ท่านแม่ทัพผู้เย็นชากับสตรีที่รบด้วยฝีปาก•ตอนที่ 22

ความโกรธที่ควบคุมไม่ได้

ผลงานโดย เสี่ยวเถาฮวา
“ถ้าข้าเป็นสุนัขของตระกูลจาง ท่านก็คงเป็นสุนัขรับใช้ที่ยอมซื่อสัตย์แม้กระทั่งเจ้าของจะเตะส่งเดชกระมังเจ้าคะ หรืองand... ฝ่าบาททรงโปรดปรานสุนัขพันธุ์ที่เห่าเก่งเป็นพิเศษจนต้องส่งท่านมาเหראแทนพระองค์กันแน่?” เสียงหัวเราะเยาะหยันที่ดังขึ้นกลางโถงรับรองของจวนแม่ทัพไม่ได้ทำให้ผู้บุกรุกสะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย ร่างระหงของเซี่ยอวี้เหยายืนหยัดเผชิญหน้ากับกลุ่มคนจากสำนักตรวจสอบด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบ แม้ริมฝีปากอิ่มจะเริ่มซีดเซียวและมีคราบโลหิตจาง ๆ เปื้อนมุมปากจากแรงกระแทกเมื่อครู่ แต่นัยน์ตากลมโตคู่นั้นกลับทอประกายกร้าวราวกับพยัคฆ์บาดเจ็บที่ไม่ยอมจำนนต่อโซ่ตรวน “ปากดีนักนะนังตัวดี! แค่สนมตกอับกับตระกูลขุนนางใกล้ล่มสลาย ยังกล้าสามหาวต่อหน้าใต้เท้าฟู่ผู้นี้อีกหรือ?” ฟู่เหิง ขุนนางขั้นห้าผู้กุมอำนาจในสำนักตรวจสอบแววตาดุดันด้วยความโกรธเกรี้ยว ฝ่ามือหนาฟาดลงบนโต๊ะไม้จนก้องกังวาน ก่อนจะพยักเพยิดให้ผู้ติดตามร่างกำยำสองคนก้าวเข้าไปประชิดตัวหญิงสาว อวี้เหยาสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับความเจ็บแปล๊บที่แล่นริ้วขึ้นมาจากซี่โครง นางรู้ดีว่าเวลานี้หลี่กงกงยังเดินทางกลับมาไม่ถึง และจางหย่งก็ยังติดราชกิจสำคัญนอกเมือง แต่สมองที่ฉลาดเป็นกรดของนางกำลังคำนวณหาทางหนีทีไล่อย่างรวดเร็ว “สำนักตรวจสอบใช้อำนาจเกินขอบเขต ค้นจวนโดยไม่มีราชโองการตราประทับ หากเรื่องนี้ถึงพระเนตรพระกSNae... เอ๊ย! ฝ่าบาท ท่านคิดว่าหัวบนบ่าของพวกท่านจะอยู่บนคอได้อีกนานแค่ไหนกัน?” อวี้เหยาเชิดหน้าขึ้นท้าทาย แม้ร่างกายจะร้าวราญไปหมด “ปากเก่งนักใช่ไหม? งั้นก็ลองดูซิว่า เจ้าจะยังปากดีได้อีกนานแค่ไหนเมื่อไปนอนคุกใต้ดิน!” ฟู่เหิงหมดความอดทน เขาส่งสัญญาณมือให้ลูกน้องคนสนิทพุ่งเข้าไปกระชากร่างบางอย่างรุนแรง แรงกระชากนั้นทำให้ร่างของอวี้เหยาเซถลาจนข้อศอกกระแทกเข้ากับมุมโต๊ะไม้เหลี่ยมอย่างจัง ความเจ็บปวดรุนแรงแล่นปราดจนนางนิหน้าด้วยความเจ็บปวด แต่ริมฝีปากยังคงเม้มแน่นไม่ยอมเปล่งเสียงร้องคร่ำครวญออกมาแม้แต่น้อย “ปล่อยนะ!” นางสะบัดข้อมือออกจากการเกาะกุมอย่างสุดแรง พร้อมกับตวัดสายตาคมกริบใส่ฟู่เหิง “ถ้าพวกท่านกล้าแตะต้องข้าแม้แต่ปลายเล็บ... วันนี้จวนแม่ทัพจะลุกเป็นไฟ และผู้ที่จะต้องชดใช้ก็คือพวกท่านทั้งหมด!” “แควก!” เสียงผ้าขาดดังขึ้นท่ามกลางความตึงเครียด เมื่อลูกน้องคนหนึ่งของฟู่เหิงใช้วิธีรุนแรงในการค้นหาหลักฐานโดยการกระชากเสื้อคลุมตัวนอกของนางจนขาดวิ่น เผยให้เห็นหัวไหล่บอบบางและรอยช้ำจาง ๆ อวี้เหยาผวาถอยหลังด้วยความตกใจ รอยยิ้มเย้ยหยันเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความตื่นตระหนกชั่วขณะ นางยกมือขึ้นกอดอกเพื่อปกป้องตัวเอง ขณะที่ฟู่เหิงกลับหัวเราะออกมาอย่างสะใจ “ฮ่าๆๆ! สตรีอวดดี สุดท้ายก็เป็นได้แค่ลูกไก่ในกำมือ... จับนางมัดซะ! ข้าอยากรู้นักว่าถ้าท่านแม่ทัพกลับมาเห็นสภาพของสנוบำเรอคนโปรด จะยังมีหน้ามาทำเย็นชาใส่วัดผลงานของข้าอีกหรือไม่!” *เคร้ง!* เสียงประตูไม้บานใหญ่หนาหนักถูกกระแทกเปิดออกอย่างรุนแรงจนบานประตูแทบหลุดออกจากวงกบ แรงปะทะของลมพายุภายนอกและไอสังหารที่แผ่พุ่งเข้ามาทำให้ทุกคนในห้องถึงกับผงะถอยหลังด้วยความหนาวเหน็บถึงกระดูกดำ ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะทหารเต็มยศก้าวเข้ามาด้วยฝีเท้าหนักหน่วง ไอเย็นยะเยือกแผ่ซ่านออกจากตัวของจางหย่งราวกับพญายมที่เพิ่งปีนขึ้นมาจากขุมนรก ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวคู่นั้นกวาดมองสภาพความวุ่นวายภายในห้องเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่สายตาจะมาหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างของอวี้เหยาซึ่งกำลังยืนตัวสั่นเทา เสื้อผ้าขาดวิ่น และมีคราบเลือดติดอยู่ที่มุมปาก ในเสี้ยววินาทีนั้น... อากาศรอบตัวราวกับถูกสูบออกจนหมดสิ้น จางหย่งไม่ได้เอ่ยคำพูดใดออกมาเลยสักคำเดียว แต่ความเงียบที่ปกคลุมอยู่กลับน่ากลัวเสียยิ่งกว่าเสียงคำรามของฟ้าผ่า เส้นเลือดที่ขมับและสันหลังมือของแม่ทัพหนุ่มปูดโปนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาคู่คมที่มักจะเรียบนิ่งราวน้ำแข็ง กลับลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงแห่งโทสะที่รุนแรงจนแทบแผดเผาทุกสิ่งที่ขวางหน้า ฟู่เหิงที่หันไปเห็นว่าใครคือผู้มาใหม่ ถึงกับหน้าถอดสี รีบก้าวเข้าไปประสานมือคำนับด้วยรอยยิ้มเจื่อน ๆ “ทะ... ท่านแม่ทัพ! ลมอะไรหอบท่านกลับมาเร็วนักเล่า ข้าเพียงแค่กำลังปฏิบัติหน้าที่ในการตรวจค้น—” *ตุบ!* ยังไม่ทันที่ฟู่เหิงจะพูดจบประโยค ร่างของเขาก็ลอยละลิ่วไปกระแทกเข้ากับผนังห้องอย่างแรงจนฝุ่นตลบ เสียงกระดูกลั่นดังชัดเจนท่ามกลางความเงียบงัน จางหย่งเคลื่อนกายด้วยความเร็วที่แทบมองไม่ทัน หมัดหนักหน่วงถูกซัดเข้าที่ลิ้นปี่ของขุนนางผู้สำนักตรวจสอบจนอาหารถูกสำรอกออกมาเป็นเลือด “เจ้า... เจ้ากล้าทำร้ายข้าหรือ? ข้ามีราชโองการจากเสนาบดี—” “ราชโองการอันใดของพวกเจ้า ข้าไม่สน!” เสียงทุ้มต่ำที่ลอดออกมาจากไรฟันของจางหย่งเต็มไปด้วยจิตสังหารที่กดดันจนทุกคนในห้องแทบทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น นัยน์ตาคู่คมดุจน้ำแข็งจับจ้องไปที่ฟู่เหิงราวกับต้องการจะเฉือนเนื้ออีกฝ่ายออกเป็นชิ้น ๆ “กล้าบุกรุกเข้ามาในอาณาเขตของข้า ทำลายข้าวของ และ... บังอาจแตะต้องคนของข้า” ประโยคสุดท้ายเน้นย้ำทีละคำด้วยน้ำเสียงที่สั่นระริกด้วยความโกรธ อวี้เหยายืนนิ่งงัน นางมองแผ่นหลังกว้างของแม่ทัพหนุ่มที่ยืนบังลมหนาวและอันตรายทั้งหมดไว้เบื้องหน้า หัวใจที่เคยเต้นรัวด้วยความหวาดกลัวเมื่อครู่ กลับถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างที่ตีรวนขึ้นมาในอก ความอบอุ่นสายหนึ่งแผ่ซ่านเข้ามาในความหนาวเหน็บ แม้ปากจะยังเก่งและชอบต่อล้อต่อเถียง แต่นางไม่เคยคิดเลยว่า... บุรุษผู้เย็นชาผู้นี้จะแสดงท่าทีคลุ้มคลั่งได้ถึงเพียงนี้เพื่อปกป้องนาง จางหย่งก้าวช้า ๆ เข้าไปหาฟู่เหิงที่กำลังพยายามตะเกียกตะกายหนีตาย มือหนาราวกับคีมเหล็กกระชากคอเสื้อของขุนนางผู้นั้นขึ้นมาลอยเหนือพื้นด้วยมือข้างเดียว ดวงตาสีเข้มฉายแววดุดันไร้ความปรานี “ท่านแม่ทัพ! โปรดระงับโทสะด้วย... หากท่านฆ่าข้า เสนาบดีไม่มีทางปล่อยท่านไว้แน่!” ฟู่เหิงละล่ำละลักด้วยความหวาดกลัวสุดขีด จางหย่งแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขันใด ๆ มีแต่ความเหี้ยมเกรียม “เสนาบดีของเจ้าหรือ? ต่อให้มันยืนอยู่ตรงนี้ ข้าก็เด็ดหัวมันได้เช่นกัน” พูดจบร่างของฟู่เหิงก็ถูกเหวี่ยงกระเด็นทะลุกรอบหน้าต่างออกไปด้านนอกอย่างไร้เยื่อใย ก่อนที่แม่ทัพหนุ่มจะหันขวับกลับมามองลูกน้องที่เหลือของสำนักตรวจสอบ ซึ่งต่างพากันถอยกรูดตัวสั่นด้วยความกลัว “ไสหัวไปให้พ้นจากจวนของข้า... ก่อนที่ข้าจะเปลี่ยนใจส่งพวกเจ้าไปเป็นปุ๋ยใต้ฐานกำแพงเมือง!” สิ้นเสียงคำรามนั้น เหล่าทหารและเจ้าหน้าที่สำนักตรวจสอบต่างก็วิ่งหนีตายกันอลหม่านราวกับฝูงสุนัขจนตรอก โถงรับรองกลับมาเงียบสงบลงอีกครั้ง เหลือเพียงเศษซากความเสียหายและกลิ่นอายความตึงเครียดที่ยังคงค้างคา จางหย่งยืนนิ่งอยู่กลางห้อง ลมหายใจหอบกระชั้นเล็กน้อยเพื่อสะกดอารมณ์กรุ่นโกรธที่ยังคงพลุ่งพล่านอยู่ในอก ก่อนที่เขาจะค่อย ๆ หมุนตัวกลับมามองสตรีที่ยืนกอดอกตัวสั่นอยู่เบื้องหลัง ดวงตาคู่คมที่เคยดุดันและเต็มไปด้วยไอสังหาร เมื่อตกลงบนร่างของอวี้เหยา กลับแปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนล้าและความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้าบึ้งตึง เขาก้าวเข้าไปใกล้ทีละก้าวอย่างระมัดระวัง ราวกับกลัวว่าหากเข้าใกล้เร็วกว่านี้ นางจะแตกสลายคามือ “เจ็บตรงไหนอีกหรือไม่?” เสียงทุ้มเอמהถามเบาหวิว ราวกับไม่ใช่เสียงของแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่คนเดิม อวี้เหยาเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา ริมฝีปากที่เคยเคลือบด้วยวาจาเชือดเฉือนกลับเม้มเข้าหากันแน่น ความเจ็บปวดจากแผลฟกช้ำทำให้ขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ แต่นางฝืนเชิดหน้าขึ้นตามนิสัยเดิม แม้หยดน้ำใส ๆ จะเอ่อคลออยู่ที่หน่วยตาก็ตามที “ถ้าท่านมาช้ากว่านี้อีกก้านธูปเดียว ข้าคงได้ไปรายงานตัวกับท่านพญายมแล้วกระมังเจ้าคะ... ท่านแม่ทัพผู้เกรียงไกร” นางฝืนยسهเหยียดหยันออกไป ทั้งที่เสียงสั่นเครือจนน่าสงสาร จางหย่งขบกรามแน่นเมื่อเห็นรอยช้ำสีม่วงที่มุมปากและหัวไหล่ที่โผล่พ้นรอยขาดของเสื้อผ้า ความรู้สึกผิดและโทสะตีรวนขึ้นมาในอกจนเขาแทบหายใจไม่ออก มือหนายื่นออกไปหมายจะดึงร่างบางเข้าหาเพื่อสำรวจดูอาการให้แน่ชัด แต่ทว่า... ในจังหวะที่ปลายนิ้วแข็งกระด้างของเขากำลังจะแตะลงบนหัวไหล่บอบบาง อวี้เหยากลับเบี่ยงตัวหลบด้วยความถือดี พร้อมกับถอยหลังไปหนึ่งก้าว “อย่ามาแตะต้องข้า... ในเมื่อท่านกลับมาช่วยทันแล้ว ก็ช่วยพาหมอมาจัดการเรื่องคดีความต่อเสียสิทธิบัตรของสำนักตรวจสอบให้เรียบร้อยด้วย ข้าเหนื่อยแล้ว” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย พยายามกลั้นก้อนสะอื้นที่จุกอยู่ที่ลำคอ แต่ท่าทางที่พยายามฝืนเข้มแข็งนั้นกลับยิ่งทำให้จางหย่งรู้สึกเจ็บปวดในอกราวกับถูกของมีคมกรีดแทง แม่ทัพหนุ่มไม่ฟังคำปฏิเสธอีกต่อไป เขาพุ่งตัวเข้าไปคว้าเอวบางของนางรวบเข้าหาตัวด้วยความรวดเร็วก่อนที่นางจะทันได้ถอยหนี แรงปะทะทำให้ร่างของอวี้เหยาชนเข้ากับแผงอกกว้างที่หุ้มด้วยเกราะเหล็กแข็งกระด้าง แต่วินาทีต่อมา อ้อมแขนแกร่งนั้นกลับคลายออก เปลี่ยนเป็นโอบกอดนางไว้อย่างทะนุถนอมราวกับกลัวว่าสตรีในอ้อมกอดจะปลิดปลิวหายไป “ปล่อยนะ! ท่านเป็นบ้าอะไรอีกเล่า คนเขายังเจ็บอยู่นะ!” อวี้เหยาทุบกำปั้นเล็ก ๆ ลงบนอกเขาอย่างลืมตัว ความอัดอั้นตันใจที่สะสมมาทั้งหมดพรั่งพรูออกมาพร้อมกับหยาดน้ำตาที่ไหลรินอาบแก้ม “ใช่... ข้ามันบ้าไปแล้วจริง ๆ” จางหย่งกระซิบแผ่วเบาข้างใบหูของนาง ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดลาดไหล่บอบบางที่สั่นเทา ดวงตาคู่คมล้ำลึกทอดมองลงมาด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจปิด “ข้าบ้าที่ปล่อยให้คนอย่างเจ้าอยู่ที่นี่คนเดียว... และข้าก็บ้าที่ปล่อยให้ความรู้สึกบ้า ๆ นี้ เข้ามาควบคุมหัวใจตัวเองจนแทบคลั่งตั้งแต่วันแรกที่พบหน้าเจ้า” คำสารภาพที่หลุดออกมาจากปากของบุรุษผู้เย็นชาและไร้หัวใจมาตลอดชีวิต ทำให้เซี่ยอวี้เหยาชะงักงัน ลมหายใจของนางสะดุดกึก ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึง นางเงยหน้าขึ้นสบกับดวงตาคมกริบที่เต็มไปด้วยความจริงจังและห้วงอารมณ์ลึกซึ้งที่นางไม่เคยเห็นมาก่อน ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งสองลดลงจนเหลือเพียงลมหายใจกั้น จางหย่งโน้มใบหน้าลงมาหาช้า ๆ สายตาจับจ้องอยู่ที่ริมฝีปากอิ่มที่ยังคงมีคราบเลือดจาง ๆ ราวกับถูกสะกดจิต ขณะที่อวี้เหยาร่างกายแข็งทื่อ หัวใจเต้นรัวระรัวราวกับกลองศึกในอก สมองขาวโพลนจนคิดคำพูดจิกกัดอันใดไม่ออกอีกต่อไป ในจังหวะที่ริมฝีปากของทั้งคู่ห่างกันเพียงไม่ถึงคืบ และความรู้สึกทุกอย่างกำลังจะพุ่งทะยานเกินกว่าจะควบคุม... *ปัง! ปัง! ปัง!* เสียงทุบประตูด้านนอกดังสนั่นหวั่นไหว พร้อมกับเสียงตะโกนกระหืดกระหอบของหลี่กงกงที่ดังแทรกเข้ามาทำลายบรรยากาศทั้งหมดลงในพริบตา “ท่านแม่ทัพ! แย่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! ฝ่าบาททรงมีราชโองการด่วนที่สุดให้ท่านนำตัวคุณเซี่ยเข้าเฝ้าท้องพระโรงในเพลานี้... เกิดเรื่องใหญ่ที่ห้องทรงพระอักษรแล้วพ่ะย่ะค่ะ!” - เสี่ยวเถาฮวา -
สารจากนักเขียน (เสี่ยวเถาฮวา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านแม่ทัพผู้เย็นชากับสตรีที่รบด้วยฝีปาก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%