“สมรู้ร่วมคิดหมั้นหมาย? ฝ่าบาททรงอ่านนิยายรักน้ำเน่ามากเกินไปหรืออย่างไร ถึงได้มองว่าการที่ข้ากับท่านแม่ทัพยืนหายใจในที่เดียวกันเป็นเรื่องคอขาดบาดตายถึงเพียงนี้!”
อวี้เหยาตวาดกลับเสียงกร้าว ดวงตากลมโตดุจกวางตื่นจ้องมองหลี่กงกงที่ยืนตัวสั่นงันงกอยู่เบื้องหน้า มือเรียวของนางกำกระดาษหลักฐานในแขนเสื้อจนยับยู่ยี่ หัวใจของนางเต้นรัวราวกับกลองศึกยามถูกล้อมกรอบ
จางหย่งก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว ร่างสูงใหญ่ในชุดแม่ทัพสีเข้มแผ่ไอเย็นเยียบจนรอบข้างเงียบกริบ เขาปรายตามองขันทีหลวงด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจ
“บอกฝ่าบาทว่าข้าจะไปพบด้วยตนเอง แต่ไม่ใช่ในฐานะนักโทษ”
“ท่านแม่ทัพ... อย่าได้ทำให้ข้าน้อยลำบากใจเลยพ่ะย่ะค่ะ คำสั่งเด็ดขาด...” หลี่กงกงพยายามประคองสติที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด
อวี้เหยาไม่รอให้สถานการณ์ยืดเยื้อ นางรีบดึงจางหย่งหลบเข้าไปในห้องหนังสือลับหลังม่านมุกทันที ทันทีที่ประตูไม้ลงกลอน นางก็รีบล้วงม้วนกระดาษที่ได้มาจากสายลับออกมา แต่เมื่อเปิดออกดู... เลือดในกายของนางก็เย็นวาบ
มันเป็นเพียงกระดาษเปล่าที่มีเพียงคราบน้ำจางๆ สี่มุม
“ไม่จริง...” อวี้เหยาพึมพำ ใบหน้าซีดเผือด “ข้าเก็บมันไว้อย่างดีที่สุด ข้าเฝ้าดูอยู่ตลอด... ใครกันที่กล้าเปลี่ยนมัน?”
จางหย่งคว้ากระดาษไปพินิจ ก่อนจะวางมันลงบนโต๊ะด้วยท่าทีสงบนิ่งอย่างน่าประหลาด “คนของฝ่าบาทไม่ได้มาหาเราเพื่อจับกุม แต่มาเพื่อ 'ชิง' หลักฐานที่อาจสั่นคลอนราชบัลลังก์ไปก่อนที่พวกเราจะถึงพระเนตรพระกรรณ”
“หมายความว่า... พวกเขาทำลายมันแล้ว? หลักฐานทั้งหมดที่แสดงให้เห็นว่าตระกูลข้าไม่ได้ทรยศชาติบ้านเมือง มันมลายหายไปในชั่วพริบตา!” อวี้เหยาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้แกะสลัก ความหวังที่เคยจุดประกายเหมือนแสงเทียนท่ามกลางพายุ ถูกพัดจนดับวูบลง
จางหย่งโน้มตัวลงมา กักขังร่างบอบบางไว้ระหว่างอ้อมแขนที่แข็งแกร่ง กลิ่นอายบุรุษเพศจางๆ ของเขากลบกลิ่นกระดาษเก่าๆ ในห้องจนหมดสิ้น “อวี้เหยา ฟังข้า... หลักฐานที่กระดาษอาจถูกทำลายได้ แต่สิ่งที่อยู่ในหัวของเจ้าและหัวใจของข้า ใครก็ทำลายไม่ได้”
“คำพูดลอยๆ ของแม่ทัพกับบุตรสาวขุนนางตกอับ ใครจะเชื่อคะ?” นางถามเสียงสั่น พลางเงยหน้าขึ้นสบตาดวงตาคมกริบที่เต็มไปด้วยความดื้อรั้นนั้น
“ข้าจะทำให้โลกทั้งใบเชื่อ” เขาใช้นิ้วโป้งเกลี่ยไล้ริมฝีปากบางที่เม้มแน่น “หากเจ้ากลัวว่าเราจะไม่มีวันได้แก้ต่าง ข้าจะยอมสละเกียรติยศทั้งหมดที่สั่งสมมาเพื่อเป็นเกราะให้เจ้าเอง”
“ท่านบ้าไปแล้ว...” อวี้เหยาสั่นหัว “นั่นหมายถึงการกบฏ!”
“ถ้าการปกป้องเจ้าเรียกว่ากบฏ... งั้นข้าก็จะเป็นกบฏที่ซื่อสัตย์ต่อใจตัวเองที่สุด”
จังหวะหัวใจของทั้งคู่เต้นจังหวะเดียวกัน ท่ามกลางบรรยากาศที่กดดันจนแทบหายใจไม่ออก จางหย่งเชยคางนางขึ้น แววตาของเขาไม่ได้มีความเย็นชาหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่นิด มันมีเพียงความร้อนแรงที่พร้อมจะเผาผลาญทุกอย่างที่ขวางหน้า
ทว่า ในขณะที่ลมหายใจของทั้งคู่ใกล้ชิดจนรับรู้ถึงความอุ่นร้อน... เสียงฝีเท้าหนักๆ ของกลุ่มทหารรักษาพระองค์ก็ดังกระหึ่มขึ้นจากหน้าประตูห้องโถง
ปัง!
ประตูห้องหนังสือถูกถีบพังเข้ามา เศษไม้กระจัดกระจายไปทั่วห้อง แสงคบเพลิงสว่างจ้าสาดส่องเข้ามาทำให้ดวงตาของอวี้เหยาพร่ามัว ชายหนุ่มในชุดเกราะสีเงินเงาวับก้าวเข้ามาพร้อมกับใบหน้าที่คุ้นเคยดี... คนที่ควรจะอยู่ที่ชายแดน แต่กลับมาปรากฏตัวที่นี่พร้อมกับตราประทับลับของจักรพรรดิ
“ท่านแม่ทัพจาง... ข้าได้รับบัญชาให้นำตัวท่านไปคุมขังโทษฐานกบฏ และสำหรับสตรีผู้นี้... ให้ประหารชีวิตทันทีตามกฎมณเฑียรบาล!”
คำสั่งนั้นเฉียบขาดจนทำให้หัวใจของอวี้เหยาร่วงหล่นไปถึงตาตุ่ม จางหย่งไม่ได้ขยับกายหนี แต่เขากลับคว้ามือของนางไว้แน่น แล้วกระซิบข้างหูเบาๆ ราวกับคำสาบานที่ไม่มีวันถอนคืน
“ไม่ต้องกลัว... ข้าจะส่งเจ้าออกไปจากที่นี่เอง”
เสี่ยวเถาฮวาหวังว่าทุกท่านจะตื่นเต้นจนวางไม่ลงเหมือนที่ดิฉันตื่นเต้นตอนเขียนนะคะ!
ท่านแม่ทัพผู้เย็นชากับสตรีที่รบด้วยฝีปาก•ตอนที่ 29
ความหวังที่ริบหรี่
ผลงานโดย เสี่ยวเถาฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เสี่ยวเถาฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านแม่ทัพผู้เย็นชากับสตรีที่รบด้วยฝีปาก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!