เสียงล้อรถยนต์บด ผ่านพื้นถนนลูกรังที่ขรุขระดังสะท้อนเข้ามาในห้องโดยสาร เป็นจังหวะเดียวกับที่เข็มน้ำมันในหน้าปัดรถยนต์คันเก่าตกลงสู่ขีดแดงพอดิบพอดี กวินทร์ละสายตาจากกระจกมองข้างที่สะท้อนภาพทิวทัศน์อันว่างเปล่าของป่าสนสองใบข้างทาง ก่อนจะหันมามองหญิงสาวที่นั่งเงียบมาตลอดระยะทางสามชั่วโมงเต็ม
รินรดายังคงรักษาท่าทีเยือกเย็นตามวิสัยของทนายความมืออาชีพ สายตาของเธอนิ่งงันอยู่ที่หน้าจอแท็บเล็ตในมือ ข้อมูลคดีฆาตกรรมเมื่อสิบปีก่อนถูกเปิดวนซ้ำไปซ้ำมา ราวกับว่าตัวอักษรเหล่านั้นจะสามารถแปรเปลี่ยนเป็นความจริงได้ หากเธอมองมันด้วยความตั้งใจมากพอ
"คุณกำลังพยายามหาช่องโหว่ในสำนวน หรือกำลังพยายามหาข้ออ้างให้ความรู้สึกผิดของตัวเองกันแน่ครับ คุณรินรดา"
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงของกวินทร์เจือด้วยรอยยิ้มบางเบาที่ยากจะคาดเดาความหมาย มันไม่ใช่การเยาะเย้ย แต่เป็นความพยายามที่จะสนทะลุเกราะกำบังอันหนาทึบที่เธอสร้างขึ้น
รินรดาชะงักปลายนิ้วที่กำลังเลื่อนหน้าจอ เธอไม่ได้หันไปมองหน้าเขาในทันที ปล่อยให้ความเงียบโรยตัวอยู่ระหว่างคนทั้งสองชั่วอึดใจหนึ่ง ก่อนที่เธอจะค่อยๆ ปิดหน้าจอแท็บเล็ตลง สะท้อนให้เห็นภาพใบหน้าเรียบเฉยของตัวเองผ่านกระจกหน้าจอที่มืดสนิท
"ฉันกำลังทำหน้าที่ของทนายความครับ คุณกวินทร์... หน้าที่ในการค้นหาความจริง ไม่ใช่การสร้างบทกวีเพื่อหลบหนีความจริงเหมือนอย่างที่คุณกำลังทำ" น้ำเสียงของเธอราบเรียบแต่เฉียบคม มีน้ำหนักพอกที่จะบาดลึกลงในความรู้สึก
กวินทร์หัวเราะในลำคอเบาๆ รถยนต์ชะลอความเร็วลงเมื่อมาถึงทางแยกสุดท้าย ป้ายบอกทางเก่าคร่ำคร่าระบุชื่อหมู่บ้าน 'ปางหมอก' สถานที่ซึ่งถูกลืมเลือนไปจากแผนที่ทางการแพทย์และกระบวนการยุติธรรม
"ความจริงกับบทกวี... บางครั้งก็เป็นสิ่งเดียวกันนะครับ เพียงแต่มันถูกเขียนด้วยหมึกคนละสี ความจริงของศาลคือตัวเลขและหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ แต่ความจริงของคนที่นี่ คือรอยแผลเป็นที่ไม่มีวันจางหาย" กวินทร์หักพวงมาลัยเลี้ยวเข้าสู่ถนนดินแคบๆ ที่มีกิ่งไม้แห้งระข้างตัวรถ
รถจอดสนิทหน้าบ้านไม้สักสองชั้นเก่าคร่ำคร่าหลังหนึ่ง ซึ่งตั้งโดดเดี่ยวอยู่ท่ามกลางทิวสนและสายหมอกจางๆ ยามบ่าย บรรยากาศรอบตัวเงียบสงัดจนได้ยินเสียงลมหายใจและเสียงเครื่องยนต์ที่ค่อยๆ สงบลง
รินรดากวาดสายตามองไปรอบๆ ตัวบ้าน โครงสร้างที่ทรุดโทรมตามกาลเวลาและร่องรอยคราบเขม่าสีดำที่หลงเหลืออยู่ตรงมุมหน้าต่างชั้นสอง ทำให้หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะไปวูบหนึ่ง สถานที่แห่งนี้... คือจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมที่พรากบุคคลอันเป็นที่รักไปจากชีวิตของเธอเมื่ออดีต
"ที่นี่สินะ..." เสียงของเธอแผ่วเบาลงโดยไม่รู้ตัว มือเรียวบางเผลอกำสายกระเป๋าแน่นจนข้อต่องนิ้วขึ้นสีขาว
"ใช่ครับ บ้านพักของพยานปากเอกที่หายตัวไปในคืนเกิดเหตุ" กวินทร์ดับเครื่องยนต์ เปิดประตูลงจากรถ ลมเย็นยะเยือกพัดปะทะใบหน้าทันทีที่ก้าวเท้าลงสู่พื้นดิน เขาเดินอ้อมมาเปิดประตูฝั่งที่รินรดานั่ง พร้อมยื่นมือออกไปเล็กน้อยเพื่อเป็นเชิงรักษามารยาท แม้จะรู้ว่าทนายสาวผู้แข็งกร้าวคงไม่ยอมรับความช่วยเหลือก็ตาม
รินรดาเมินมือคู่นั้น เธอดันประตูเปิดออกเองแล้วก้าวลงมายืนเคียงข้างเขา สายตาทอดมองบันไดไม้ที่ผุพังราวกับกำลังเผชิญหน้ากับปีศาจในอديต
"ข้อมูลที่เราได้จากสำนวนคดีบอกว่า พยานคนนี้เสียชีวิตในกองเพลิง แต่คุณพาฉันมาที่นี่ทำไม... ที่ซึ่งไม่มีแม้แต่เถ้าถ่านของหลักฐานเหลืออยู่" เธอย้อนถาม นัยน์ตาคมกวาดมองกวินทร์อย่างจับผิด
กวินทร์ก้าวเท้าเดินนำขึ้นไปบนชานบ้านที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดทุกครั้งที่น้ำหนักลงทับ เขาก้มตัวลงหยิบเศษกระดาษสีน้ำตาลเก่าๆ ที่ถูกซ่อนอยู่ใต้ร่องพื้นไม้ผุกร่อนขึ้นมาแผ่นหนึ่ง ก่อนจะหันมามองเธอด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป
"เพราะหลักฐานที่ตำรวจหาไม่พบ... มักจะซ่อนอยู่ในที่ที่ไม่มีใครกล้าเหยียบเข้ามายังไงล่ะครับ"
รินรดานิ่งงันไปชั่วขณะ เธอรีบก้าวเท้าตามขึ้นไปบนชานบ้านทันที กวินทร์ยื่นกระดาษแผ่นนั้นให้เธอดูลักษณะใกล้ชิด ลายมือหวัดๆ ที่เขียนด้วยหมึกปากกาซึมปรากฏอยู่บนกระดาษแผ่นนั้น แม้จะเลือนรางแต่ยังพ อ่านออกได้อย่างชัดเจน
*‘ถ้าความจริงถูกเปิดเผย... คนที่ต้องตายไม่ใช่แค่ฉัน แต่คือแกด้วย’*
รินรดาขมวดคิ้วแน่น หัวใจเต้นรัวระรัวเมื่อตระหนักว่าลายมือนี้คุ้นตาอย่างประหลาด มันคือลายมือเดียวกับจดหมายขู่ที่เธอได้รับเมื่อสัปดาห์ก่อน ก่อนที่คดีนี้จะถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง
ทว่า ก่อนที่เธอจะทันได้เอ่ยปากซักถามอะไร เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นจากด้านหลังบ้าน ราวกับมีคนแอบซ่อนอยู่ในความมืดของตัวบ้านที่ไร้ซึ่งแสงไฟมานานนับทศวรรษ!
กวินทร์ดึงแขนของรินรดาให้ถอยหลังเข้ามาชิดตัวเขาโดยสัญชาตญาณ ดวงตาคมกริบกวาดมองไปในความสลัวของตัวบ้านที่เต็มไปด้วยเงาไม้
"ดูเหมือนว่า... เราไม่ได้มากันแค่สองคนนะครับ" กวินทร์กระซิบเสียงต่ำชิดใบหูของเธอ ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับต้นคอท่ามกลางบรรยากาศที่เย็นเยียบ
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงจุดหักเหอันมืดมิดนี้ด้วยกันนะครับ บทกวีใต้ร่มเงา
เศษเสี้ยวความทรงจำในเงาคนแปลกหน้า•ตอนที่ 12
เดินทางสู่ความจริง
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวความทรงจำในเงาคนแปลกหน้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!