เศษเสี้ยวความทรงจำในเงาคนแปลกหน้า•ตอนที่ 20

หน้ากากของมิตรภาพ

ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
เสียงถอนหายใจแผ่วเบาของเครื่องปรับอากาศในห้องเก็บเอกสารสำนวนคดี ไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศอึดอัดตรงหน้าเบาบางลงเลยแม้แต่น้อย แฟ้มคดีหมายเลขศาลอาญาที่กองสุมอยู่บนโต๊ะทำงานไม้สักยาวเหยียดสะท้อนเงาของหลอดไฟนีออนสีส้มตุ่นๆ รินรดากำลังใช้ปลายนิ้วเรียวรีไล้ไปตามสันแฟ้มด้วยความเคยชิน ทว่าจังหวะการเคลื่อนไหวกลับสะดุดลงเมื่อกวินทร์ ก้าวเข้ามาขวางเส้นทางระหว่างเธอกับทางออก พร้อมกับเสียงกุญแจเหล็กที่ถูกโยนลงบนโต๊ะเสียงดัง *เคร้ง* "คุณล็อกประตูทำไมครับ กวินทร์" รินรดาเงยหน้าขึ้น ดวงตาคู่คมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาบางเบาจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างไม่เกรงกลัว เธอเป็นทนายความที่ผ่านคดีฆาตกรรมและฉ้อโกงระดับชาติมานับไม่ถ้วน แต่ไม่มีคดีไหนเลยที่ทำให้ประสาทสัมผัสของเธอต้องตื่นตัวเท่ากับผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงนี้ กวีหนุ่มผู้สวมสูทสีเข้มไร้รอยยับ ทว่าแววตากลับซ่อนความพยศและคมเขี้ยวไว้ภายใต้ความสุภาพนุ่มนวล "เพราะถ้าปล่อยให้คุณเดินออกไปตอนนี้ คุณจะเอาหลักฐานชิ้นนี้ไปทำลายความพยายามตลอดสามเดือนของผมครับ ริน" กวินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มลึก ทว่าเด็ดขาด เขาไม่ได้ขยับเข้าไปใกล้เกินกว่าระยะที่สุภาพบุรุษพึงกระทำ ทว่ารัศมีรอบตัวกลับบีบอัดพื้นที่อากาศจนแทบหายใจไม่ออก "ความพยายามในการซ่อนหลักฐาน หรือความพยายามในการปกป้องใครบางคนกันแน่ครับ... อ้อ ขอโทษที ผมติดนิสัยแทนตัวเองตามที่คุณชอบประชดไปเสียแล้ว" รินรดาย้อนกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่มุมปากกลับยกขึ้นเล็กน้อยอย่างเย้ยหยัน เธอหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมาจากกองเอกสาร มันคือสำเนาใบเสร็จการโอนเงินจากบัญชีลับที่เชื่อมโยงกับบริษัทของจำเลยในคดีที่กวินทร์กำลังเขียนบทกวีแก้ต่างให้อย่างออกหน้าออกตา กวินทร์ไม่ตอบทันที เขาเดินอ้อมโต๊ะทำงานเข้ามาใกล้ขึ้น กลิ่นน้ำหอมเจือจางกลิ่นกระดาษเก่าและฝนตกจางๆ ลอยมาแตะจมูก รินรดาผถอยหลังเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว จนแผ่นหลังชนเข้ากับชั้นวางเอกสารเหล็ก "คุณมองโลกเป็นขาวกับดำมาตลอดชีวิต ริน... ความยุติธรรมในตำรากฎหมายของคุณ มันไม่เคยสัมผัสถึงความเน่าเฟะของคนที่อยู่เบื้องหลังความถูกต้องเลย" กวินทร์ก้มตัวลงเล็กน้อย ใบหน้าของเขาก้มลงมาอยู่ใกล้ในระดับสายตา ระยะห่างระหว่างทั้งคู่เหลือเพียงแค่ลมหายใจกั้น "และคุณก็เลือกที่จะใช้บทกวีสวยหรูมาฟอกขาวให้ความชั่วร้ายพวกนั้นสินะครับ" รินรดาสบตาเขาตรงๆ ไม่มีทีท่าหวาดกลัว มีเพียงประกายไฟแห่งความท้าทายที่ลุกโชนในดวงตาคู่สวย "คุณฉลาด กวินทร์... ฉลาดจนน่ากลัว แต่คุณประเมินความยึดมั่นของฉันต่ำไป" ทว่า ก่อนที่บทสนทนาอันตึงเครียดจะดำเนินไปมากกว่านั้น เสียงฟ้าร้องคำรามก้องกาสуงจากภายนอกก็ตามมาด้วยเสียงฝนห่าใหญ่ที่กระหน่ำซัดลงมากระจกหน้าต่างตึกสำนักงานอย่างรุนแรง ทันใดนั้นเอง แสงไฟนีออนทั่วทั้งชั้นก็กระพริบสองครั้งก่อนจะดับวูบลง ความมืดมิดกลืนกินห้องเก็บเอกสารจนเหลือเพียงแสงสีส้มสลัวจากไฟฉุกเฉินที่มุมห้อง *พรึบ!* เสียงสัญญาณเตือนภัยอัคคีภัยดังลั่นสนั่นตึก ตามมาด้วยกลิ่นไหม้จางๆ ที่ลอยมาจากช่องระบายอากาศด้านนอก "เกิดอะไรขึ้น" รินรดาขมวดคิ้ว เธอดันตัวกวินทร์ให้ออกห่างแล้วรีบคว้าโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเพื่อเปิดไฟฉาย ทว่าหน้าจอกลับปรากฏข้อความแจ้งเตือนว่าเครือข่ายขัดข้องเนื่องจากฝนฟ้าคะนองรุนแรง "ไฟฟ้าลัดวงจรที่ห้องควบคุมหลัก... และถ้าผมเดาไม่ผิด ประตูนิรภัยระบบดิจิทัลด้านนอกคงถูกล็อกตายอัตโนมัติไปเรียบร้อยแล้ว" กวินทร์พูดด้วยน้ำเสียงสุขุมผิดปกติ เขาหยิบไฟฉายขนาดเล็กจากกระเป๋าเสื้อสูทขึ้นมาเปิดส่องนำทาง แสงสีขาวนวลสาดส่องกระทบใบหน้าคมคายที่ไร้ร่องรอยความตื่นตระหนก รินรดากัดริมฝีปากแน่น เธอเดินไปที่ประตูแล้วลองผลักสุดแรง แต่มันไร้การตอบสนอง แผงควบคุมระบบสัมผัสดับสนิท กลอนแม่เหล็กไฟฟ้าดูดผนึกบานประตูเหล็กกล้าไว้อย่างแน่นหนา ยิ่งไปกว่านั้น กลิ่นควันไฟที่เริ่มหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ ทำให้สถานการณ์เปลี่ยนจากความขัดแย้งส่วนตัวกลายเป็นวิกฤตเอาชีวิตรอด "คุณมียาพ่นแก้หอบหืดติดตัวไหมครับ ริน" กวินทร์หันมาถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง ขณะที่สายตาสังเกตเห็นรอยย่นระหว่างคิ้วของหญิงสาว "ฉัน... ไม่ได้เป็นหอบ..." รินรดาพยายามตอบ แต่เสียงของเธอเริ่มติดขัดเมื่อควันสีเทาบางเบาเริ่มลอยลอดใต้ประตูเข้ามา ปอดของเธอตอบสนองต่อฝุ่นละอองและควันไฟอย่างรวดเร็ว อาการแพ้ควันในอดีตที่ฝังใจจากการสูญเสียห้องทำงานเก่าในเหตุเพลิงไหม้เมื่อหลายปีก่อนกำลังตื่นขึ้นมาหลอกหลอน ร่างกายของเธอเริ่มเซถลา หน้าซีดเผือกจนไร้สีเลือด ก่อนที่เข่าของเธอจะทรุดลงกระแทกพื้น กวินทร์ก็ก้าวเข้ามาคว้าเอวบางเอาไว้ได้ทัน ท่อนแขนแข็งแรงรองรับน้ำหนักตัวของเธอไว้แนบชิดอก "ยึดผมไว้ครับ ริน อย่าเพิ่งหลับตา" เสียงทุ้มต่ำของกวินทร์ข้างหูมีความอ่อนโยนที่เธอไม่เคยได้ยินมาก่อน มันอบอุ่นและหนักแน่นท่ามกลางความโกลาหล รินรดาพยายามสูดอากาศหายใจเข้าปอด แต่มันช่างยากลำบาก มือเรียวเล็กกำเสื้อสูทของชายหนุ่มแน่นเพื่อหาที่ยึดเหนี่ยว เธอมองเห็นความกังวลที่ฉายชัดอยู่ในดวงตาของกวินทร์—ไม่ใช่แววตาของคู่ปรับ หรือกวีผู้ซ่อนเล่ห์เหลี่ยม แต่มันคือแววตาของคนที่พร้อมจะแลกทุกอย่างเพื่อปกป้องเธอในวินาทีนี้ "ช่องระบายอากาศด้านบน... เล็กเกินไป แต่เราต้องพังฝ้าตรงนั้นออกเพื่อให้มีอากาศถ่ายเท" กวินทร์ตัดสินใจเด็ดขาด เขาดึงเก้าอี้สำนักงานมาต่อกันอย่างรวดเร็ว แม้ร่างกายจะอ่อนแรงจากควันไฟ รินรดาก็พยายามช่วยพยุงฐานเก้าอี้ไม่ให้สั่นคลอน "คุณ... คุณจะทำอะไร" เธอถามเสียงสั่น "ผมจะไม่ยอมให้คนที่ผมยังเถียงคأسคดีไม่ชนะ ต้องมาตายในห้องนี้หรอกครับ" กวินทร์ตอบพร้อมรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก ก่อนจะใช้สันแฟ้มเหล็กหนาฟาดกระแทกเข้ากับแผ่นฝ้าเพดานจนแตกกระจาย ฝุ่นละอองโปรยปลงมาพร้อมกับสายลมเย็นจากท่อระบายอากาศด้านนอกที่ช่วยชีวิตพวกเขาทั้งคู่ไว้ ทั้งสองคนหอบหายใจรดกันท่ามกลางแสงไฟฉุกเฉินสีส้มที่สาดส่องลงมา รินรดานั่งพักพิงอยู่กับไหล่กว้างของกวินทร์บนพื้นห้อง ความตึงเครียดทางคดีความถูกแทนที่ด้วยความเงียบงันที่ลึกซึ้งและเต็มไปด้วยแรงดึงดูดอันตราย ทว่า ในขณะที่รินรดากำลังจะเอ่ยปากขอบคุณ มือของเธอก็ปัดไปโดนกระเป๋าเอกสารลับที่หล่นอยู่ใต้โต๊ะ แรงกระแทกทำให้ซิปกระเป๋าเปิดอ้าออก และมีซองเอกสารสีน้ำตาลอีกซองร่วงหล่นลงมา สายตาของทนายสาวกวาดมองผ่านความมืดไปเห็นข้อความที่จ่าหน้าซองเอกสารนั้นอย่างชัดเจน... มันไม่ใช่เอกสารทางคดีของจำเลย แต่เป็น "ชื่อและประวัติส่วนตัวของพยานปากเอก" ในคดีฆาตกรรมครอบครัวของเธอเองเมื่อสิบปี่ปีก่อน พยานคนที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย และมีลายมือชื่อกำกับของผู้รับมอบอำนาจในเอกสารนั้น... ...ซึ่งเป็นลายมือเดียวกันกับกวินทร์ ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและเงาแห่งความทรงจำนี้ร่วมกันนะครับ
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวความทรงจำในเงาคนแปลกหน้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%