ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก!
เสียงเคาะประตูห้องพักสไตล์มินิมอลย่านมหาวิทยาลัยดังขึ้นติดต่อกันสามครั้ง แต่ดูเหมือนคนข้างในจะไม่มีเรี่ยวแรงพอที่จะลุกมาเปิดต้อนรับแขกผู้มาเยือน ลินินยืนกอดอกนิ่งสนิท ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นกันแดดแบรนด์เนมกวาดตามองสภาพห้องที่เธอเพิ่งใช้คีย์การ์ดสำรองไขเข้ามาได้—ย้ำว่าได้มาอย่างไม่เต็มใจนักจากรุ่นพี่ตัวแสบอย่างไอ้พี่คินที่โทรมาเป่าหูเธอหูดับตับไหม้เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน
*“น้องลินินครับ ช่วยไปดูไอ้ธันวาทีเหอะ มันไข้ขึ้นสูงจนนอนเพ้อหาแต่ดอกกุหลาบอะไรของมันไม่รู้แล้วเนี่ย พี่ติดเคสผ่าตัดด่วนจริงๆ ฝากหน่อยนะคนสวย!”*
ให้ตายเถอะ นี่เธอกลายเป็นแผนกฉุกเฉินจำเป็นตั้งแต่เมื่อไหร่กันคะ?
ลินินถอนหายใจออกมาเบาๆ พลางวางกระเป๋าแบรนด์ดังลงบนโต๊ะทำงานรกๆ ของคนป่วยที่เต็มไปด้วยชีทเรียนวิศวกรรมเครื่องกลและโมเดลเฟืองเหล็กจิ๋ว เธอก้าวเท้าเดินเข้าไปในโซนห้องนอนอย่างระมัดระวัง ราวกับกำลังสำรวจพื้นที่อันตรายที่พร้อมจะระเบิดใส่หน้าได้ทุกเมื่อ และภาพที่ปรากฏตรงหน้าก็ทำให้คุณหนูนักจัดดอกไม้ถึงกับต้องเม้มริมฝีปากแน่น
ธันวานอนซมอยู่บนเตียงขนาดคิงไซส์ ใบหน้าคมคายที่ปกติมักจะเชิดขึ้นด้วยความหยิ่งยโสและรอยยิ้มมุมปากกวนประสาท ตอนนี้กลับซีดเผือดจนน่าตกใจ ริมฝีปากแห้งผากจนแตกเป็นขุย เม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มกรอบหน้าคมสัน ลมหายใจที่หอบกระชั้นบ่งบอกชัดเจนว่าพิษไข้กำลังเล่นงานเขาอย่างหนักหน่วง
“พี่ธันวาคะ...” ลินินเรียกเสียงเรียบ พยายามทำใจแข็งเดินเข้าไปใกล้เตียง “ตื่นขึ้นมาเคลียร์กันให้รู้เรื่องเลยนะคะ อย่ามาเนียนใช้มุกป่วยการเมืองเพื่อหลบหน้าลินินนะบอกไว้ก่อน”
ไม่มีเสียงตอบรับจากชายหนุ่ม มีเพียงเสียงครางอืออึงในลำคอ พร้อมกับร่างสูงที่พลิกตัวหนีแสงไฟจากโคมไฟหัวเตียง ดวงตาคมกริบที่เคยดุดันจนคนอื่นไม่กล้าสบตา ตอนนี้ปรือปรอยแทบจะลืมไม่ขึ้น แต่กระนั้น... ริมฝีปากแห้งๆ นั่นก็ยังอุตส่าห์ขยับพึมพำออกมาเบาหวิว
“...อย่าเสียงดัง... รำคาญ...”
ให้ตายสิ! ป่วยปางตายขนาดนี้แล้วยังจะมีปากมีเสียงอีกนะคะ พ่อคุณเอ้ย!
ลินินยื่นมือไปอังหน้าผากกว้างของคนตัวโตกว่าด้วยความลืมตัว ความร้อนที่แผ่ซ่านออกมาทำเอาเธอสะดุ้งโหยง มือเรียวชักกลับแทบไม่ทัน ร้อนจี๋ราวกับเตาปฏิกรณ์ในโรงงานวิศวะไม่มีผิดเพี้ยน! แบบนี้มันไม่ใช่ไข้ธรรมดาแล้วค่ะ ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ไหนก็คงไม่ดุเท่าพิษไข้ของวิศวะปากร้ายคนนี้แน่ๆ
“ตัวร้อนเป็นไฟเลยนี่คะ... ปากดีนัก ทำไมไม่สวดมนต์ไล่ไข้เองล่ะคะพ่อคนเก่ง” ลินินบ่นพึมพำด้วยความหมั่นไส้ แต่ขาก็ยอมก้าวเดินไปหยิบกะละมังใบเล็กในห้องน้ำและผ้าขนหนูผืนนุ่มมาจัดการบิดน้ำหมาดๆ อย่างคล่องแคล่ว
นี่เธอกำลังทำบ้าอะไรอยู่เนี่ย? เมื่อคืนก่อนเขายังเพิ่งกวนประสาทเธอเรื่องช่อดอกไม้รับปริญญาอยู่หราอยู่เลย แต่วันนี้เธอกลับต้องมานั่งเช็ดตัวให้เขาเนี่ยนะ! ถ้าเพื่อนในชมรมรู้เข้า มีหวังเธอโดนแซวไปสามปีเจ็ดชาติแน่ๆ ค่ะ
ลินินทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าลงข้างเตียงนอน ดวงตาคู่สวยมองสำรวจใบหน้ายามหลใหลของธันวาที่ดูไร้พิษภัย ผิดกับเวลาปกติที่ชอบทำตัวเป็นเจ้าเข้าเจ้าของและคอยขัดคอเธอทุกครั้งที่เจอหน้า พอไม่มีรอยยิ้มกวนๆ นั่นประดับอยู่... เขาก็ดูเหมือนเด็กผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งที่กำลังอ่อนแอและต้องการใครสักคนดูแล
มือเรียอบรรจงเช็ดไล่จากหน้าผากลงมาตามแนวสันจมูกโด่งเป็นสัน ผ่านพวงแก้มที่ขึ้นสีแดงจัดเพราะพิษไข้ และลากผ่านลำคอแกร่งที่ขยับขึ้นลงตามจังหวะการหายใจ จังหวะที่นิ้วเรียวสัมผัสโดนผิวเนื้อร้อนผ่าว ธันวากลับส่งเสียงครางฮือในลำคออย่างขัดใจ พร้อมกับเอื้อมมือใหญ่คว้าหมับเข้าที่ข้อมือของเธอทันที!
พรึบ!
“อุ๊ย!” ลินินอุทานออกมาด้วยความตกใจ แรงดึงมหาศาลจากคนป่วยทำให้ร่างเพรียวเซถลำเข้าไปใกล้เตียงอย่างไร้การตั้งตัว ใบหน้าของเธอเกือบจะชนเข้ากับอกแกร่งของเขาอยู่รำคาญ
“อย่าไป... ลินิน...” เสียงแหบพร่ากระซิบแผ่วเบาชิดริมหู ดวงตาคมที่ปรือปรอยอยู่เมื่อครู่ลืมขึ้นมองเธอด้วยแววตาที่สั่นไหวอย่างประหลาด มันไม่ใช่แววตากวนประสาทหรือความเจ้าเล่ห์เจ้ากลแบบที่เธอคุ้นเคย แต่มันคือแววตาที่เต็มไปด้วยความออดอ้อน... และความอ่อนล้าที่ซ่อนไว้ไม่มิด
ลินินชะงักงัน หัวใจดวงน้อยเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะเมื่อถูกสายคู่นั้นตรึงไว้ ความใกล้ชิดที่แนบแน่นจนได้กลิ่นหอมสะอาดเจือจางจากตัวเขายิ่งทำให้บรรยากาศรอบกายร้อนรุ่มขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ ลมหายใจร้อนผ่าวที่เป่ารดต้นคอทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกไฟช็อต
“ปล่อยมือเลยนะคะพี่ธันวา... ลินินจะเช็ดตัวให้ดีๆ ไม่ได้ให้มาฉวยโอกาสนะคะ!” เธอกัดฟันเอ็ดใส่เสียงเขียว พยายามดึงข้อมือตัวเองกลับแต่ไอ้คนป่วยแรงเยอะชะมัด ยิ่งดึงก็เหมือนยิ่งถูกรั้งให้เข้าไปใกล้มากขึ้นไปอีก
“หนาว...” ธันวาครางเสียงต่ำ ดวงตาคมมองลินินนิ่งราวกับจะกลืนกินเข้าไปทั้งตัว “...กอดหน่อย... ตัวเธอเย็นดี”
“เพ้อเจ้อใหญ่แล้วค่ะ! ใครจะไปกอดพี่กัน ฝันไปเถอะ!” ลินินรีบปฏิเสธเสียงแข็ง ใบหน้าเนียนขึ้นสีแดงระเรื่อลามไปจนถึงใบหู ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความโกรธหรือเพราะความเขินที่ตีรวนขึ้นมากันแน่ “ปล่อยมือเดี๋ยวนี้เลยนะคะ ไม่งั้นลินินจะเทน้ำใส่หน้าจริงๆ ด้วย!”
ธันวาไม่ยอมปล่อยแถมยังดึงรั้งข้อมือเธอให้ขยับเข้าไปนั่งบนขอบเตียงเสียสนิท ร่างสูงขยับตัวเข้าหาความเย็นจากตัวเธอนิดๆ อย่างคนเอาแต่ใจ มืออีกข้างที่ว่างเอื้อมขึ้นมาแตะเบาๆ ที่แก้มเนียนของลินิน สัมผัสอุ่นจัดจากปลายนิ้วของเขาทำให้คุณหนูคนเก่งถึงกับตัวแข็งทื่อ สมองประมวลผลแทบไม่ทัน
“ดื้อจังวะ...” เสียงทุ้มแหบพร่าเอ่ยกระซิบชิดริมฝีปาก “...มาเฝ้าไข้ขนาดนี้... ห่วงพี่เหรอครับ หืม?”
“ใครห่วงพี่กันคะ อย่ามาหลงตัวเองหน่อยเลย!” ลินินเชิดหน้าเถียงกลับทันควัน แม้ว่าหัวใจจะเต้นแรงจนแทบทะลุออกมานอกอกอยู่แล้วก็ตาม “พี่คินมันโทรมาโวยวายต่างหากล่ะคะ บอกว่าถ้าพี่ตายคาห้อง ชุมรมจัดดอกไม้ของลินินจะไม่มีคนจ่ายค่าสปอนเซอร์งานใหญ่เดือนหน้าต่างหาก!”
ธันวาหัวเราะหึๆ ในลำคออย่างอ่อนแรง รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นที่มุมปากหยัก “ปากแข็งชะมัด... ทั้งที่หน้าแดงขนาดนี้เนี่ยนะ”
“พี่ธันวา!” ลินินแหวใส่ด้วยความเคือง พร้อมกับใช้มืออีกข้างหยิกเข้าที่ต้นแขนแกร่งเบาๆ เป็นการลงโทษคนปากเสีย “ถ้ายังไม่เลิกพูดมาก ลินินจะทิ้งให้นอนไข้ขึ้นอืดอยู่คนเดียวจริงๆ ด้วยนะคะ!”
“โอ๊ย... เจ็บนะ ตัวเล็กใจร้ายชะมัด” ธันวาแกล้งทำเป็นซีดเซียวและนิหน้าด้วยความเจ็บปวด ทั้งที่แรงหยิกของเธอมันแทบจะไม่สะเทือนกล้ามเนื้อแน่นๆ ของเขาเลยสักนิด “โอเคๆ ยอมแพ้แล้วครับ... ยอมให้ดุเลย ยอมทุบด้วยเอ้า”
พูดจบ มือใหญ่ที่กุมข้อมือเธออยู่ก็เปลี่ยนมาเป็นฝ่ายกุมมือเรียวนั้นไว้แน่นขึ้น สัมผัสอุ่นซ่านส่งผ่านจากฝ่ามือของเขาเข้ามาถึงหัวใจ ลินินนิ่งเงียบไป ปล่อยให้ความอบอุ่นนั้นโอบล้อมหัวใจที่เคยแข็งกระ้างของเธอไว้ทีละน้อย สายตาสองคู่ประสานกันในความเงียบงันของห้องพัก มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศเบาๆ และเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของคนทั้งคู่เท่านั้นที่ดังอยู่
บรรยากาศหวานละมุนแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนกำลังก่อตัวขึ้นท่ามกลางความซึนของทั้งสองฝ่าย ลินินเม้มปากแน่น หัวใจพองโตจนควบคุมไม่อยู่ เธอกำลังจะอ้าปากเอ่ยแซะเขาแก้เขินเสียหน่อย แต่ทว่า...
กริ๊งงงงงงง!
เสียงกริ่งหน้าห้องพักดังขึ้นแทรกบรรยากาศสีชมพูจนสะดุ้งโหยงทั้งคู่ ลินินสะดุ้งเฮือก รีบดึงมือตัวเองกลับจากการกุมของธันวาแทบไม่ทัน ส่วนพ่อหนุ่มวิศวะสายดุขมวดคิ้วมุ่นด้วยความขัดใจทันทีที่ความสุขถูกขัดจังหวะ
ใครกันนะมาขัดจังหวะเวลาสำคัญแบบนี้!
ลินินหันไปมองทางประตูก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จัดเสื้อผ้าให้เข้าที่แล้วหันมามองคนป่วยบนเตียงที่ทำหน้าบูดบึ้ง “เดี๋ยวลินินออกไปดูเองค่ะ ว่าใครมา... อย่าเพิ่งตายซะก่อนล่ะคะ”
เธอเดินสาวเท้าออกไปยังโซนห้องรับแขก ประตูห้องถูกเปิดออกอย่างรวดเร็วเพื่อดูว่าใครคือผู้มาเยือนยามวิกาลแบบนี้ แต่ทว่า... ทันทีที่บานประตูเปิดกว้างขึ้น รอยยิ้มหงุดหงิดบนใบหน้าของลินินก็ต้องแข็งค้าง ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจสุดขีด
ผู้ชายร่างสูงโปรดในชุดเสื้อเชิ้ตสีดำสนิท ใบหน้าคมคายละม้ายคล้ายคลึงกับคนป่วยบนเตียงไม่มีผิดเพี้ยน กำลังยืนกอดอกพิงกรอบประตูด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก สายตาสคมกริบกวาดมองสำรวจเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า
“อ้าว... นึกว่าใคร” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงที่ทำเอาลินินถึงกับเลือดในกายเย็นเฉียบ “น้องลินินคนสวยนี่เอง... แล้วนี่ มาทำอะไรในห้องไอ้ธันวาสองต่อสองดึกดื่นแบบนี้ล่ะครับ? หรือว่า... แอบมา ‘เคลียร์’ เรื่องค้างคาใจกันหึ?”
ให้ตายเถอะ... พี่ชายแท้ๆ ของธันวาโผล่มาทำไมตอนนี้วะเนี่ย!
*- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -*
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาจิกหมอนและฟินไปด้วยกันในตอนนี้นะคะ!
วิศวะสายดุกับคุณหนูนักจัดดอกไม้: ตีให้แตกแล้วค่อยรัก•ตอนที่ 15
เมื่อรุ่นพี่สายโหดกลายเป็นหมาหงอย
ผลงานโดย เกียร์เปื้อนกาวใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เกียร์เปื้อนกาวใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวะสายดุกับคุณหนูนักจัดดอกไม้: ตีให้แตกแล้วค่อยรัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!