เสียงก๊อปแก๊ปของปลายปากกาหมึกซึมที่กระทบลงบนกระดาษปอนด์หนาหนัก ดังก้องกังวานในความเงียบสงบของห้องทำงานสไตล์มินิมอล กวินทร์ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองผู้หญิงที่ยืนกอดอกอยู่เบื้องหน้าทันที เขายังคงปล่อยให้ปลายปากกาลากเส้นโค้งเว้าของตัวอักษรสุดท้ายลงไปอย่างใจเย็น ราวกับว่าชีวิตและความเป็นความตายของผู้บงการเงาคนนั้น เป็นเพียงแค่บทกวีบทหนึ่งที่ยังแต่งไม่จบ
"คุณกำลังเล่นกับไฟ รินรดา" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเรียบๆ ขณะที่เจ้าตัวค่อยๆ วางปากกาลงบนโต๊ะไม้โอ๊กสีเข้ม แล้วจึงเงยหน้าขึ้นสบตา ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับไร้ซึ่งความตื่นตระหนก มีเพียงประกายแสงสีเทาแห่งความเยือกเย็นที่สะท้อนผ่านเลนส์แว่นสายตา
"ฉันไม่ได้เล่นกับไฟ กวินทร์ ฉันกำลังใช้กฎหมาย" รินรดาตอบกลับทันควัน น้ำเสียงของเธอราบเรียบแต่เฉียบคมราวดาบที่เพิ่งผ่านการลับ ทนายสาวขยับตัวเข้าใกล้โต๊ะทำงานอีกก้าว ปลายรองเท้าส้นสูงหยุดลงตรงเส้นแบ่งเขตพรมพอดี "แต่สิ่งที่คุณกำลังทำอยู่... มันไม่ใช่ความยุติธรรม มันคือการแก้แค้นที่ห่อหุ้มด้วยวาทศิลป์อันสวยงาม"
กวินทร์แย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่มักจะทำให้รินรดานึกอยากจะคว้าแฟ้มเอกสารฟาดลงไปสักที สุภาพบุรุษหนุ่มเอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนังอย่างผ่อนคลาย มือเรียวยาวประสานกันไว้ที่หน้าตัก
"ความยุติธรรมกับกฎหมายเป็นเส้นขนานที่มักจะวิ่งสวนทางกันเสมอในคดีระดับนี้ คุณก็รู้ดีแก่ใจ ริน... ผู้บงการคนนั้นใช้กฎหมายเป็นเกราะกำบังในการทำลายชีวิตคนอื่นมานับครั้งไม่ถ้วน หากเรามัวแต่รอให้กระบวนการยุติธรรมทำงานตามขั้นตอนที่เชื่องช้า ป่านนั้นเหยื่อรายต่อไปคงนอนกลายเป็นศลอยอยู่ใต้ก้นแม่น้ำไปเสียก่อนแล้ว"
"และนั่นจึงเป็นเหตุผลที่คุณส่งพยานหลักฐานเท็จชุดนั้นไปให้สำนักข่าว?" รินรดาก้าวประชิดโต๊ะ มือเรียวบางตบลงบนพื้นไม้เสียงดังลั่น ดวงตาคู่สวยจ้องมองเขาเขม็ง "คุณกำลังทำลายหลักนิติธรรมทั้งหมดที่เราพยายามปกป้อง คุณใช้มือของตัวเองเปื้อนโคลนเพียงเพื่อให้ได้ผู้ชายคนนั้นลงมาจากบัลลังก์ แล้วเราจะต่างอะไรจากเขาเล่า?"
บรรยากาศในห้องอุณหภูมิลดฮวบลงทันที ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาหวิว กวินทร์ยังคงนิ่ง ไม่แสดงอาการโกรธเคือง เขาค่อยๆ เอื้อมมือหยิบแก้วกาแฟดำที่เย็นชืดขึ้นจิบรินช้าๆ ราวกับกำลังลิ้มรสชาติความขมขื่นที่สะท้อนมาจากบทสนทนา
"บางครั้ง... การจะล้างรอยเปื้อนบนผ้าผืนขาว เราจำเป็นต้องใช้หยดหมึกสีดำที่เข้มข้นพอกัน เพื่อกลบเกลื่อนรอยแผลเป็นนั้น" กวินทร์วางแก้วลง สายตาคมกริบมองทะลุผ่านแว่นตาเข้าสู่ก้นบึ้งความรู้สึกของเธอ "คุณเกลียดเขาไม่ใช่หรือ รินรดา? คนที่พรากความทรงจำและครอบครัวของคุณไป... ผมแค่กำลังเปิดประตูห้องมืดให้คุณเดินเข้าไปคิดบัญชีโดยที่มือของคุณไม่ต้องเปื้อนเลือด"
รินรดาชะงัก ลมหายใจของเธอสะดุดไปเสี้ยววินาที คำพูดของเขาทิ่มแทงเข้ามาตรงรอยร้าวในจิตใจที่เธอพยายามปกปิดมาตลอดหลายปี ความแค้น ความโกรธ และความอ้างว้างในอดีตพรั่งพรูขึ้นมาในอกจนมือเรียวที่กำเข้าหากันแน่นสั่นเทาเล็กน้อย
"อย่าเอาเรื่องส่วนตัวมาอ้างเพื่อชอบธรรมความผิดของคุณ กวินทร์" เธอกัดฟันกรอด พยายามดึงสติและตรรกะของตัวเองกลับมา "ถ้าเราก้าวพลาดแม้แต่ก้าวเดียว ทุกอย่างที่เราสืบสวนมาจะกลายเป็นโมฆะ แถมพวกมันยังจะตลบหลังเราด้วยข้อหาหมิ่นประมาทและสมคบคิด คุณคิดว่าตัวเองฉลาดพอที่จะควบคุมเกมนี้ไปตลอดรอดฝั่งงั้นเหรอ?"
"ผมไม่ได้บอกว่าผมจะควบคุมมัน..." กวินทร์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างสูงโปร่งในชุดสูทเข้ารูปทำให้เขายิ่งดูทรงอำนาจและน่าเกรงขามเมื่อขยับเข้าใกล้เธอ กลิ่นกายจางๆ ของน้ำหอมผสมกับกลิ่นกระดาษเก่าโชยเข้าจมูก "ผมบอกแค่ว่า... ผมยอมแลกทุกอย่าง แม้กระทั่งชื่อเสียงและอิสรภาพ เพื่อให้มันชดใช้ในสิ่งที่มันทำ"
ระยะห่างระหว่างเขากับเธอลดลงจนแทบไม่เหลือช่องว่าง รินรดาเงยหน้าขึ้นมองคนตรงหน้า แววตาของกวินทร์ไม่ได้มีแต่ความบ้าบิ่น แต่มันเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวและแรงดึงดูดบางอย่างที่อันตรายอย่างยิ่งยวด เคมีระหว่างคนทั้งสองตึงเครียดเสียจนบรรยากาศรอบตัวคล้ายมีประจุไฟฟ้าสถิต
"คุณมันบ้า..." รินรดากระซิบแผ่วเบา ริมฝีปากสั่นระริกไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะความหวั่นไหวที่พยายามต่อต้านอย่างสุดกำลัง
"ความบ้าคลั่ง มักเป็นทางออกเดียวของคนสติแตกที่อยู่ท่ามกลางความยุติธรรมจอมปลอม" กวินทร์โน้มใบหน้าลงมากระซิบข้างใบหูของเธอ เสียงทุ้มต่ำนั้นสั่นพร่าและใกล้ชิดจนหัวใจของทนายสาวกระตุกวูบ "บอกผมมาสิ ริน... ถ้าคืนนี้ผู้บงการคนนั้นหายตัวไปจากสารบบโลกใบนี้จริงๆ คุณจะเสียใจ... หรือจะโล่งใจกันแน่?"
ทว่า ก่อนที่รินรดาจะได้ทันเอื้อnวาจาใดตอบโต้ เสียงกริ่งเตือนภัยระบบรักษาความปลอดภัยจากชั้นล่างก็ดังสนั่นหวั่นไหว แสงไฟฉุกเฉินสีแดงฉานสาดส่องผ่านกระจกหน้าต่างเข้ามาเป็นจังหวะกระพริบถี่ๆ
กวินทร์ผละตัวออกห่างทันที สีหน้าเปลี่ยนเป็นความเคร่งขรึมในพริบตา เขารีบคว้าแท็บเล็ตบนโต๊ะขึ้นมาสิ่วหน้าจอระบบกล้องวงจรปิด
หน้าจอแสดงภาพที่ลานจอดรถชั้นใต้ดิน... รถยนต์สีดำสนิทคันหนึ่งจอดสนิท ประตูฝั่งคนขับเปิดกว้าง และบนพื้นคอนกรีตมีกองเอกสารลับชุดสุดท้ายที่พวกเขาเพิ่งรวบรวมมาได้ กระจัดกระจายเกลื่อนกลาดเปื้อนคราบของเหลวสีแดงเข้มข้น
และที่น่าตกใจยิ่งกว่า คือรอยเลือดที่ลากยาวเป็นทางหายเข้าไปในความมืดของมุมเสาต้นที่สาม... พร้อมกับหน้าจอที่ดับวูบลงพร้อมเสียงสัญญาณเตือนที่ตัดขาดหายไปอย่างไร้ร่องรอย
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและเงาแห่งความทรงจำนี้ร่วมกันนะครับ
เศษเสี้ยวความทรงจำในเงาคนแปลกหน้า•ตอนที่ 21
รอยแยกของเหตุผล
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวความทรงจำในเงาคนแปลกหน้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!