"ถ้าคิดว่าใช้ไม้นี้ตบตาเป่ยจิงเว่ยได้ ท่านแม่ทัพคงต้องทบทวนสติปัญญาของตนเองใหม่เสียแล้วกระมั้งเพคะ"
สุ้มเสียงติดจะเย้าแหย่ดังขึ้นตัดผ่านความเงียบงันที่ปกคลุมอยู่เบื้องหน้า เซี่ยอวี้เหยาไม่ได้สะดุ้งสะเทือนกับประโยคปริศนาที่ทิ้งระเบิดไว้เมื่อครู่เลยแม้แต่น้อย ร่างระหงในชุดบุรุษสีเข้มก้าวเท้าเข้าไปใกล้โครงสร้างรถม้าที่ว่างเปล่า รอยยิ้มพรายแต้มอยู่ที่มุมปากอย่างท้าทาย ดวงตากลมโตเป็นประกายพราวระยับยามช้อนขึ้นมองบุรุษร่างสูงที่ยืนตีหน้าขรึมอยู่บนหลังอาชา
จางหย่งขบกรามแน่นจนสันกรามขึ้นเป็นรอยนูน ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวหวันมองสตรีตัวแสบที่กล้าดีอย่างไรมาจับไต๋แผนการอันแนบเนียนของเขาได้ รถม้าคันนี้ถูกส่งมาเพื่อดึงดูดความสนใจของสายสืบฝ่ายตรงข้าม ส่วนตัวจริงของเป้าหมาย... กลับนั่งไขว่ห้างจิบชาอย่างไร้ความกังวลอยู่บนต้นไม้ใหญ่เหนือหัวพวกเขาเสียด้วยซ้ำ
นี่นางเป็นปีศาจจำแลงกายมาหรืออย่างไร? เหตุใดจึงอ่านเกมของเขาออกทะลุปรุโปร่งทุกก้าวเช่นนี้!
"คุณเซี่ย... ดูเหมือนท่านจะว่างงานจนเกินไป ถึงได้มีเวลามาสอดรู้สอดเห็นเรื่องของกองกำลังพิทักษ์นครหลวง" สุ้มเสียงทุ้มต่ำลอดไรฟันออกมาด้วยความขัดเคือง ความเยือกเย็นที่เคยรักษาไว้ได้อย่าง
ไร้ที่ติเริ่มสั่นคลอนทีละน้อยเมื่อเผชิญหน้ากับความกวนประสาทที่หาตัวจับยากของนาง
"โอ๊ะ! พูดจาเช่นนี้ใจร้ายกับข้าเกินไปแล้วนะเพคะ ท่านแม่ทัพจาง" อวี้เหยาแสร้งทำเป็นยกมือขึ้นทาบอก ทำท่าทางตื่นตระหนกราวกับถูกวาจาเฉือดเฉือนของเขาทิ่มแทงจนเจ็บปวดเจียนตาย แต่ประกายในดวงตากลับพราวระยับด้วยความสนุกสนาน "ข้าอุตส่าห์หวังดีกลัวว่าท่านจะโดนหลี่กงกงตำหนิเอา หากปล่อยให้แผนการตบตาเด็กอมมือเช่นนี้ล่มไม่เป็นท่า... คนที่ต้องคุกเข่ารับโทษโบย จะไม่ใช่ข้าเสียหน่อยนี่นา"
"ฝีปากกล้าเช่นนี้ เก็บไว้ใช้ตอนถูกศัตรูจับตัวไปสอบสวนน่าจะเหมาะสมกว่า" จางหย่งตวัดบังเหียนม้าให้ขยับเข้ามาประชิดร่างบางมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว บรรยากาศรอบตัวถูกบีบอัดด้วยแรงกดดันจากอำนาจที่เขาสั่งสมมานาน แต่ทว่า... สตรีตรงหน้ากลับไม่มีท่าทีหวาดกลัวเลยสักนิด นางเพียงแต่ก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าวเพื่อรักษาระยะ ก่อนจะช้อนสายตาขึ้นมองเขาด้วยรอยยิ้มที่ชวนให้หัวใจคนมองกระตุกวูบอย่างประหลาด
"ถ้าเป็นเรื่องปากคำ ข้าเกรงว่าต่อให้เป็นแม่ทัพผู้เกรียงไกรอย่างท่าน ก็คงเถียงข้าไม่ชนะในสามคำถามหรอกเพคะ"
"สามคำถามงั้นหรือ?" จางหย่งแค่นเสียงหึในลำคอ ดวงตาคมกวาดมองสำรวจใบเนียนใสที่อยู่ห่างกันเพียงคืบ กลิ่นหอมอ่อนๆ ประหลาดที่ลอยมาแตะนาสิกทำให้สมาธิที่เขายึดมั่นมาตลอดชีวิตเริ่มพังทลายลงทีละน้อย "บังญชาการทหารยังง่ายเสียกว่าการคุยกับเจ้า... เซี่ยอวี้เหยา"
"เช่นนั้น... เรามาลองเดิมพันกันดูไหมล่ะเพคะ?" อวี้เหยาโน้มตัวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนจางหย่งต้องเผลอกลั้นหายใจโดยอัตโนมัติ ปลายจมูกโด่งรั้นเกือบจะเฉียดผ่านปลายคางของเขาหากนางขยับเข้ามาอีกเพียงนิดเดียว "หากข้าทำให้ท่านแม่ทัพผู้เย็นชาสะท้านสะเทือนจนหน้าแดงได้ภายในหนึ่งก้านธูป... คืนนี้ ท่านต้องยอมทำตามคำสั่งข้าหนึ่งข้อ เป็นอย่างไร? สนใจรับคำท้าของสตรี 'เด็กอมมือ' คนนี้ไหมล่ะเพคะ"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ คำท้าทายที่อวดดีและเต็มไปด้วยกลิ่นอายยั่วยวนเช่นนี้... ไม่เคยมีใครกล้ากระทำต่อหน้าแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นมาก่อนในชีวิต!
จางหย่งนิ่งงันไปชั่วขณะ เลือดในกายสูบฉีดขึ้นมาอย่างรวดเร็วจนรู้สึกร้อนผ่าวที่ใบหูและพวงแก้ม ความเยือกเย็นที่สวมใส่ไว้ดั่งเกราะเหล็กถูกความร้อนจากดวงตาคู่สวยของสตรีตรงหน้าแผดเผาจนแทบละลาย เขาขยับปากจะเอ่ยปฏิเสธเพื่อรักษาฟอร์ม แต่ทว่า...
"อ๊ะ... ท่านแม่ทัพ หูของท่าน..." นิ้วเรียวบางของอวี้เหยาจิ้มเบาๆ ลงที่ข้างแก้มของเขาโดยไม่ทันตั้งตัว สัมผัสอุ่นร้อนจากปลายนิ้วที่แตะลงบนผิวเนื้อทำเอาแม่ทัพหนุ่มสะดุ้งสุดตัวราวกับถูกสายฟ้าฟาด ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกตรึงไว้กับที่ สมองขาวโพลนไปชั่วขณะเมื่อใบหน้าที่เคยเรียบเฉยบัดนี้กลับขึ้นสีแดงระเรื่อลามเลียไปจนถึงใบหูอย่างห้ามไม่อยู่
จางหย่งเบิกตากว้างด้วยความตกใจ รีบเอื้อมมือไปคว้าจับข้อมือนุ่มนั้นไว้ทันท่วงที สัมผัสจากมือนางช่างนุ่มนวลและเย้ายวนใจจนน่าประหลาด หัวใจที่เต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอมาตลอดหลายปีกลับกระหน่ำรัวราวดรัมเพลิงในอก
"เจ้า..." เสียงทุ้มแหบพร่าลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อก้มลงสบเข้ากับดวงตาที่ระยิบระยับด้วยชัยชนะของนาง
"ฮ่าๆๆๆ... แดงจริงๆ ด้วยเพคะ! ไหนล่ะแม่ทัพผู้เย็นชาผู้ไม่เคยสะท้านต่อสิ่งใด?" อวี้เหยาหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างอารมณ์ดี ริมฝีปากบางเฉียบยกยิ้มกว้างจนเห็นลักยิ้มจางๆ ที่ข้างแก้ม ภาพความน่ารักและแสบสันที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวนี้ทำเอาสติของจางหย่งหลุดลอยไปไกลลิบ เขาลืมสิ้นซึ่งระเบียบวินัย ลืมสิ้นซึ่งสถานะแม่ทัพ และลืมแม้กระทั่งว่ารอบกายยังมีสายตาของเหล่าทหารองครักษ์นับสิบชีวิตยืนมองอยู่
มือหนาที่กุมข้อมือนางไว้ไม่ได้คลายออก ตรงกันข้าม... เขากลับกระชับมันแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว แรงดึงมหาศาลทำให้ร่างบางเซถลาเข้าไปปะทะกับแผงอกกว้างของเขาอย่างจัง กลิ่นกายบุรุษที่เจือด้วยกลิ่นอายสนิมเหล็กและชาชั้นดีโอบล้อมร่างของนางไว้ในเสี้ยววินาที
อวี้เหยาชะงัก รอยยิ้มบนริมฝีปากค้างเติ่ง ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ นางเพียงแค่ต้องการหยอกเย้าให้เขาเสียอาการเพื่อทวงคืนความได้เปรียบ แต่มิคาดคิดว่าคนผู้นี้จะเล่นไม้หนักถึงขั้นดึงนางเข้าสู่อ้อมกอดท่ามกลางสายตาคนนับร้อย!
ลมหายใจอุ่นร้อนที่รดอยู่เหนือหน้าผากทำให้สติของนางเริ่มเตลิดเปิดเปิง อุณหภูมิรอบตัวพุ่งสูงขึ้นอย่างไร้สาเหตุ จางหย่งก้มลงมองสตรีในอ้อมแขน สายตาคมกราบลึกลงไปในดวงตาคู่สวยที่เริ่มมีความตื่นตระหนกฉายชัดขึ้นมาบ้างแล้ว มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความเจ้าเล่ห์และอันตรายยิ่งกว่าครั้งไหนๆ
"ผู้ชนะ... ยังไม่ได้ตัดสินง่ายดายปานนั้นหรอกนะ, คุณเซี่ย" เสียงกระซิบพร่าต่ำดังชิดริมฝีปากของนาง ปลายจมูกของเขากดลงคลอเคลียอยู่ข้างขมับของนางอย่างถือวิสาสะ
ทว่า... ก่อนที่บรรยากาศหวานล้ำระคนความตึงเครียดจะเกินเลยไปมากกว่านั้น เสียงฝีเท้าหนักหน่วงพร้อมกับเสียงตะโกนร้องด้วยความตื่นตระหนกก็ดังแทรกขึ้นทำลายบรรยากาศทันที
"ท่านแม่ทัพ! แย่แล้วขอรับ! ทางคลังหลวง... เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!"
จางหย่งขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่สบอารมณ์ที่ถูกขัดจังหวะ เขายังไม่ทันได้ทวงรางวัลจากคนในอ้อมแขนเลยด้วยซ้ำ แต่เมื่อหันไปมองสบตากับรองแม่ทัพที่วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา สัญชาตญาณนักรบก็บอกทันทีว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก
อวี้เหยาอาศัยจังหวะที่เขาคลายอ้อมแขนออกเล็กน้อยเพื่อหันไปสนใจสถานการณ์ เบี่ยงตัวหลุดจากการเกาะกุมได้อย่างเฉียดฉิว นางก้าวถอยหลังไปสองก้าว จัดเสื้อผ้าให้เข้าที่พร้อมกับส่งยิ้มหวานหยดย้อยให้เขา ทว่าดวงตากลับฉายแววครุ่นคิดอย่างรวดเร็ว
"ดูเหมือนว่า... คืนนี้ท่านคงไม่ได้ทำตามข้อเสนอของข้าเสียแล้วล่ะเพคะ, ท่านแม่ทัพ" อวี้เหยาเอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะ ก่อนจะหมุนตัวเตรียมผละจากไป
"หยุดอยู่ตรงนั้น, เซี่ยอวี้เหยา" จางหย่งเอ่ยเรียกเสียงเข้ม ดวงตาคมกริบจ้องมองตามร่างบางที่กำลังจะเดินเลี่ยงไป "เรื่องของเรา... ยังไม่จบแค่นี้แน่"
อวี้เหยาชะงักฝีเท้าเล็กน้อย นางหันกลับมาส่งยิ้มมุมปากให้อย่างท้าทาย "ถ้าอยากต่อ... คืนนี้ที่เรือนพักรับรอง ข้าจะรอฟังคำตอบของท่านก็แล้วกันเพคะ"
พูดจบร่างระหงก็ก้าวเดินจากไปอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งให้จางหย่งยืนนิ่งอยู่กลางกองทหารด้วยหัวใจที่เต้นรำอย่างบ้าคลั่ง
แต่ความเงียบงันและอารมณ์ว้าวุ่นในอกถูกกระชากกลับสู่ความเป็นจริงอย่างโหดร้าย เมื่อรองแม่ทัพที่วิ่งหน้าตื่นมาเมื่อครู่คุกเข่าลงเบื้องหน้า ใบหน้าซีดเผือกจนไร้สีเลือด
"เรียนท่านแม่ทัพ... ตราหยกพยัคฆ์... ตราหยกพยัคฆ์ที่เก็บรักษาไว้ในห้องนิรภัยของคลังหลวง... 'หายไปแล้ว' ขอรับ!"
นิยายอัปเดตตอนต่อไปมาแล้วค่ะ รี้ดที่รักอย่าลืมกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้เสี่ยวเถาฮวากันด้วยนะคะ!
ท่านแม่ทัพผู้เย็นชากับสตรีที่รบด้วยฝีปาก•ตอนที่ 5
คนซึนปากแข็ง
ผลงานโดย เสี่ยวเถาฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เสี่ยวเถาฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านแม่ทัพผู้เย็นชากับสตรีที่รบด้วยฝีปาก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!