กลิ่นหอมหวานเย้ายวนของสุราดอกท้อเจือพิษอัคนีสวรรค์ลอยอวลอยู่ปลายจมูก ทว่าในตำหนักบูรพาเวลานี้ กลับไร้ซึ่งบรรยากาศแห่งการสังสรรค์ มีเพียงความหนาหนักของไอน้ำจากอ่างสำริดจำหลักลายหงส์ และเงาร่างของ ฉินอวี้เหมย ที่กำลังยืนนิ่งสงบอยู่เบื้องหน้าโต๊ะไม้จันทน์แดง
"สนมเอกซูช่างมีน้ำใจยิ่งนัก... สุราจอกนี้ หม่อมฉันเกรงว่าคงรับไว้ไม่ได้หรอกเพคะ"
น้ำเสียงของอวี้เหมยราบเรียบราวน้ำค้างบนใบบัว นัยน์ตาดำขลับคู่นั้นสะท้อนภาพของสตรีในชุดผ้าไหมปักดิ้นทองอร่ามเรือง พระสนมซูเจีย... ผู้กุมอำนาจในวังหลังและเป็นมารดาบุญธรรมขององค์ชายสามหย่งเจิ้ง รอยยิ้มบนริมฝีปากที่แต่งแต้มด้วยชาดสีชาดของสนมเอกหาได้มีความจริงใจไม่ มีเพียงประกายตาเยียบเย็นราวกับพญาเหยี่ยวที่จ้องมองเหยื่อในกรงเล็บ
"กุนซือฉิน... เจ้าเป็นถึงมันสมองของกองทัพพยัคฆ์เมฆา เหตุใดจึงปอดแหกกับสุราจอกเดียวเล่า?" สนมเอกซูหัวเราะเสียงแหลมสูง เล็บยาวสวมปลอกทองคำสลักลวดลายวิจิตรบรรจงเคาะลงบนขอบจอกกระเบื้องเคลือบสีไข่ไก่ "หรือเจ้าล่วงรู้แล้วว่าภายในจอกนี้มีสิ่งใดซ่อนอยู่?"
อวี้เหมยไม่สะดุ้งสะเทือน นางเพียงปรายตามองหยดสุราที่ซึมอยู่ตรงขอบจอก ซึ่งกัดกร่อนเนื้อไม้จันทน์จนเกิดคราบสีดำคล้ำ—พิษสลายเส้นเอ็น... พิษร้ายแรงจากแดนประจิมที่แม้แต่ยอดฝีมือหากดื่มเข้าไปเพียงครึ่งหยด ลมปราณทั่วร่างจะถูกเผาผลาญจนหมดสิ้นภายในหนึ่งก้านธูป
ในห้วงเวลาที่สถานการณ์บีบคั้นจนแทบไร้ทางหนีทีไล่ เงาร่างสูงใหญ่ดั่งภูผาน้ำแข็งพลพุ่งทะยานผ่านหน้าต่างกระดาษสาเข้ามาอย่างไร้สุ้มเสียง ลมพายุที่ถูกแหวกด้วยวิชาตัวเบาอันล้ำlึกทำให้ม่านไหมปลิวสะบัด กลิ่นอายความตายแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วตำหนักในพริบตาเดียว!
"บังAญ!"
สุ้มเสียงทุ้มต่ำดุดันราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์หนุ่มดังขึ้นสะเทือนโสตประสาท ชินอ๋องเฟยหลง ในชุดเกราะหนังสีดำสนิทประดับแผ่นหยกมังกรเหิน ปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้าร่างเพรียวบางของกุนซือสาวราวกับกำแพงเหล็กที่ไม่มีผู้ใดทะลวงผ่านได้ มือหนาภายใต้ถุงมือหนังตวัดเพียงครั้งเดียว จอกสุราพิษในมือของสนมเอกซูก็กระเด็นหลุดจากเรียวปาก ตกลงแตกกระจายบนพื้นหินอ่อน เสียงเพชรพลอยกระทบพื้นดังเพ้ง พร้อมกับของเหลวสีดำที่เดือดปุดๆ จนส่งกลิ่นเหม็นไหม้คละคลุ้ง
สนมเอกซูใบหน้าถอดสี ถอยหลังกรูดจนสะดุดชายผ้าไหมเกือบทรุดลงไปกองกับพื้น นางเงยหน้าขึ้นสบกับดวงตาคมกริบดั่งใบมีดของชินอ๋องผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเหี้ยมโหดเด็ดขาด ตัวนางสั่นเทาจนแทบสิ้นสติ "ทะ... ท่านอ๋อง! หม่อมฉันเพียงแต่..."
"เปิ่นหวางมิได้มาเพื่อฟังคำแก้ตัวของสตรีไร้ยางอาย" เฟยหลงกล่าวแทรกด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบไร้ความปราณี นัยน์ตาคมกรามขบเข้าหากันจนสันกรามขึ้นเป็นสันนูน "กล้าดียังไงถึงยื่นมือมาแตะต้องคนของกองทัพพยัคฆ์เมฆา หากเจ้ายังอยากมีลมหายใจอยู่ดูตะวันวันพรุ่งนี้ จงไสหัวออกไปจากสายตาของเปิ่นหวางเดี๋ยวนี้!"
อำนาจกดดันระดับแม่ทัพผู้ผ่านสนามรบมาโชกโชนแผ่ขยายออกไปจนสนมเอกซูและนางกำนัลรอบกายแทบทรุดฮวบลงคุกเข่า พวกนางรีบตะเกียบคตะกายถอยร่นออกจากตำหนักอย่างไม่คิดชีวิต ทิ้งให้อุปกรณ์เครื่องเรือนระเกะระกะและกลิ่นไอพิษที่ยังคงหลงเหลืออยู่
ภายในตำหนักกลับคืนสู่ความเงียบงันอีกครา มีเพียงเสียงลมหายใจสม่ำเสมอและเสียงหยดน้ำจากนาฬิกาทราย
อวี้เหมยเงยหน้าขึ้นสบตากับบุรุษผู้เพิ่งช่วยชีวิตนางไว้ แม้ภายนอกนางจะรักษากิริยาสุขุมเยือกเย็นได้อย่างแนบเนียน ทว่าหัวใจภายในอกกลับเต้นรัวเร็วกว่าปกติยามเมื่อได้กลิ่นอายบุรุษอันคุ้นเคยที่โอบล้อมกาย นางย่อกายลงทำความเคารพตามธรรมเนียม "ขอบพระทัยท่านอ๋องที่ทรงเมตตา... แต่การที่พระองค์ทรงกระทำเช่นนี้ ย่อมทำให้องค์ชายสามและพรรคพวกระแวงแคลงใจยิ่งขึ้นไปอีกนะเพคะ"
เฟยหลงไม่ตอบในทันที เขาก้าวเข้าไปใกล้นางทีละก้าว กลิ่นอายบุรุษและกลิ่นคาวเลือดจางๆ จากสนามรบลอยปะปนกับกลิ่นหอมละมุนประจำกายของกุนซือสาว นัยน์ตาคมดุจเหยี่ยวคู่นั้นจ้องมองลึกลงไปในดวงตานิ่งสงบของนาง ราวกับต้องการค้นหาความลับบางอย่างที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังรอยยิ้มและสติปัญญาอันล้ำลึกนั้น
"เจ้าคิดว่าเปิ่นหวางสนใจหมากบนกระดานพวกนั้นงั้นหรือ?" น้ำเสียงของเขาอ่อนลงเล็กน้อยเมื่อเหลือบเห็นรอยแดงจางๆ ที่ข้อมือของนางซึ่งเกิดจากการถูกฉุดกระชากก่อนหน้านี้ "เปิ่นหวางสนใจแค่ว่า... หมากตัวนี้ของข้า จะต้องไม่มีรอยขีดข่วนแม้แต่น้อย"
หัวใจของอวี้เหมยกระตุกวูบ ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างไต่ระดับขึ้นมาเกาะกุมจิตใจ นางเบือนหน้าหลบสายตาร้อนแรงคู่นั้นอย่างไม่คุ้นชิน ยามที่บุรุษผู้เย็นชาดั่งน้ำแข็งผู้นี้แสดงความปกป้องออกมา มันหนักแน่นและมั่นคงเสียจนนางเกรงว่าหัวใจที่ปิดตายมานานจะเผลอหวั่นไหว
"ท่านอ๋องทรงตรัสล้อเล่นเกินไปแล้วเพคะ หม่อมฉันเป็นเพียง..."
"เจ้าไม่ใช่แค่กุนซือ" เฟยหลงเอ่ยขัดขึ้น เสียงของเขาต่ำทุ้มและจริงจังจนน่าใจหาย มือหนาเอื้อมออกไปคว้าข้อมือเรียวของนางไว้อย่างทะนุถนอม ทว่ามั่นคงจนดิ้นไม่หลุด "และคืนนี้... เปิ่นหวางมีเรื่องสำคัญยิ่งกว่าเรื่องในราชสำนักที่จะต้องสะสางกับเจ้า"
ยังไม่ทันที่อวี้เหมยจะได้เอ่ยปากทักท้วง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงและเสียงประกาศก้องของขันทีหน้าตำหนักก็ดังแทรกขึ้นทำลายความเงียบ
"ราชโองการด่วนจากฮ่องเต้! มีรับสั่งให้ชินอ๋องและกุนซือฉินเข้าเฝ้าเป็นการด่วน ณ ตำหนักมังกรเรืองรอง!"
เฟยหลงชะงัก นัยน์ตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อยด้วยความระแวงสงสัย ขันทีเฒ่าผู้ถือราชโองการก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าซีดเผือด เนื้อตัวสั่นเทายิ่งกว่าตอนที่เผชิญหน้ากับสนมเอกซูเสียอีก สองมือที่ประคองกล่องไม้หอมประทับตราหยกทองคำสั่นระริกยามเมื่อยื่นถวายเบื้องหน้า
"ทูลท่านอ๋อง... ทรงเปิดอ่านด้วยพระเนตรของพระองค์เองเถิดพ่ะย่ะค่ะ..." ขันทีเฒ่ากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก "องค์ฮ่องเต้... สวรรคตแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและกลอุบายอันล้ำลึกไปกับไป๋เหลียนฮวานะคะ
พยัคฆ์หยกเมฆาอาญาสิทธิ์ กับ กุนซือหญิงผู้ไร้รอยจารึก•ตอนที่ 7
การตัดสินใจของอ๋องทมิฬ
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พยัคฆ์หยกเมฆาอาญาสิทธิ์ กับ กุนซือหญิงผู้ไร้รอยจารึก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!