เสียงประตูกระจกห้องแล็บปิดกระแทกไล่หลังอย่างแรงจนโครงสร้างอะลูมิเนียมสั่นสะเทือน แต่ดูเหมือนว่าแรงสั่นสะเทือนนั้นจะยังเทียบไม่ได้กับแรงกระแทกในอกของธันวาที่กำลังยืนขบกรามแน่นจนสันนูนขึ้นมา
"ไอ้คิน! มึงนี่มันจังหวะนรกตัวพ่อเลยนะเว้ย"
ธันวาหันขวับไปคำรามใส่เพื่อนสนิทที่เพิ่งเดินลอยหน้าลอยตาเข้ามา พร้อมกับชูแก้วกาแฟเย็นในมือขึ้นราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ใบหน้าหล่อเหลาคมเข้มแบบฉบับวิศวะสายดุบึ้งตึงจนแทบจะเป็นเลขแปด ดวงตาคมกริบฉายแววหงุดหงิดระคนเสียดายอย่างปิดไม่มิด
คินเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งอย่างกวนประสาท ยักไหล่เบาๆ แบบคนไม่รู้ร้อนรู้หนาว "อะไรวะ กูแค่นึกว่ามึงติดอยู่ในห้องนิรภัยแล้วขาดอากาศหายใจ เลยกะจะมาช่วยชีวิต... แต่ดูจากสภาพมึงตอนนี้แล้ว หน้าแดงแจ๋แถมหอบแฮกแบบนี้ สงสัยกูเข้ามาขัดจังหวะมึง 'เคลียร์พื้นที่หัวใจ' กับคุณหนูนักจัดดอกไม้เขาสินะ"
"พูดมากน่ามึง" ธันวาตอกกลับเสียงห้วน สะบัดหน้าหนีไปทางโต๊ะทำงานรกๆ ที่มีซองจดหมายสีชมพูอ่อนนอนนิ่งสนิทอยู่บนนั้น เขายื่นมือไปหยิบมันขึ้นมาหมุนเล่นแก้เก้อ ทั้งที่ในใจร้อนรุ่มยิ่งกว่าโดนไฟสุม นึกถึงใบสวยหวานที่ขึ้นสีแดงก่ำด้วยความเขินอายเมื่อครู่ ยิ่งทำให้หัวใจเจ้ากรรมเต้นโครมครามจนควบคุมยาก
ทางด้านลินินที่เดินจ้ำอ้าวหนีออกมาจากตrukนรกนั่น เธอกำช่อดอกไม้ในมือแน่นเสียจนก้านดอกกุหลาบแทบช้ำคามือ หญิงสาวก้าวเท้าฉับๆ ลงมาจากตึกคณะวิศวกรรมศาสตร์ด้วยความเร็วระดับสถิติโลก แก้มเนียนใสยังคงร้อนผ่าวราวกับโดนเตาหลอมเหล็กพ่นใส่ ดวงตากลมโตฉายแววตื่นตระหนกปนฮึดฮัด
*ให้ตายสิ! ยัยลินิน เธอเสียอาการให้กับอีตาพี่ว้ากหน้าดุคนนั้นอีกแล้วนะ!*
หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรงขณะเดินเลี่ยงมาสงบสติอารมณ์ใต้ร่มเงาของต้นจามจุรีใหญ่หน้าคณะสถาปัตย์ ลมธรรมชาติพัดโชยมาเบาๆ ช่วยขับไล่ความร้อนผ่าวบนใบหน้าให้ทุเลาลง แต่มันไม่ได้ช่วยให้หัวใจที่เต้นรัวเป็นจังหวะกลองศึกสงบลงได้เลย ภาพใบหน้าคมเข้มที่อยู่ใกล้แค่คืบในห้องแล็บแคบๆ นั้นยังคงวนเวียนอยู่ในหัวราวกับแผ่นเสียงตกร่อง
"ยัยนิน! ทางนี้แกรรร"
เสียงใสแจ๋วของมีนเพื่อนสนิทตัวดีดังขึ้น พร้อมกับร่างโปร่งของเพื่อนสาวที่วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหา โดยมีพายและโซ่เดินตามมาติดๆ ทั้งสามสาวจ้องมองสภาพของประธานชมรมจัดดอกไม้ที่มีเหงื่อซึมตามไรผมและใบหน้าแดงเรื่อด้วยสายตากะพริบปริบๆ เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามร้อยแปด
"หน้าแดงแจ๋เลยแก ไปโดนเตาหลอมเหล็กที่ไหนลวกมาหรือไงยะ หรือว่า..." มีนหรี่ตามองอย่างจับผิด ยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนลินินต้องผงะถอยหลัง "ไปปะทะฝีปากกับพ่อหนุ่มวิศวะคนนั้นมาอีกแล้ว?"
"เปล่าสักหน่อย..." ลินินรีบปฏิเสธเสียงสูง กลบเกลื่อนความพิรุธด้วยการสะบัดหน้าหนีไปอีกทาง "แดดมันร้อนต่างหากเล่า แกก็รู้ว่าแดดคณะวิศวะมันแผดเผาขนาดไหน"
"แดดบ้าอะไรวะ ตอนนี้บ่ายสามโมงเย็นแถมใต้ร่มไม้นี่ลมโชยโคตรเย็น" พายสวนกลับทันควันพร้อมกับกอดอกมองเพื่อนรักด้วยสายตารู้ทัน "ยอมรับมาเหอะยัยนินว่าแกสองคนไม่ได้แค่เถียงกันธรรมดา ไม่งั้นสภาพแกไม่หลุดลุ่ยเสียอาการขนาดนี้หรอก จริงไหมพวกเรา?"
โซ่พยักหน้าเห็นด้วยอย่างแข็งขัน "ใช่ ฉันว่านะ... อีตาธันวาอะไรนั่นต้องทำอะไรแกแน่ๆ เลย หูแกแดงถึงใบหูแล้วนะนิน"
ลินินยกมือขึ้นจับใบหูตัวเองโดยอัตโนมัติเมื่อโดนจับโป๊ะเต็มรัก เธอกัดริมฝีปากล่างเบาๆ อย่างขัดใจที่ไม่อาจหาข้อแก้ตัวใดๆ มากลบเกลื่อนได้ทันที สุดท้ายจึงได้แต่พ่นลมหายใจพรืดใหญ่ออกมาอย่างยอมจำนน
"โอเคๆ ฉันยอมรับก็ได้ว่า... เรามีเรื่องเคลียร์กันนิดหน่อย" ลินินถอนหายใจยาวเหยียด ปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉยและเชิดขึ้นตามสไตล์คุณหนูผู้ไม่ยอมแพ้ใคร "แต่พวกแกสบายใจได้เลยนะ เพราะฉันกับเขาตกลงกันเรียบร้อยแล้วว่าจะ 'ต่างคนต่างอยู่' ไม่ยุ่งเกี่ยวกันอีกเด็ดขาด!"
"หืม? ต่างคนต่างอยู่เนี่ยนะ?" มีนทวนคำด้วยน้ำเสียงสูงปรี๊ด สีหน้าบ่งบอกชัดเจนว่าไม่เชื่อถือคำพูดนี้แม้แต่น้อย "คนอย่างอีตาธันวาน่ะนะจะยอมปล่อยแกไปง่ายๆ สไตล์หมาป่าหวงก้างแบบนั้นน่ะนะ ฉันไม่เชื่อหรอก!"
"ก็ต้องเชื่อ เพราะฉันเป็นคนยื่นคำขาดเอง!" ลินินเชิดหน้าขึ้นอย่างมั่นอกมั่นใจ ดวงตากลมโตฉายแววท้าทาย "คนอย่างลินินพูดคำไหนคำนั้น ไม่มีทางลดตัวไปวุ่นวายกับเขาอีกแน่นอน ต่างคนต่างเดินต่างเส้นทาง จบ!"
ทว่า... คำประกาศกร้าวของลินินยังไม่ทันจะจางหายไปในอากาศ เสียงทุ้มต่ำคุ้นหูที่ดังขึ้นจากด้านหลังก็ทำเอาทั้งกลุ่มสะดุ้งโหยง
"มั่นใจจังนะ... ว่าจะต่างคนต่างอยู่ได้จริง"
ลินินตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้เป็นหิน เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากค่อยๆ หันขวับกลับไปมองต้นเสียง และภาพที่ปรากฏตรงหน้าก็ทำให้หัวใจแทบจะร่วงลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม
ธันวายืนกอดอกพิงลำต้นจามจุรีอยู่อย่างสบายอารมณ์ ใบหน้าหล่อเหลาบึ้งตึงแต้มด้วยรอยยิ้มมุมปากที่ดูเยکنและกวนประสาทในเวลาเดียวกัน ดวงตาคมกริบมองตรงมาที่เธอราวกับเสือดาวที่กำลังจ้องมองเหยื่อในกำมือ
ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่เขามายืนอยู่ตรงนี้?! แล้วเขาได้ยินที่เธอพูดทั้งหมดเมื่อครู่หรือเปล่า?!
"นะ... นาย!" ลินินอุทานออกมาเสียงหลง ใบหน้าที่เพิ่งหายแดงกลับมาซับสีเลือดฝาดจัดขึ้นอีกครั้งด้วยความตกใจปนความโกรธที่พุ่งปรี๊ดขึ้นมาถึงขีดสุด "นายมาแอบฟังตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย ไม่มีมารยาทเอาซะเลย!"
"ฉันไม่ได้แอบฟัง ฉันแค่มารับลมชมวิวแถวนี้ แล้วบังเอิญหูมันดันไปได้ยินคนปากเก่งแถวนี้ประกาศกร้าว..." ธันวาผละออกจากต้นไม้ ก้าวเท้าเข้ามาใกล้ร่างบางช้าๆ ความสูงที่เหนือกว่าทำให้เขาดูคุกคามจนลินินต้องถอยหลังโดยสัญชาตญาณ "ไหนล่ะที่บอกว่าจะต่างคนต่างอยู่? เพิ่งตกลงกันไปไม่ถึงห้านาที แกimปากพูดถึงฉันอีกแล้วนะ ลินิน"
"ใครพูดถึงนายกันยะ! ฉันคุยอยู่กับเพื่อนฉันต่างหากเล่า!" ลินินเถียงกลับเสียงแข็ง ใบหน้าเชิดขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้ แม้ว่าขาเรียวจะถอยกรูดจนเกือบจะชนแผ่นอกของมีนที่ยืนอยู่ข้างหลังแล้วก็ตาม
"ปากบอกไม่อยากยุ่ง แต่จำชื่อฉันได้แม่นแถมพูดถึงซะเสียงดังฟังชัดขนาดนี้..." ธันวาโน้มใบหน้าลงมาใกล้ รอยยิ้มร้ายกาจผุดขึ้นที่มุมปากอย่างนึกสนุก ดวงตาคมวับคู่นั้นพราวระยับด้วยประกายความท้าทายที่ชวนให้คนมองใจสั่นเล่น "สงสัยคำว่า 'ต่างคนต่างอยู่' ของเธอเนี่ย มันแปลว่า 'ตามติดชีวิตธันวา' สินะ?"
"อีตาบ้า! ใครจะไปอยากตามติดชีวิตนายกันยะ หลงตัวเองที่สุด!" ลินินแทบกรี๊ดแตก เธอยกช่อดอกไม้ในมือขึ้นเตรียมจะตีแขนแกร่งที่ก้าวเข้ามาประชิดตัวเกินความจำเป็น แต่ธันวากลับไวกว่า เขาคว้าข้อมือบางเอาไว้ได้ทันอย่างนิ่มนวล แรงบีบกระชับพอเหมาะไม่ให้เจ็บแต่ก็ดึงรั้งให้เธอหนีไปไหนไม่ได้
บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกกดให้เงียบลงชั่วขณะเมื่อระยะห่างระหว่างคนทั้งคู่เหลือเพียงแค่ลมหายใจกั้น ดวงตากลมโตสบประสานเข้ากับนัยน์ตาสีเข้มที่เต็มไปด้วยความลุ่มลึกและคาดเดาไม่ได้ หัวใจของลินินเต้นรัวแรงจนแทบจะทะลุตะпкаอกออกมาข้างนอก ขณะที่ธันวาเองก็ชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากตัวเธอที่ลอยมาแตะจมูก
"ถ้าคิดจะต่างคนต่างอยู่จริง..." เสียงทุ้มต่ำพร่ากระซิบแผ่วเบaอยู่ชิดริมหูจนลินินขนลุกซู่ "ทำไมเวลาฉันเข้าใกล้... เธอถึงต้องหน้าแดงทุกทีล่ะ หืม?"
"ฉัน... ฉันไม่ได้หน้าแดง!" เธอยื้อเสียงเถียงสุดใจ ขยับตัวจะสะบัดข้อมือออกแต่ธันวากลับกระชับมือแน่นขึ้นกว่าเดิม รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ระบายบนใบหน้าคมคายยิ่งกว่าเดิม
"ปากแข็งชะมัด..." ธันวาพึมพำเบ aๆ ดวงตาคมกวาดมองริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันแน่นด้วยความขัดเคืองใจ ก่อนที่เขาจะโน้มใบหน้าลงไปอีกนิดจนปลายจมูกแทบจะชนกัน ท่ามกลางสายตาของเพื่อนสนิททั้งสองฝ่ายที่ยืนอ้าปากค้างกันเป็นแถบๆ
"ปล่อยนะเว้ย! นายจะทำอะไร..."
"อุ๊ย! ขอโทษทีค่า ขัดจังหวะอะไรกันหรือเปล่าเอ่ย พอดีพวกเราเดินมาทางนี้พอดี..."
เสียงใสแจ๋วที่ดังแทรกขึ้นกะทันหันทำเอาธันวาและลินินผละออกจากกันราวกับโดนไฟช็อต ลินินหน้าแดงก่ำรีบสะบัดข้อมือออกจากการกุมของชายหนุ่มทันที ส่วนธันวาก็เสมองไปทางอื่นอย่างเสียดายพร้อมกับสบถเบาๆ ในลำคอด้วยความหงุดหงิดที่มักจะมีมารมาขัดจังหวะเวลาสำคัญแบบนี้อยู่เรื่อย
ลินินหันไปถลึงตาส่งสัญญาณฆ่าฟันใส่เพื่อนสนิทตัวแสบที่เดินเข้ามาขัดจังหวะพอดี ก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับร่างสูงที่ยืนตีหน้ามึนอยู่ข้างๆ
"จำไว้เลยนะธันวา!" ลินินชี้หน้าคาดโทษ น้ำเสียงสั่นระริกด้วยความเขินปนโมโห "นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป แกกับฉัน... ขาดกัน!"
ธันวาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มองท่าทางฮึดฮัดราวกับแมวขู่ของหญิงสาวด้วยความรู้สึกเอ็นดูระคนมันเขี้ยว เขาก้าวเข้าไปใกล้เธออีกก้าวหนึ่งโน้มตัวลงกระซิบกระซาบข้างใบหูด้วยน้ำเสียงทุ้มพร่าที่ทำเอาลินินเข่าแทบทรุด
"ขาดกันเหรอ... หึ เดี๋ยวดูก็รู้ว่าใครจะทน 'ขาด' ได้นานกว่ากัน คุณหนูนักจัดดอกไม้"
พูดจบ ธันกวาดสายตามองใบหน้าหวานที่ตอนนี้แดงก่ำลามไปถึงใบหูด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปพร้อมกับรอยยิ้มมุมปาก ทิ้งให้ลินินยืนกำมือแน่นหน้าอกกระกระแทกกระทั้นด้วยความรู้สึกที่ปั่นป่วนจนแทบเสียศูนย์
*อีตาบ้าธันวา! นายมันอันตรายที่สุดเลยโว้ย!*
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาจิกหมอนฟินๆ ไปด้วยกันนะคะ รักนะงับ <3
วิศวะสายดุกับคุณหนูนักจัดดอกไม้: ตีให้แตกแล้วค่อยรัก•ตอนที่ 6
ต่างคนต่างอยู่ดีกว่าไหม?
ผลงานโดย เกียร์เปื้อนกาวใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เกียร์เปื้อนกาวใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวะสายดุกับคุณหนูนักจัดดอกไม้: ตีให้แตกแล้วค่อยรัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!