กลิ่นอับของกระดาษเก่าและฝุ่นละอองที่ลอยเคว้งคว้างในอากาศ ยามเมื่อแสงไฟจากหลอดนีออนกะพริบสลัว สะท้อนเงาร่างของรินรดาที่กำลังยืนนิ่งสนิทอยู่หน้าประตูห้องพักของเธอเอง
ความเงียบงันในยามวิกาลไม่ได้ให้ความรู้สึกสงบ หากแต่มันหนักอึ้งราวกับมีมวลสารบางอย่างกดทับลงบนบ่า สัญชาตญาณของทนายความสาวบอกเธอทันทีว่า มีบางสิ่งผิดปกติ—กลอนประตูนิรภัยไม่ได้ถูกปลดด้วยรหัส แต่มันถูกงัดด้วยเครื่องมือช่าง รอยขูดขีดโลหะสีเงินวาววับคือหลักฐานชั้นดีที่ฟ้องความจริง
"คุณมาเร็วกว่าที่ผมคาดไว้นะครับ... หรือบางที คุณอาจจะแค่วิ่งตามเงาของตัวเองไม่ทันเสียแล้ว"
เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังขึ้นจากมุมมืดของทางเดิน กวินทร์ก้าวเท้าออกมาจากเงาสลัวของเสาปูน แสงไฟสีส้มสลัวจากหลอดทางเดินอาบไล้กรอบหน้าคมคาย ดวงตาคู่นั้นพินิจพิเคราะห์เธอด้วยประกายที่อ่านยาก ราวกับกวีผู้กำลังมองดูตัวละครในบทละครโศกนาฏกรรมที่เขารู้ตอนจบอยู่แล้ว
รินรดาไม่หันไปมองทันที เธอยังคงจ้องรอยแผลบนบานประตู พร้อมกับสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อควบคุมจังหวะหัวใจที่เต้นรัว
"คุณรู้อยู่แล้วใช่ไหมครับ... ว่าคืนนี้จะมีแขกไม่ได้รับเชิญมาเยี่ยมห้องของฉัน" เธอย้อนถาม เสียงเรียบสนิทแต่แฝงแรงกดดันในทุกพยางค์
กวินทร์แย้มยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่มักจะทำให้เธอกลัวมากกว่าจะอุ่นใจ เขาสอดมือทั้งสองข้างลงในกระเป๋าเสื้อโค้ทตัวยาว เดินเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นจางๆ ของกระดาษและหมึกพิมพ์ที่ติดตัวเขาเสมอ
"ความรู้... มักมีราคาที่ต้องจ่ายเสมอครับ รินรดา และบางครั้ง คนเราก็มักจะประเมินค่าของ 'ความอยากรู้อยากเห็น' ต่ำเกินไป" เขากล่าวพลางปรายตามองลูกบิดประตูที่หลุดรุ่ย "คุณคิดว่าคนที่เข้ามาในห้องของคุณ ค้นหาอะไรอยู่ล่ะครับ? สำนวนคดีของบริษัทชิปปิ้ง หรือ... บางสิ่งที่อาจจะสั่นคลอนรากฐานของกระบวนการยุติธรรมที่คุณศรัทธนัก"
รินรดาหันขวับมาเผชิญหน้า ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงจนแทบจะได้ยินเสียงลมหายใจ ดวงตาคมกริบของทนายสาวจดจ้องค้นหาพิรุธในแววตาของชายหนุ่ม
"คุณเป็นคนบอกเบาะแสนี้ให้พวกมัน... หรือคุณกำลังพยายามปกป้องใครกันแน่ กวินทร์?"
กวินทร์หัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงนั้นก้องกังวานในความเงียบ มันไม่ใช่เสียงหัวเราะแห่งความขบขัน หากแต่เป็นความเย้ยหยันต่อความไร้เดียงสาของโลกใบนี้
"ถ้าผมเป็นคนส่งพวกเขามา ห้องนี้คงไม่เหลือแม้แต่เศษกระดาษให้คุณยืนมองหรอกครับ... เชื่อผมเถอะว่า มีมือที่มองไม่เห็นกำลังพยายามลบประวัติศาสตร์ เพื่อเริ่มต้นเขียนมันใหม่โดยไม่มีชื่อของคุณและผมอยู่ในนั้น"
เขายื่นมือขวาออกไป ช้าๆ และระมัดระวัง เพื่อผลักบานประตูที่แง้มอยู่ให้เปิดออกกว้างขึ้น ความมืดมิดภายในห้องพักรอคอยการถูกเปิดเผย ราวกับถ้ำลึกที่ซ่อนสัตว์ร้ายอันตราย
รินรดากลั้นหายใจ เธอเอื้อมมือไปหยิบไฟฉายขนาดเล็กจากกระเป๋าเสื้อสูท กดเปิดแล้วก้าวล้ำผ่านธรณีประตูเข้าไปเป็นคนแรก
ภายในห้องพักไม่ได้ถูกรื้อค้นจนกระจัดกระจายอย่างที่เธอจินตนาการไว้ในตอนแรก ตรงกันข้าม... มันมีความผิดปกติที่น่ากลัวกว่านั้น ทุกอย่างถูกจัดวางไว้ ‘อย่างเป็นระเบียบเกินไป’ แฟ้มเอกสารคดีสำคัญถูกวางเรียงรายบนโต๊ะทำงาน แต่หากสังเกตให้ดีด้วยสายตาของนักกฎหมายผู้ผ่านคดีมาโชกโชน จะพบว่ารอยพับของมุมกระดาษเปลี่ยนไป และแฟ้มหลักฐานชิ้นสำคัญที่สุด—กระดาษบันทึกคำให้การของพยานปากเอกที่หายสาบสูญ—ได้หายไปจากแฟ้ม
"มันไม่ได้มาเพื่อทำลายข้าวของครับ..." รินรดากระซิบ น้ำเสียงสั่นพร่าเล็กน้อยด้วยความโกรธที่ถูกเก็บกดไว้ "มันมาเพื่อเอา 'บางสิ่ง' กลับคืนไป และส่งสารเตือนมาให้ฉัน"
กวินทร์ก้าวตามเข้ามาในห้อง ปิดประตูลงเบาๆ เพื่อตัดขาดจากโลกภายนอก เขาเดินตรงไปยังชั้นวางหนังสือ กวาดสายตามองสันหนังสือเล่มต่างๆ ก่อนจะหยุดอยู่ที่กวีนิพนธ์เล่มหนาที่ตั้งอยู่ผิดที่ผิดทาง
"สารเตือนมักจะมาในรูปแบบของความเงียบเสมอครับ" กวินทร์หยิบหนังสือเล่มนั้นขึ้นมา เปิดมันออก แล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย "ดูนี่สิครับ..."
รินรดาหันขวับตามเสียงเรียก เธอเดินเข้าไปใกล้ ก้มมองสิ่งที่ซ่อนอยู่ระหว่างหน้ากระดาษของกวีนิพนธ์
ไม่ใช่กลอนรัก หรือบทประพันธ์โศกนาฏกรรม
แต่มันคือรูปถ่ายใบเล็ก... รูปถ่ายในอดีตของเธอกับพี่ชายที่เสียชีวิตไปจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ซึ่งเป็นคดีแรกที่เธอเคยพยายามทำสมัยเริ่มเป็นทนายฝึกหัด และที่มุมขวาของรูป มีรอยหมึกสีแดงเขียนด้วยลายมือหวัดๆ ว่า *'คดีต่อไป... อาจจะเป็นคุณ'*
ความหนาวเหน็บแล่นริ้วขึ้นมาจากปลายนิ้วเท้าสู่สันหลัง รินรดารู้สึกเหมือนอากาศในห้องถูกสูบออกจนหมดสิ้น ความทรงจำที่เธอพยายามฝังกลบมันไว้ด้วยงานเอกสารและตรรกะทางกฎหมาย กลับถูกขุดคุ้ยขึ้นมาเยาะเย้ยต่อหน้า
กวินทร์หันมามองเธอ สายตาของเขาเปลี่ยนจากความเย้าแหย่เป็นความจริงจังอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน เขายื่นมือมาแตะที่ข้อศอกของเธอเบาๆ เพื่อประคองร่างที่เกร็งค้าง
"ดูเหมือนว่า เกมนี้... จะไม่ได้เล่นกันแค่ในชั้นศาลแล้วล่ะครับ รินรดา"
ฉับพลันนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่ดังมาจากบันไดหนีไฟด้านนอกก็กระแทกเข้ากับความเงียบ เป็นจังหวะก้าวที่รวดเร็วและมุ่งมั่น ราวกับพวกมันยังไม่ไปไหน... หรือกำลังรอให้พวกเขาก้าวเข้าไปติดกับพรางพروซ้ำซ้อน
ก่อนที่รินรดาจะได้ขยับตัว กวินทร์ก็พุ่งตัวไปปิดสวิตช์ไฟเพดาน ดึงร่างของเธอให้หลบเข้าหลังมุมตู้เสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว พร้อมกับยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากตัวเองเพื่อส่งสัญญาณเตือนให้เงียบเสียงที่สุด
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้ง... ช้าๆ แต่หนักหน่วงราวกับค้อนทุบลงบนโลงศพ จากนั้นลูกบิดประตูก็ถูกบิดหมุนอย่างแรงจากด้านนอก พร้อมกับรอยยิ้มเยือกเย็นที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของกวินทร์ในความมืด ที่กระซิบเบาจนแทบกลืนไปกับเสียงลมหายใจ
"ต้อนรับสู่บทที่เก้าครับ... และระวังให้ดี อย่าหันหลังกลับเด็ดขาด"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนอันมืดมิดนี้ด้วยกันนะครับ บทกวีใต้ร่มเงา
เศษเสี้ยวความทรงจำในเงาคนแปลกหน้า•ตอนที่ 9
รอยเท้าในความมืด
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวความทรงจำในเงาคนแปลกหน้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!