนายื่นไปรับกรรไกรเงินจากมือนางมาถือไว้เสียเอง
ฉินอวี้เหมยหันกลับมาเผชิญหน้า ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองใกล้ชิดจนได้กลิ่นจางๆ ของสนและชาชั้นดีจากพระองค์ นางเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรนิ่ง "หม่อมฉันมิได้กังวลเพคะ... เพียงแต่กำลังคำนวณว่า หมากตานี้ที่พระองค์ทรงเดินออกไป จะทำให้สุนัขจนตรอกอย่างเขาดิ้นรนถึงขั้นแว้งกัดเจ้านายตนเองเมื่อใด"
มุมพระoษฐ์ของชินอ๋องกระตุกขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มเยียบเย็นปรากฏขึ้นชั่วพริบตาก่อนจะเลือนหายไป "สุนัขต่อให้ดุร้ายเพียงใด หากถูกตัดเขี้ยวเล็บและขังไว้ในกรงขังแห่งความหวาดระแวง มันย้ำเตือนได้เพียงว่า ใครคือผู้กำหนดความเป็นความตายของมัน"
นี่คือความน่ากลัวของชินอ๋องเฟยหลง ผู้ที่ไม่เพียงแต่ชนะในในสนามรบ หากแต่ยังเฉือนคมคู่แข่งในราชสำนักด้วยความเด็ดขาดไร้ความปราณี ทว่าท่ามกลางความโหดเหี้ยมนั้น สายพระเนตรที่ทอดมองกุนซือหญิงกลับมีความลึกซึ้งมั่นคงดั่งหินผาซ่อนอยู่—ความรู้สึกที่ทั้งสองต่างรู้ดีแก่ใจ แต่ไม่มีผู้ใดเอื้อnเอ่ยออกมาท่ามกลางสมรภูมิอำนาจนี้
"แต่บางครั้ง..." ฉินอวี้เหมยลดสายตาลงต่ำ เลี่ยงการสบพระเนตรที่ทรงพลังนั้น "ศัตรูที่น่ากลัวที่สุด มิใช่คนที่ถือดาบอยู่เบื้องหน้า... หากแต่เป็นผู้ที่ซ่อนยาพิษไว้ใต้รอยยิ้ม และคนผู้นั้น... อาจจะอยู่ใกล้กว่าที่พวกเราคิด"
บรรยากาศรอบกายพลันเยียบเย็นลงทันที ลมฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านนำพาเอาความหนาวเหน็บมาสู่ผิวเนื้อ แม้แต่ชินอ๋องยังทรงหรี่พระเนตรลงเล็กน้อยเมื่อทรงสัมผัสได้ถึงความนัยที่ซ่อนอยู่ภายใต้คำเตือนนั้น
ก่อนที่ใครจะได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดต่อ เสียงฝีเท้าเร่งรีบขององครักษ์เงาก็ดังแหวกม่านกิ่งหลิวเข้ามา คุกเข่าลงเบื้องพระพักตร์ด้วยท่าทางตื่นตระหนกจนเม็ดเหงื่อผุดพรายบนหน้าผาก
"ทูลท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ... ราชisho... พระราชโองการลับจากฮ่องเต้ถูกส่งมาถึงหน้าประตูจวนแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
ชินอ๋องเฟยหลงและฉินอวี้เหมยสบตากันนิ่ง ทันทีที่ได้ยินคำว่า "พระราชโองการลับ" กลางยามวิกาลเช่นนี้ รอยยิ้มผ่อนคลายในสวนฤดูใบไม้ผลิก็มลายหายสิ้น เหลือเพียงความตึงเครียดที่พร้อมจะระเบิดออกทุกเมื่อ
ทว่าสิ่งที่ทำให้ฉินอวี้เหมยหัวใจกระตุกวูบ มิใช่เนื้อหาในพระราชโองการ... หากแต่เป็นตราประทับสีชาดที่องครักษ์เงารายงานเพิ่มเติมด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"เป็น... เป็นตราประทับหยกสำนักบูรพา... และผู้ที่นำราชโองการมาส่งด้วยตนเองในยามนี้ คือขันทีคนสนิทของไทเฮาพ่ะย่ะค่ะ"
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและกลอุบายอันล้ำลึกไปกับไป๋เหลียนฮวานะคะ
พยัคฆ์หยกเมฆาอาญาสิทธิ์ กับ กุนซือหญิงผู้ไร้รอยจารึก•ตอนที่ 10
น้ำค้างบนยอดหญ้า
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พยัคฆ์หยกเมฆาอาญาสิทธิ์ กับ กุนซือหญิงผู้ไร้รอยจารึก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!