กลิ่นอายจางๆ ของกระดาษเก่าและหมึกพิมพ์ราคาแพงในห้องสมุดส่วนตัวของกวินทร์ คละเคล้าไปกับความเงียบงันที่หนักอึ้งราวกับมวลอากาศก่อนพายุฝนจะโหมกระหน่ำ แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมัตโตะสะท้อนลงบนสันปกหนังสือกลอนร่วมสมัยนับร้อยเล่มที่เรียงรายอย่างเป็นระเบียบ ทว่าความเรียบร้อยนั้นกลับขัดแย้งโดยสิ้นเชิงกับบรรยากาศความตึงเครียดที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายระหว่างคนทั้งสอง
รินรดานั่งนิ่งอยู่บนโซฟาหนังสีชาด ปลายนิ้วเรียวยาวของเธอกำถ้วยชาเซรามิกอุ่นๆ ไว้แน่นจนข้อต่อนิ้วขาวซีด ดวงตาคู่คมภายใต้กรอบแว่นใสจ้องมองชายหนุ่มผู้ยืนหันหลังให้อยู่เบื้องหน้า บานหน้าต่างบานใหญ่ด้านหลังเขาเผยให้เห็นท้องฟ้ากรุงเทพฯ ยามค่ำคืนที่กำลังเปลี่ยนเป็นสีเทาทึบ เมฆฝนก้อนมหึมาเคลื่อนตัวบดบังแสงจันทร์ ราวกับเจตนาจะปิดกั้นความจริงทุกอย่างให้อยู่ในความมืดมิด
"คุณกำลังเล่นเกมจิตวิทยาที่อันตรายมากนะ กวินทร์" รินรดาเปิดฉากทำลายความเงียบ น้ำเสียงของเธอนิ่งเรียบ ทว่าเฉียบคมดุจใบมีดโกนที่เคลือบด้วยความระมัดระวัง "การดึงเอาสำนวนในบทกวีของฆาตกรมาไว้ในสำนวนคفของคุณเอง มันไม่ใช่แค่เรื่องของศิลปะ แต่มันคือการขัดขวางกระบวนการยุติธรรม... คุณรู้ตัวไหมว่ากำลังทำอะไรอยู่"
กวินทร์ค่อยๆ หมุนตัวกลับมาอย่างช้าๆ รอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากไม่ได้บ่งบอกถึงความสนุกสนาน แต่เป็นรอยยิ้มของคนที่ยอมจำนนต่อโชคชะตาที่ตนเองเป็นคนกำหนด สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนขึ้นถึงข้อศอก เผยให้เห็นรอยแผลเป็นจางๆ ที่ข้อมือซ้าย—ร่องรอยที่รินรดาไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อนในยามปกติ
"ยุติธรรมหรือครับ ริน..." เสียงทุ้มนุ่มของกวินทร์เอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบา แต่กลับก้องกังวานในความรู้สึก "คุณเชื่อมั่นในตัวบทกฎหมายที่สามารถบิดเบือนได้ด้วยลายเซ็นและตัวเลขบนกระดาษ แต่คุณกลับไม่เคยเชื่อมั่นในรอยแผลเป็นของมนุษย์... สิ่งที่ผมทำ ไม่ใช่การขัดขวางความยุติธรรม แต่มันคือการพยายามทวงคืนความหมายที่แท้จริงของมันต่างหาก"
กวินทร์เดินเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานไม้สักที่คั่นกลางระหว่างเขากับหญิงสาว เขาวางสมุดบันทึกปกหนังสีดำเล่มคุ้นตาลงบนโต๊ะ สมุดเล่มเดียวกับที่ตำรวจตามหาและเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่อาจพลิกคดีทั้งหมดได้ในพริบตา
"คุณจำคดีเมื่อสี่ปีก่อนได้ไหม... คดีอุบัติเหตุบนถนนทางหลวงสายนั้น" กวินทร์เอ่ยขึ้น สายตาของเขาจดจ้องลึกลงไปในดวงตาของรินรดา ราวกับต้องการค้นหาเศษเสี้ยวความทรงจำที่เธอพยายามฝังกลบมันไว้
ดวงตาของรินรดาไหววูบไปชั่วขณะ ลมหายใจของเธอสะดุดลงไปวูบหนึ่ง ชื่อนั้น... เหตุการณ์นั้น เป็นสิ่งเดียวที่เธอพยายามลบเลือนมันด้วยตรรกะและงานเอกสารทางกฎหมายมาตลอดสี่ปีเต็ม
"คุณ... กำลังพูดถึงเรื่องอะไร" รินรดาพยายามบังคับให้น้ำเสียงของตนเองมั่นคง แต่ปลายนิ้วที่สั่นระริกนั้นทรยศเธอ
"น้องสาวของคุณ ไม่ได้ตายเพราะอุบัติเหตุบนท้องถนนอย่างที่สำนวนคดีสรุปหรอกครับ ริน..." กวินทร์พูดชื่อนั้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนจนน่าใจหาย แต่มันกลับสร้างแรงกระแทกมหาศาลในจิตใจของทนายสาว "รอยยางรถยนต์บนพื้นถนนในคืนนั้น และบทกวีที่ถูกทิ้งไว้บนเบาะรถ... มันคือลายมือเดียวกันกับฆาตกรที่คุณกำลังพยายามวิ่งเต้นทางกฎหมายเพื่อช่วยให้เขาหลุดพ้นอยู่ในตอนนี้"
ราวกับมีสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางห้องสมุด รินรดาลุกขึ้นยืนพรวดจนเก้าอี้กระแทกพื้นเสียงดังสนั่น ความนิ่งสงบและมาดมั่นของทนายความสาวพังทลายลงในชั่วพริบตา เธอก้าวเข้าไปประชิดตัวกวินทร์ มือทั้งสองข้างกำแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ
"คุณโกหก! หลักฐานทั้งหมดในสำนวนมันยืนยันชัดเจน!" เธอกระซิบด้วยเสียงที่สั่นเครือแต่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวและร้าวราน
"หลักฐานที่ถูกสร้างขึ้นโดยคนที่คุณไว้ใจที่สุดต่างหากล่ะครับ" กวินทร์ก้าวเข้าไปใกล้เธออีกนิด ระยะห่างระหว่างทั้งสองลดลงจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นและลมหายใจที่ติดขัด กลิ่นอายของฝนผสมกับกลิ่นบุหรี่จางๆ และน้ำหอมกลิ่นไม้กฤษณาโชยแตะจมูก "คนที่เซ็นชื่อปิดคดีในวันนั้น คือที่ปรึกษาอาวุโสของสำนักงานกฎหมายที่คุณทำงานอยู่... คนที่คุณนับถือเหมือนพ่อแท้ๆ"
ความจริงอันน่าสะพรึงกลัวถูกเปิดเผยออกมาทีละน้อย ราวกับม่านละครที่ค่อยๆ ถูกกระชากออก เผยให้เห็นความเน่าเฟะเบื้องหลังความยุติธรรมที่รินรดายึดถือมาตลอดชีวิต เข่าของเธอแทบทรุดลงตรงนั้น หากแต่กวินทร์ยื่นมือมาประคองข้อศอกเธอไว้ทัน สัมผัสที่อบอุ่นแต่มั่นคงจากเขา ทำให้เธอยืนหยัดอยู่ได้ ท่ามกลางความมืดที่กำลังกลืนกินสติสัมปชัญญะ
"ทำไม..." เสียงของรินรดาขาดห้วง น้ำใสๆ เอ่อคลอขึ้นที่หน่วยตาคู่สวย แต่เธอกลั้นมันไว้ไม่ให้ไหลริน "ทำไมคุณถึงรู้เรื่องนี้... คุณเป็นใครกันแน่ กวินทร์?"
กวินทร์มองลึกลงไปในดวงตาที่เต็มไปด้วยคำถามและรอยร้าวของเธอ รอยยิ้มเศร้าสร้อยปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคายของกวีหนุ่ม ก่อนที่เขาจะโน้มตัวกระซิบข้างใบหูของเธอด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาแต่ชัดเจนทุกถ้อยคำ
"เพราะผมคือคนที่เขียนบทกวีบทสุดท้าย ในคืนที่น้องสาวของคุณต้องจากไป... และผมก็คือคนเดียวที่จะช่วยให้คุณลากคอฆาตกรตัวจริงมารับโทษได้"
ในวินาทีที่ความจริงอันน่าตกใจกำลังซึมซับเข้าสู่จิตใจของรินรดา เสียงฟ้าร้องคำรามสนั่นหวั่นไหวข้างนอก พร้อมกับกระแสไฟฟ้าภายในบ้านที่ดับวูบลงทันที ความมืดมิดเข้าปกคลุมห้องสมุดทั้งห้อง ทิ้งให้เหลือเพียงเสียงลมหายใจของคนทั้งสองและความเงียบอันน่าสะพรึง
ทว่า... ท่ามกลางความมืดมิดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนกำลังก้าวขึ้นบันไดไม้อย่างเชื่องช้า เสียงพื้นไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าดดังชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จากโถงทางเดินชั้นล่าง... และมันกำลังมุ่งตรงมาที่ห้องนี้
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงจุดหักเหอันมืดมิดนี้ด้วยกันนะครับ บทกวีใต้ร่มเงา
เศษเสี้ยวความทรงจำในเงาคนแปลกหน้า•ตอนที่ 11
จุดเปลี่ยนก่อนพายุเข้า
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวความทรงจำในเงาคนแปลกหน้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!