คมดาบสีนิลวาววับสะท้อนกับแสงไฟจากคบเพลิงที่สั่นไหวตามแรงลมราตรี บรรยากาศรอบกายบีบรัดจนแทบหายใจไม่ออก ทว่า เซี่ยอวี้เหยา กลับไม่ได้มีท่าทีตื่นตระหนกแม้แต่น้อย นางเพียงแค่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ปรายตามองบุรุษชุดดำนับสิบคนที่โผล่พรวดพราดออกมาจากความมืดราวกับภูตผี ปิดกั้นเส้นทางเบื้องหน้าเอาไว้จนหมดสิ้น
"พูดจาลิ้นพันกันเสียน่ารำคาญ..." อวี้เหยาแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตากลมโตฉายแววเย้ยหยันชัดเจน "คิดว่าการเอาดาบมาจ่อคอหอยข้า แล้วขู่ด้วยประโยคลิเกตลาดล่างเช่นนั้น จะทำให้ข้าเข่าอ่อนทรุดลงไปกราบกรานพวกเจ้าหรืออย่างไร ช่างไร้รสนิยมสิ้นดี"
"Ekk!" หนึ่งในมือสังหารส่งเสียงคำรามในลำคอด้วยความขัดแย้ง คงไม่คาดคิดว่าสตรีตัวเล็กๆ ที่นั่งอยู่บนรถม้า จะมีวาจาคมกริบยิ่งกว่าอาวุธในมือพวกมันเสียอีก
ทว่า ก่อนที่คมดาบเล่มนั้นจะได้ขยับเข้าใกล้ลำคอระหงไปมากกว่านี้ ร่างสูงสง่าในชุดเกราะประดับลวดลายพยัคฆ์ทมิฬก็พุ่งทะยานเข้ามาดั่งสายอสนีบาต ประกายแสงจากดาบยาวในมือของ จางหย่ง สะบัดวาดออกเป็นวงโค้งด้วยความเร็วสูง เพียงชั่วพริบตาเดียว ดาบของมือสังหารคนดังกล่าวก็หลุดกระเด็นหลุดจากมือ พร้อมกับโลหิตสีแดงฉานที่สาดกระเซ็นลงสู่พื้นดิน
ฉับไว เยือกเย็น และไร้ความปรานี นั่นคือตัวตนของท่านแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นจาง
"เงียบปากน่า..." เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นด้วยความหงุดหงิดอย่างปิดไม่มิด ดวงตาคมกราบดุจเหยี่ยวตวัดมองสตรีที่ยังคงนั่งไขว่ห้างทำหน้าไม่รู้ร้อนรู้หนาวอยู่บนรถม้า "หากเจ้ายังเอาแต่เจื้อยแจ้วส่งเสียงน่ารำคาญไม่หยุด ข้าจะโยนเจ้าลงไปให้พวกมันจัดการเป็นคนแรก"
อวี้เหยาเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความหมั่นไส้ นางสะบัดหน้าเชิดใส่เขาอย่างไม่เกรงกลัว พลางเอ่ยสวนกลับทันควันด้วยน้ำเสียงที่ทำเอาคนฟังต้องคิ้วกระตุก "โอ้? ท่านแม่ทัพจางผู้เก่งกาจถึงกับต้องออกโรงปกป้องข้าเชียวหรือคะ? แต่ก็นั่นแหละ... แทนที่จะมาบ่นใส่ข้า สู้เอาเวลาไปจัดการพวกสุนัขลอบกัดพวกนี้ไม่ดีกว่าหรือ เพิ่งจะก้าวขาออกจากเมืองหลวงแท้ๆ กลับมีแขกไม่ได้รับเชิญมาต้อนรับเสียแล้ว รสนิยมการต้อนรับของคนแถวนี้ช่างย่ำแย่เสียจริง"
จางหย่งขบกรามแน่นจนสันกรามขึ้นเป็นสันนูน เขาอยากจะคว้าตัวนางมาปิดปากด้วยริมฝีปากของตนเสียให้สิ้นเรื่องสิ้นราว รำคาญ! ให้ตายเถอะ... สตรีผู้นี้มีวิชาอาคมอันใดติดตัวมาหรือไฉน เหตุใดจึงสามารถปั่นป่วนประสาทสัมผัสทุกส่วนในร่างกายของเขาให้ปั่นป่วนได้ภายในประโยคเดียวเช่นนี้
"ถ้าเจ้ายังไม่หุบปาก... ข้าจะจูบปิดปากเจ้าตรงนี้แหละ แม่นางเซี่ย" จางหย่งกระซิบด้วยน้ำเสียงต่ำลอดไรฟัน ขณะที่มือข้างหนึ่งยังคงตวัดดาบปัดป้องคมหอกของศัตรูที่พรูเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย
คำขู่กึ่งจริงกึ่งเล่นนั้นทำเอาอวี้เหยาชะงักไปชั่วขณะ พวงแก้มเนียนนุ่มขึ้นสีแดงระเรื่อโดยไม่ทราบสาเหตุ นางรีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่นทันทีเพื่อซ่อนความประหม่าที่จู่ๆ ก็ตีตื้นขึ้นมาในอก ปากยังคงขยับพึมพำเบาๆ "คนบ้า... หน้าไม่อาย..."
บรรยากาศรอบด้านกลับมาดุเดือดอีกครั้ง เสียงเหล็กกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหวราวกับเสียงคำรามของสายฟ้า จางหย่งเคลื่อนไหวราวกับเงาร่างมรณะ ทุกย่างก้าวที่เขาผ่านพ้นทิ้งไว้เพียงร่างของมือสังหารที่นอนไร้ลมหายใจ ความดุดันและทรงพลังของแม่ทัพหนุ่มทำให้ผู้มองถึงกับต้องลอบกลืนน้ำลาย
แต่อวี้เหยาหาได้หวาดกลัวไม่ นางใช้สายตากวาดมองสำรวจรอบด้านอย่างรวดเร็ว สมองอันปราดเปรื่องเริ่มวิเคราะห์สถานการณ์ ทิศทางของเงาดำ จำนวนคน และร่องรอยการเคลื่อนไหว... สายตาของนางไปสะดุดเข้ากับเงาร่างหนึ่งที่ยืนอยู่บนยอดไม้สูง ซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มใบไม้อยارหนา มือข้างนั้นกำลังง้างคันธนูเล็งตรงมายังจุดที่จางหย่งยืนอยู่พอดี!
"ระวัง!"
อวี้เหยาตะโกนสุดเสียง ร่างกายขยับเร็วกว่าความคิด นางพุ่งพรวดเข้าไปกระชากแขนของจางหย่งให้เบี่ยงหลบจากวิถีลูกศรอาบยาพิษที่พุ่งแหวกอากาศมาด้วยความเร็วสูง ลูกศรดอกนั้นเฉียดผ่านไหล่กว้างไปเพียงไม่กี่ชุลมุน ปักลึกลงไปในเนื้อไม้ของรถม้าจนเกิดเสียงดังสนั่น
ฟึ่บ!
แรงกระชากทำให้อวี้เหยาล้มเซถลาเข้าไปชนเข้ากับแผงอกแกร่งของจางหย่งเต็มแรง กลิ่นอายบุรุษผสมผสานกับกลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยเข้าแตะจมูก ทันทีที่เงยหน้าขึ้น ดวงตากลมโตก็สบเข้ากับดวงตาคมกราบที่ฉายแววตกใจระคนประหลาดใจอย่างปิดไม่มิด ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งสองใกล้ชิดกันเสียจนลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดริมฝีปากซึ่งกันและกัน
หัวใจของอวี้เหยารัวกระหน่ำราวกับมีกลองศึกตีอยู่ข้างใน ขณะที่จางหย่งเองก็ชะงักค้างไป มือหนาเผลอโอบเอวบางของนางไว้โดยสัญชาตญาณเพื่อประคองไม่ให้ล้มลงไป
"เจ้า..." จางหย่งเอ่ยเสียงพร่า ริมฝีปากหนาอยู่ห่างจากริมฝีปากบางเพียงแค่เอื้อม
"ข... ข้าช่วยชีวิตท่านไว้นะคะ..." อวี้เหยาพยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น ไอร้อนแผ่ซ่านไปทั่วทั้งใบหน้าและลำคอ "ทีนี้... เลิกทำหน้าดุใส่ข้าได้..."
ยังไม่ทันที่ประโยคของนางจะหลุดจากริมฝีปากจนจบ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยก็ดังสะท้านสะเทือนผืนป่า พร้อมกับแสงไฟจากคบเพลิงสว่างจ้าที่สาดส่องเข้ามาล้อมรอบพื้นที่ทั้งหมด
"แม่ทัพจาง! เกิดอะไรขึ้นพ่ะย่ะค่ะ!"
เสียงตะโกนก้องด้วยความตกใจดังขึ้น พร้อมกับร่างของรองแม่ทัพหนุ่มที่นำกำลังเสริมกองทัพพยัคฆ์ทมิฬมาถึงพอ
ทว่า... ภาพที่ปรากฏแก่สายตาทหารนับร้อยชีวิตในยามนี้ คือท่านแม่ทัพผู้เย็นชาไร้หัวใจ กำลังโอบกอดสตรีปากกล้าคนสนิทไว้ในอ้อมแขน แนบชิดสนิทสนมเสียจนแทบจะรวมร่างกันได้อยู่รำไร
จางหย่งนิ่งงันไปชั่วขณะ ก่อนที่สายตาคมกราบจะค่อยๆ เลื่อนกลับมามองสตรีในอ้อมแขนที่กำลังกะพริบตาปริบๆ ใส่เขาด้วยความทำตัวไม่ถูก
และในวินาทีนั้นเอง... ท่ามกลางความเงียบงัดชั่วขณะ บุรุษลึกลับสวมหน้ากากเงินอีกคนหนึ่ง ก็ก้าวออกมาจากเงาสลัวเบื้องหลังกองทัพเสริม พร้อมกับรอยยิ้มเยือกเย็นที่ชวนให้สันหลังวาบหวิว
"ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจเสียจริง..." น้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยขึ้นเบาๆ แต่กลับดังชัดเจนก้องกังวานในโสตประสาทของทุกคน "แต่เกรงว่า... ความหวานชื่นนี้ คงต้องจบลงเพียงเท่านี้ เพราะคนที่พวกท่านกำลังตามหา... แท้จริงแล้วไม่ได้อยู่บนรถม้าคันนั้นหรอกนะ"
ขอบคุณที่ติดตามอ่านจนจบตอนนะคะ แล้วมาลุ้นระทึกไปพร้อมกันในตอนหน้าค่ะ!
ท่านแม่ทัพผู้เย็นชากับสตรีที่รบด้วยฝีปาก•ตอนที่ 4
หยุดพูดสักประเดี๋ยวเถอะ
ผลงานโดย เสี่ยวเถาฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เสี่ยวเถาฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านแม่ทัพผู้เย็นชากับสตรีที่รบด้วยฝีปาก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!