"ถ้าคิดจะพังข้าวของในห้องชมรมฉันอีกเป็นครั้งที่สอง เตรียมตัวไปนอนคุยกับรากมะม่วงได้เลยค่ะรุ่นพี่ธันวา!"
น้ำเสียงใสแต่เฉียบคมราคมมีดโกนของลินินดังขึ้นทันทีที่บานประตูเหล็กถูกกระชากเปิดออก เธอยืนกอดอกอยู่หน้าโต๊ะทำงานตัวยาว ดวงตากลมโตวาวโรจน์ด้วยความกรุ่นโกรธไม่ได้มีความหวาดกลัวเจือปนแม้แต่น้อย แม้ว่าร่างสูงใหญ่ในชุดช็อปวิศวกรรมสีเข้มของธันวาจะยืนค้ำหัวแผ่รังสีอำมหิตอยู่ตรงกรอบประตู พร้อมกับประแจเลื่อนขนาดมหึมาในมือที่ถูกบีบจนข้อต่อนิ้วขึ้นสีขาว
ธันวาชะงักกึก ประแจในมือเกือบหลุดร่วงลงพื้นเมื่อสายตาคมกริบกวาดสำรวจสภาพรอบตัวเธอ ไม่ได้มีร่องรอยการต่อสู้ ไม่ได้มีคู่อริหน้าไหนบุกรุกอย่างที่สมองสั่งการด้วยความโมโหเมื่อครู่ มีเพียงกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกสแตติสแห้งที่แขวนอยู่บนผนัง และความเงียบงันที่ถูกคั่นกลางด้วยเสียงคำรามต่ำในลำคอของเขาเอง
"เธอ..." ธันวาเค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตาดุคมจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ตีรวนจนแยกไม่ออกระหว่างความโล่งใจกับความหงุดหงิด "นึกว่าโดนใครฉุดไปทำมิดีมิร้ายในดงกุหลาบของเธอซะอีก ยืนหน้าตื่นอยู่ได้!"
"คนหน้าตื่นมันคือรุ่นพี่ต่างหากล่ะคะ ถือประแจวิ่งหน้าตาตื่นมาซะขนาดนี้ นึกว่าตึกวิศวะไฟไหม้แล้วหาทางออกไม่เจอซะอีก" ลินินลอยหน้าลอยตาตอบ ยักไหล่เบาๆ อย่างกวนประสาท ก่อนจะหันหลังกลับไปหยิบกรรไกรตัดกิ่งไม้บนโต๊ะต่อ ทำราวกับผู้ชายตัวโตที่ยืนหายใจฟึดฟัดอยู่ข้างหลังเป็นแค่ธาตุอากาศ
ธันวากัดกรามกรอด ก้าวฉับๆ เข้าไปในห้องแลบจัดดอกไม้ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมละมุน ก่อนจะเหวี่ยงประแจเหล็กเสียงดังโครมลงบนโต๊ะไม้จนลินินสะดุ้งโหยง
"ปากเก่งนักนะลินิน วันหลังถ้าได้ยินเสียงอะไรแปลกๆ นอกห้อง อย่าแม้แต่จะคิดเดินมาเปิดเองเด็ดขาด เข้าใจไหม!" น้ำเสียงดุดันนั้นแฝงไปด้วยความห่วงใยที่เจ้าตัวพยายามจะกลบเกลื่อนเต็มที่ แต่มีหรือที่คนอย่างลินินจะไม่ทันสังเกตเห็นรอยคล้ำใต้ตาและความกังวลที่ฉายชัดอยู่ในแววตานั้น
"แล้วมันธุระอะไรของรุ่นพี่ล่ะคะ ชมรมจัดดอกไม้ก็ห้องฉัน ชีวิตฉัน ฉันจะเปิดให้ใครมันก็เรื่องของฉัน..."
ซ่าาาา!
เสียงฟ้าผ่าเปรี้ยงดังสนั่นหวั่นไหวตามมาด้วยสายฝนที่เทกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่งราวกับฟ้าแตก ราวกับจงใจกลบเสียงเถียงของลินินให้จมหายไปในพริบตา แสงไฟนีออนบนเพดานกะพริบไหวอยู่สองสามครั้งก่อนจะดับวูบลงสนิท ทิ้งให้ทั้งห้องจมอยู่ภายใต้ความมืดมิดที่มีเพียงแสงสีฟ้าจากฟ้าแลบด้านนอกวابวับเข้ามาทางกระจกบานใหญ่
"ว프!" ลินินอุทานด้วยความตกใจ เผลอถอยหลังไปชนแผงอกแกร่งของธันวาเข้าอย่างจัง มือเรียวคว้าหมับเข้าที่สาบเสื้อช็อปของเขาโดยสัญชาตญาณ
ธันวาชะงักไปชั่ววินาที มือใหญ่ข้างหนึ่งยื่นออกไปคว้าเอวบางไว้โดยอัตโนมัติเพื่อไม่ให้เธอเซล้มลงไป กลิ่นหอมหวานประจำตัวของหญิงสาวผสมผสานกับกลิ่นฝนจางๆ ลอยเข้าแตะจมูกปลุกเร้าความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างในอก หัวใจที่เต้นเป็นจังหวะปกติของนายธันวา พานกระโชกแรงขึ้นมาเสียดื้อๆ จนน่าโมโห
"ปล่อยเลยนะคะ..." ลินินพยายามดันอกแกร่งออกเมื่อตั้งสติได้ แต่ทว่าอ้อมแขนที่โอบรอบเอวเธอนั้นกลับกระชับแน่นขึ้น ไม่ยอมให้ขยับหนีไปไหน
"มืดขนาดนี้ จะเดินไปไหนล่ะ หกล้มหัวฟาดโต๊ะขึ้นมา ฉันขี้เกียจมานั่งเช็ดแผลให้หรอกนะ" เสียงทุ้มต่ำกระซิบอยู่ชิดริมใบหู ลมหายใจอุ่นร้อนที่เป่ารดต้นคอทำให้ผิวGกายของลินินขนลุกซู่ไปหมดอย่างห้ามไม่อยู่
"รุ่นพี่ธันวา ถอยไปเลยนะ ฉันมองไม่เห็น..."
"ก็เพราะมองไม่เห็นถึงต้องอยู่นิ่งๆ ไง ยืนเกาะฉันไว้อย่างนี้แหละ ดีที่สุดแล้ว"
ประโยคหน้าไม่อายนั้นทำเอาลินินอยากจะหยิกเนื้อเขาสักทีให้หายหมั่นไส้ แต่ความมืดรอบตัวและเสียงฝนที่ตกหนักจนน่ากลัวก็ทำให้เธอยอมสงบปากสงบคำลงอย่างจำยอม ร่างกายแนบชิดติดกันจนสัมผัสได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจที่ดังแข่งกับเสียงสายฝนภายนอก
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ไม่มีใครรู้ บรรยากาศเงียบงันในห้องสี่เหลี่ยมเริ่มเปลี่ยนเป็นความอึดอัดชวนใจเต้น ธันวาค่อยๆ ขยับมือข้างที่ว่างขึ้นปัดปอยผมที่เปียกชื้นเล็กน้อยออกจากแก้มนวลของหญิงสาวอย่างแผ่วเบา สัมผัสอ่อนโยนที่ขัดกับลุคหนูสายดุคนนั้นทำให้ลินินถึงกับกลั้นหายใจ นัยน์ตากลมโตเงยขึ้นสบกับดวงตาคมในความมืดที่มีแสงวับแวมจากฟ้าด้านนอกสะท้อนเข้ามา
"มองอะไรคะ..." เสียงของลินินเบาราวกับเสียงกระซิบ ไม่มีความดื้อรั้นหลงเหลืออยู่เลยสักนิด
"มองคนปากเก่ง... ที่ตอนนี้ตัวสั่นเป็นลูกนกตกน้ำ" ธันวาตอบเสียงพร่า สายตาคมกริบเลื่อนต่ำลงมองริมฝีปากอิ่มสีระเรื่อที่เม้มเข้าหากันแน่นอย่างเผลอไผล
ความเงียบที่โรยตัวลงมาทำให้เสียงหัวใจของคนทั้งคู่ชัดเจนยิ่งกว่าเสียงฝน ธันวาก้มใบหน้าลงช้าๆ ระยะห่างระหว่างกันลดลงเรื่อยๆ จนลมหายใจร้อนผ่าวรดรินอยู่บนกลีบปากของกันและกัน ลินินหลับตาลงพริบตาหนึ่ง หัวใจเต้นรัวระรัวราวกับจะหลุดออกมานอกอก ความรู้สึกแปลกใหม่ที่ทั้งตื่นเต้นและหวั่นไหวแล่นพล่านไปทั่วร่าง
ติ๊ด... เสียงโทรศัพท์มือถือเครื่องหรูของธันวาที่วางอยู่บนโต๊ะสั่นครืดคราดทำลายบรรยากาศสีชมพูลงอย่างไม่รู้เวลาก่ำเวลา หน้าจอโทรศัพท์สว่างวาบขึ้นเผยให้เห็นชื่อที่ปรากฏหราอยู่บนหน้าจอ— 'ไอ้คิน'
ธันวาขมวดคิ้วมุ่นด้วยความขัดเคือง สบถในลำคอเบาๆ อย่างหัวเสียที่เพื่อนตัวดีโทรมาขัดจังหวะชีวิตรักที่กำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม แต่เขายังไม่ทันได้เอื้อมมือไปคว้ามัน เสียงเคาะประตูด้านนอกห้องชมรมก็ดังขึ้นกะทันหัน พร้อมกับเสียงตะโกนโหวตเหวกโวยวายของไอ้เพื่อนตัวแสบที่ฝ่าสายฝนดานดาลมาถึงที่
"ไอ้ธันวา! มึงอยู่ในนั้นใช่ไหมวะ! กูรู้ว่ามึงแอบมาสبرกับยัยคุณหนูประธานชมรมดอกไม้แถวนี้ เปิดประตูให้กูเดี๋ยวนี้เลยนะเว้ย ไฟดับแบบนี้กูเหงาโว้ย!"
ลินินเบิกตากว้าง รีบผลักอกธันวาเต็มแรงจนร่างสูงผงะถอยหลังไปสองก้าว ใบหน้าหวานขึ้นสีแดงจัดด้วยความเขินอายปนความหงุดหงิดที่ถูกขัดจังหวะ
ธันวาสบถคำหยาบออกมาคำโตอย่างหัวเสียสุดขีด ก่อนจะหันไปมองหน้าลินินที่กำลังยืนหอบหายใจจนอกกระเพื่อม แล้วหันกลับไปจ้องบานประตูด้วยแววตาฆาตกรรมเตรียมพร้อมจะออกไปกระทืบเพื่อนสนิทข้อหาขัดลาภครั้งใหญ่ในชีวิต
แต่ทว่า... ก่อนที่ธันวาจะทันได้ก้าวเท้าเดินไปถึงประตู เสียงบานพับประตูด้านหลังที่เชื่อมต่อไปยังระเบียงด้านหลังห้องชมรมก็ดัง 'แอด...' เบาๆ พร้อมกับร่างเงาสูงโปร่งของใครบางคนก้าวเข้ามาภายในห้องมืดสนิทโดยที่ไม่มีใครคาดคิด!
"ธันวา... อยู่ในนี้จริงๆ ด้วยเหรอคะ..." เสียงหวานใสที่คุ้นเคยเอ่ยขึ้นท่ามกลางความมืด ทำให้ธันวาและลินินต้องหันขวับไปมองพร้อมกันด้วยความตกตะลึง!
ขอบคุณที่ติดตามอ่าน "เกียร์เปื้อนกาวใจ" ตอนนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ!
วิศวะสายดุกับคุณหนูนักจัดดอกไม้: ตีให้แตกแล้วค่อยรัก•ตอนที่ 10
คืนฝนตกที่ไม่ได้มีแค่เรา
ผลงานโดย เกียร์เปื้อนกาวใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เกียร์เปื้อนกาวใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวะสายดุกับคุณหนูนักจัดดอกไม้: ตีให้แตกแล้วค่อยรัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!