กลิ่นอายของกระดาษเก่าและหมึกพิมพ์ราคาแพงในห้องสมุดสำนวนคดีโบราณ ไม่ได้ทำให้ความตึงเครียดระหว่างคนทั้งสองลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย
"คุณกำลังเล่นเกมที่อันตรายมากนะ กวินทร์"
เสียงของรินรดาเรียบนิ่ง ทว่าแฝงไว้ด้วยแรงกดดันระดับเดียวกับรอยต่อของเปลือกโลกที่กำลังขยับตัว ปลายเรียวนิ้วของเธอหยุดชะงักลงบนแฟ้มเอกสารคดีฆาตกรรมเมื่อสิบปีก่อน แสงไฟจากโคมไฟตั้งโต๊ะสไตล์วินเทจสาดส่องลงมาขับเน้นให้เงาของเธอทาบทับลงบนร่างของชายหนุ่มที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
กวินทร์เงยหน้าขึ้นจากสมุดบันทึกปกหนังสีเข้ม นัยน์ตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาคู่นั้นสะท้อนประกายระยิบระยับราวกับเสือดาวที่กำลังพิจารณาเหยื่อ แต่ในขณะเดียวกันก็คล้ายกับคนที่กำลังดื่มด่ำกับบทเพลงซิมโฟนีบทโปรด
"ผมไม่ได้กำลังเล่นเกมหรอกครับ ทนายรินรดา..." กวินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม ละมุนละไมแต่มั่นคง "ผมเพียงแต่กำลังพยายามอ่านหนังสือพิมพ์หน้าเก่า ที่ใครบางคนจงใจฉีกหน้าสำคัญที่สุดทิ้งไปต่างหาก"
ระยะห่างระหว่างโต๊ะทำงานตัวยาวนั้นไม่ถึงเมตร แต่มันกลับกว้างใหญ่ไพศาลด้วยเส้นแบ่งทางจริยธรรมและคดีความที่พวกเขากำลังเหยียบย่ำอยู่บนลวดสลิง สถานการณ์ภายนอกหน้าต่างเริ่มกดดันมากขึ้นเมื่อพายุฝนฤดูร้อนเริ่มก่อตัว เสียงคำรามต่ำของท้องฟ้าสะท้อนก้องเข้ามาในอาคารเก่าแก่แห่งนี้ ราวกับธรรมชาติกำลังเร่งเรับเวลาในคดีที่ใกล้จะหมดอายุความ
รินรดาขยับตัวเล็กน้อยเพื่อเปลี่ยนอิริยาบท การเคลื่อนไหวนั้นเฉียบคมและระแวดระวัง เธอมองลึกเข้าไปในดวงตาของกวินทร์ พยายามค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่หลังรอยยิ้มบางเบานั้น
"คุณรู้ดีว่าหลักฐานชิ้นนั้น... ถ้ามันปรากฏต่อหน้าศาล ชีวิตของคุณจะเปลี่ยนไปตลอดกาล" น้ำเสียงของเธออ่อนลงเล็กน้อย แต่นัยน์ตากลับคมกริบยิ่งกว่าเดิม "ทำไมคุณถึงยังพยายามดึงดันที่จะเปิดประตูห้องใต้ดินบานนั้นออกล่ะ"
"เพราะบางครั้ง ความมืดมิดในห้องใต้ดิน ก็ยุติธรรมกว่าแสงสว่างจอมปลอมที่สาดส่องอยู่บนท้องถนนนะครับ" กวินทร์ตอบกลับทันควัน รอยยิ้มของเขาจางลงเล็กน้อย เหลือเพียงความจริงจังที่น่ากลัว "คุณเองก็รู้ดี... รินรดา ว่าความยุติธรรมที่ปราศจากความจริง ก็เป็นเพียงแค่ละครฉากหนึ่งที่ผู้มีอำนาจใช้ล้างมือเท่านั้น"
คำพูดนั้นพุ่งตรงเข้ากระแทกใจกลางความทรงจำสีเทาของรินรดา ภาพเหตุการณ์ในอดีตที่เธอพยายามฝังกลบมันไว้ค่อยๆ ผุดขึ้นมาเป็นเงาสลัว การสูญเสียที่เธอไม่เคยให้อภัยตัวเอง ความรู้สึกผิดที่กัดกินจิตวิญญาณของทนายความสาวมาตลอดหลายปี
รินรดาเม้มริมฝีปากแน่นโดยไม่รู้ตัว ความโกรธผสมผสานกับความรู้สึกดึงดูดอย่างประหลาดทำให้ลมหายใจของเธอติดขัด เธอลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ช3ายเสื้อสูทสีเข้มเสียดสีกับขอบโต๊ะจนเกิดเสียงเบาหวิว กวินทร์ไม่ได้ถอยหนี เขายังคงนั่งนิ่ง เงยหน้ามองเธอด้วยสายตาที่ยอมจำนนแต่โดยดี—ไม่ใช่เพราะความอ่อนแอ แต่เป็นเพราะเขาเต็มใจให้เธอเข้ามาอยู่ในระยะที่อันตรายที่สุด
ในจังหวะที่ก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะฝั่งตรงข้าม ร่างของทั้งสองก็แทบจะแนบชิดกันในพื้นที่แคบๆ กลิ่นอายเฉพาะตัวของกวินทร์—กลิ่นฝนจางๆ ผสมผสานกับกลิ่นกระดาษและชาดำ—ลอยละلي่วเข้ามาแตะนาสิก ท่ามกลางบรรยากาศที่กดดันจนแทบหายใจไม่ออก สายตาของทั้งคู่ประสานกันนิ่งนาน ไร้ซึ่งคำพูดใดๆ มีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นระรัวแข่งกับเสียงเม็ดฝนที่เริ่มซัดสาดกระทบกระจกหน้าต่างด้านนอก
"ถ้าคุณยังดื้อดึงแบบนี้..." รินรดากระซิบชิดริมฝีปาก น้ำเสียงสั่นพร่าเล็กน้อยด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจนิยาม "ผม... ฉันอาจจะช่วยคุณไว้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว"
กวินทร์ยกย่องมุมปากขึ้นเล็กน้อย มือเรียวยาวของเขายื่นออกไปอย่างช้าๆ ปลายนิ้วแตะเบาลงบนแฟ้มเอกสารตรงหน้าเธอ แต่สายตากลับไม่ละไปจากดวงตาคู่สวยที่เต็มไปด้วยความสับสน
"ถ้าคนที่ดึงผมลงไปในเหวคือคุณ..." กวินทร์กระซิบตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่ก้องกังวานในความเงียบ "ผมก็ยินดีที่จะตกหลุมพรางนั้น... โดยไม่คิดจะร้องขอความช่วยเหลือเลยแม้แต่น้อยครับ"
บรรยากาศระหว่างคนทั้งคู่ตึงเครียดจนเหมือนเส้นด้ายที่ถูกขึงจนสุดแรง และในเสี้ยววินาทีที่รินรดากำลังจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่างเพื่อทำลายกำแพงความใกล้ชิดอันตรายนี้ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงคู่หนึ่งก็ดังขึ้นที่ทางเดินด้านนอก... มันหยุดลงตรงหน้าประตูปิดสนิทของห้องสมุด ก่อนที่บานประตูไม้สักจะถูกผลักเปิดออกอย่างไร้ซึ่งมารยาท!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงจุดหักเหอันมืดมิดนี้ด้วยกันนะครับ
บทกวีใต้ร่มเงา
เศษเสี้ยวความทรงจำในเงาคนแปลกหน้า•ตอนที่ 13
ระยะห่างที่หายไป
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวความทรงจำในเงาคนแปลกหน้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!