วิศวะสายดุกับคุณหนูนักจัดดอกไม้: ตีให้แตกแล้วค่อยรัก•ตอนที่ 25

ลินินคนเดิมเริ่มหายไป

ผลงานโดย เกียร์เปื้อนกาวใจ
"ถ้านายยังไม่หุบปากแล้วไสหัวไปจากตรงนี้ ฉันจะเอาช่อกุหลาบหนามยาวพวกนี้ยัดใส่ปากนายให้ไปนอนคุยกับรากมะม่วงซะ คิน!" เสียงหวานที่ปกติมักจะรักษาระดับความเรียบร้อยตามแบบฉบับประธานชมรมจัดดอกไม้ ตอนนี้กลับตวัดสูงด้วยความกรุ่นโกรธ ฉัน—ลินิน—กำลังยืนอยู่ตรงข้ามกับผู้ชายปากเสียอย่างคิน ที่ทำหน้าไม่รู้ร้อนรู้หนาวแถมยังส่งรอยยิ้มกวนประสาทมาให้อย่างน่าหมั่นไส้ บรรยากาศในห้องสตูดิโอจัดดอกไม้เวลานี้มันร้อนระอุเสียยิ่งกว่าเตาหลอมเหล็กในคณะวิศวกรรมศาสตร์เสียอีก ธันวายังคงยืนนิ่งเงียบ แผ่นหลังกว้างภายใต้เสื้อช็อปสีเข้มไหวสะท้อนเล็กน้อยตามจังหวะการหายใจที่กระชับถี่ เขาไม่ได้หันมามองฉันตั้งแต่ประโยคระเบิดอารมณ์เมื่อครู่หลุดออกจากปากคิน... ความลับที่ถูกเปิดเผยออกมาอย่างไม่ทันตั้งตัวเมื่อครู่ มันทำให้กำแพงความมั่นใจที่ฉันก่อร่างสร้างมานานนับปีพังทลายลงในพริบตา *ธันวาจำได้... เขาจำวันแรกที่เราเจอกันได้แม่นยำยิ่งกว่าฉันเสียอีก* "โอ๊ะๆ ใจเย็นก่อนสิลินิน ฉันก็แค่อยากช่วยเพื่อนแก้ปมในใจ..." คินยกมือสองข้างขึ้นยอมแพ้ทีเล่นทีจริง แต่สายตาเจ้าเล่ห์กลับเหลือบมองธันวาที่ตอนนี้กำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปーンที่ข้อมือ "ส่วนแกไอ้ธันวา จะยืนเป็นหินทื่อๆ แบบนี้ไปถึงไหนวะ หรือว่าฟอร์มมันค้ำคอจนกลMืนคำพูดตัวเองไม่ลง?" "ไสหัวไปซะ คิน" เสียงทุ้มต่ำที่ลอดไรฟันออกมาของธันวามันช่างเย็นเยียบและทรงพลังจนทำให้ห้องทั้งห้องเงียบกริบ คินไหวไหล่เบาๆ อย่างไม่ยี่หรา ก่อนจะเดินผ่านฉันไปพร้อมกับทิ้งรอยยิ้มมุมปากที่ชวนให้รู้สึกหมั่นไส้ระคนโล่งอก ประตูห้องสตูดิโอปิดลงพร้อมกับความเงียบงันที่เข้าปกคลุม ทิ้งให้เราสองคนยืนเผชิญหน้ากันท่ามกลางกลิ่นหอมกรุ่นของดอกไม้นานาพันธุ์ที่ตอนนี้กลับดูอับเฉาลงถนัดตา ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ กลิ่นยูคาลิปตัสเย็นๆ ช่วยบรรเทาความสั่นไหวในอกลงได้บ้าง แต่มันก็แค่นิดเดียวเท่านั้น อีโก้ที่ฉันสะสมมาตลอดชีวิต... ศักดิ์ศรีของการเป็นคุณหนูผู้เพียบพร้อมและไม่เคยต้องวิ่งไล่ตามใคร มันกำลังร้องเตือนว่าฉันควรจะวางช่อดอกไม้ลงแล้วสะบัดหน้าเดินออกไปจากตรงนี้อย่างสง่างาม แต่ทว่า... ภาพแผ่นหลังกว้างที่ดูโดดเดี่ยวและไร้ทางออกของธันวา กลับดึงรั้งขาฉันไว้ "ธันวา..." ฉันเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าปกติหลายเท่าตัว ร่างสูงชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่ยอมหันกลับมามอง ฉันกัดริมฝีปากแน่น ความรู้สึกบางอย่างที่อัดแน่นอยู่ในอกมันกำลังตีรวนจนแยกไม่ออกระหว่างความน้อยใจและความดื้อรั้น ลินินคนเดิมที่เคยเชิดหน้าชูตา ไม่เคยง้อใคร และไม่เคยยอมลดตัวลงไปอธิบายความรู้สึกก่อน... คนๆ นั้นกำลังหายไปทีละนิด ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ ที่ผู้ชายปากร้ายคนนี้เข้ามามีอิทธิพลกับหัวใจฉันขนาดนี้ "นายจะยืนหันหลังให้อีกนานไหม?" ฉันก้าวเข้าไปใกล้เขาอีกนิด ระยะห่างระหว่างเราตอนนี้เหลือเพียงแค่ไม่กี่ก้าว กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสมกับกลิ่นอับของกาวในช็อปวิศวะลอยแตะจมูก "เรื่องที่คินพูด... มันจริงใช่ไหม?" ธันวาสูดลมหายใจเข้าลึกราวกับกำลังรวบรวมความกล้า สุดท้ายเขาก็ยอมหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากัน ดวงตาคมกริบที่มักจะใช้มองโลกด้วยความหงุดหงิดและรำคาญใจ ตอนนี้กลับไหวระริกด้วยความรู้สึกที่อ่านยาก มันทั้งดื้อรั้น เจ็บปวด และ... อ่อนล้า "แล้วถ้ามันจริง แล้วไงล่ะ?" ธันวาเค้นเสียงหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปาก "เธอจะหัวเยาะฉันเหรอ ลินิน? จะสมเพชฉันใช่ไหมที่ไอ้เด็กวิศวะปากหมาคนนี้ มันแอบมองคุณหนูไฮโซอย่างเธอมาตั้งแต่ปีหนึ่ง ทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่มีวันเอื้อมถึง?" คำพูดตัดพ้อที่พรั่งพรูออกมาจากปากคนที่มักจะเก๊กขรึมอยู่เสมอมันทำให้หัวใจฉันกระตุกวูบ ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจที่เขาชอบทำตัวห่างเหินและผลักไสฉันมาตลอดพังทลายลงในวินาทีนั้น ฉันไม่ได้โกรธ... ฉันไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองสูงส่งกว่าเขาเลยแม้แต่นิดเดียว สิ่งเดียวที่ฉันรู้สึกในตอนนี้คือความโง่เขลาของตัวเอง ที่มัวแต่เอาแต่ใจและรักษาฟอร์มจนเกือบจะทำลายโอกาสที่จะได้รู้ใจกันและกัน นี่ฉันกำลังทำอะไรอยู่? ลินินคนเดิมที่เย่อหยิ่งและรักความสมบูรณ์แบบ หายไปไหนหมดแล้วนะ? ทำไมตอนนี้... ฉันถึงยอมทิ้งทุกอย่าง ยอมแม้กระทั่งจะก้มหัวและลดอีโก้ลง เพื่อให้ผู้ชายตรงหน้าเลิกทำสายตาเจ็บปวดแบบนั้นใส่ฉันเสียที "นายมันบ้า..." ฉันพึมพำออกมา หยดน้ำใสๆ เอ่อคลอขึ้นที่หน่วยตาอย่างห้ามไม่อยู่ ทั้งที่ตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่ร้องไห้ให้ใครเห็นแท้ๆ "นายมันบ้าธันวา! ใครบอกว่าฉันจะหัวเราะเยาะนาย? ใครบอกว่านายเอื้อมไม่ถึงฉันกันเล่า!" ธันวานิ่งงันไป ดวงตาคมเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจเมื่อเห็นหยดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มของฉัน มือหนาที่เคยกำแน่นเผลอแบออกโดยไม่รู้ตัว ท่าทางเก้ๆ กังวลแบบนั้นมันทำให้ฉันทั้งโกรธทั้งอยากจะตีเขาสักทีให้หายหมั่นไส้ "ลินิน... เธอ..." "ใช่! ฉันมันงี่เง่าเอง!" ฉันก้าวเข้าไปประชิดตัวเขาอย่างไร้ความลังเล วางช่อดอกไม้ในมือลงบนโต๊ะข้างๆ อย่างไม่ใยดี ก่อนจะใช้สองมือเล็กๆ ทุบลงที่อกแผ่นหนาของคนตรงหน้าอย่างแรงไปทีหนึ่ง "นายเอาแต่ซึน เอาแต่ปากร้ายใส่ฉัน แล้วจะให้ฉันรู้ได้ยังไงเล่าว่านายคิดยังไง! นายคิดว่าฉันไม่กลัวเสียฟอร์มหรือไงที่ต้องวิ่งตามคนอย่างนายอยู่ฝ่ายเดียวฮะ!" ธันวาไม่หลบเลี่ยง ปล่อยให้ฉันระบายความอัดอั้นตันใจใส่เขาจนพอใจ ก่อนที่มืออุ่นจัดจะคว้าข้อมือทั้งสองข้างของฉันไว้ แล้วออกแรงดึงเบาๆ จนร่างของฉันเซเข้าไปปะทะกับแผงอกกว้างของเขาอย่างไร้การป้องกัน กลิ่นกายสะอาดและไอความร้อนจากตัวเขาโอบล้อมฉันไว้ทั้งหมด "ใครบอกให้เธอวิ่งตามล่ะ..." เสียงทุ้มกระซิบแผ่วเบaอยู่ข้างหู ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดลาดไหล่จนขนลุกซู่ "ฉันต่างหาก... ที่เป็นฝ่ายวิ่งตามเธอมาร่วมสองปีเต็ม โดยที่เธอไม่เคยเหลียวแลเลยสักนิด ยัยตัวแสบเอ๊ย" น้ำเสียงของเขาไม่ได้โกรธเคืองเลยสักนิด ตรงกันข้าม... มันเต็มไปด้วยความตัดพ้อและความคลั่งรักที่ถูกเก็บกดไว้มานานนับปี จนหัวใจฉันสั่นสะท้านไปหมด ฉันเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา ระยะห่างระหว่างเราตอนนี้ใกล้เสียจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจของกันและกัน ปลายนิ้วอุ่นของธันวาค่อยๆ เลื่อนขึ้นมาเกลี่ยคราบน้ำตาบนแก้มให้อย่างแผ่วเบา สัมผัสที่อ่อนโยนขัดกับลุคหนุ่มวิศวะสายดุโดยสิ้นเชิง แต่มันกลับทำให้หัวใจดวงน้อยๆ เต้นรัวระรัวจนแทบจะกระโดดออกมานอกอก "ต่อไปนี้..." ฉันสูดหายใจเข้าลึก พยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น ขณะที่เอ่ยออกไปด้วยความกล้าทั้งหมดที่มี "ฉันจะไม่ยอมให้นายต้องวิ่งตามอยู่ฝ่ายเดียวแล้วนะ ธันวา" ธันวานิ่งอึ้งไป ดวงตาคู่คมจ้องมองเข้ามาในนัยน์ตาของฉันราวกับต้องการค้นหาความจริง รอยยิ้มจางๆ ที่หาดูได้ยากยิ่งค่อยๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขา เป็นรอยยิ้มที่อบอุ่นและมีเสน่ห์เสียจนฉันแทบจะละลายหายไปตรงนั้น "พูดแล้วนะ..." ธันวาโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนหน้าผากของเราชิดกัน ปลายจมูกแทบจะแตะกัน "ถ้าคืนคำเมื่อไหร่ ฉันจะจับเธอมามัดรวมกับช่อดอกไม้พวกนี้แล้วปลูกฝังความทรงจำใหม่ให้เข็ดเลย ยัยคุณหนู" "นายไม่มีวันได้ทำแบบนั้นหรอก..." ฉันแย้มยิ้มทั้งน้ำตา เตรียมจะเอ่ยประโยคหยอกเย้ากลับไปเพื่อกู้ฟอร์ม ทว่า... ก่อนที่คำพูดสุดท้ายจะหลุดออกจากปาก เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับประตูห้องสตูดิโอที่ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงโดยไม่มีการเคาะ ก็ดังแทรกขึ้นมาขัดจังหวะความหวานซึ้งนั้นเสียก่อน! "ไอ้ธันวา! ลินิน! พวกแกออกมานี่ด่วนเลย เกิดเรื่องใหญ่ที่ลานเกียร์แล้วเว้ย มีคนกำลังจะมาป่วนงานนิทรรศการดอกไม้ของชมรมเรา!" ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาจิกหมอนฟินๆ ไปด้วยกันนะคะ!
สารจากนักเขียน (เกียร์เปื้อนกาวใจ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวะสายดุกับคุณหนูนักจัดดอกไม้: ตีให้แตกแล้วค่อยรัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%