“กุ้ยเฟย... พระองค์ทรงแน่พระทัยแล้วหรือเพคะ ว่าจะใช้หมากตานี้ปิดเกมหม่อมฉัน”
น้ำเสียงของหลินหว่านเอ๋อร์ราบเรียบราวกับผิวน้ำในบึงใหญ่ไร้ลมพัด ทว่าทุกพยางค์ที่เปล่งออกมากลับคมกริบราวกับใบมีดที่อาบยาพิษ นางไม่ได้แม้แต่จะชายตามองถาดชาหอมกรุ่นตรงหน้า แต่ดวงตาดอกท้อคู่นั้นกลับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของสตรีผู้สูงศักดิ์แห่งตำหนักบูรพาอย่างไม่เกรงกลัว
กุ้ยเฟยเหม่ยหลินแย้มสรุปริมฝีปากที่ทาชาดสีแดงสด รอยยิ้มนั้นงดงามแต่กลับเยียบเย็นถึงขั้วกระดูก นางค่อยๆ ยกถาดชาขึ้นจิบช้าๆ ราวกับผู้ชนะที่กำลังดื่มด่ำกับความพินาศของเหยื่อ
“หลินหว่านเอ๋อร์... เจ้าช่างบังอาจนัก รู้ตัวหรือไม่ว่ากำลังพูดอยู่กับผู้ใด” เหม่ยหลินวางถาดชาลงกระทบโต๊ะไม้จันทน์เสียงดังสนั่น ลมหายใจของนางหอบกระชั้นด้วยความโกรธกรุ่นที่ถูกท้าทาย “เจ้าคิดว่าอาศัยความโปรดปรานเพียงชั่วคราวจากฝ่าบาท แล้วจะสามารถเหยียบย่ำหัวใจของเปิ่นกงได้รึ? ในวังหลังแห่งนี้ ใครกุมอำนาจที่แท้จริง เจ้าเองก็น่าจะรู้ดีแก่ใจ”
“อำนาจหรือเพคะ?” หว่านเอ๋อร์หัวנסในลำคอเบาๆ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขันนั้นกลับทำให้บรรยากาศภายในตำหนักอันหรูหราเย็นเยียบลงถนัดตา “อำนาจที่ได้มาจากการเหยียบย่างบนซากศพและความอยุติธรรม... พระองค์ทรงคิดจริงๆ หรือเพคะ ว่ามันจะยั่งยืน?”
สิ้นคำพูดของหว่านเอ๋อร์ ความเงียบงันอันน่าอึดอัดก็เข้าปกคลุมพื้นที่ทันที ข้ารับใช้และนางกำนัลในตำหนักต่างพากันก้มหน้าหลบสายตา ไม่มีใครกล้าหายใจแรง แม้แต่เสียงเข็มตกพื้นก็คงดังราวกับเสียงอสุนีบาต
แต่หว่านเอ๋อร์ไม่ได้มาเพื่อต่อปากต่อคำในห้องรับรองแห่งนี้... นางกวาดสายตาคมกริบสำรวจไปทั่วบริเวณ ร่างเพรียวระหงในชุดผ้าไหมปักลายหงส์เพลิงก้าวเดินช้าๆ อย่างมั่นคง ท่าทางของนางสง่างามราวกับพญาหงส์ที่กำลังตรวจตราอาณาเขต ปลายรองเท้าปักดิ้นทองย่างกรายผ่านแจกันโบราณ ม่านมุไหมโปร่งแสง และลึกลงไปถึงห้องทรงพระอักษรส่วนพระองค์ที่กุ้ยเฟยหวงแหนนักหนา
เหม่ยหลินขมวดคิ้วมุ่น ความตื่นตระหนกวูบผ่านดวงตาคู่สวยอย่างรวดเร็วก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความเย้ยหยัน “บังอาจ! ตำหนักแห่งนี้เป็นเขตพระฐานส่วนพระองค์ เจ้ามีสิทธิ์อันใดมาเดินตรวจตราตามอำเภอใจ!”
“หม่อมฉันไม่มีสิทธิ์เพคะ... แต่ ‘ราชโองการลับ’ ในมือของหม่อมฉัน มีสิทธิ์นั้นอย่างเต็มเปี่ยม” หว่านเอ๋อร์หยุดเดิน นางหันกลับมาเผชิญหน้าพร้อมกับชูแผ่นป้ายทองคำประทับตรามังกรขึ้นสูงในระดับสายตา
สีหน้าของกุ้ยเฟยเปลี่ยนเป็นซีดเผือดลงในทันที ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจระคนหวาดกลัว นางไม่คาดคิดว่าฮ่องเต้เฟยหลงจะทรงมอบอำนาจเด็ดขาดเช่นนี้ให้กับสตรีที่เขาเพิ่งรับเข้ามาในวังหลังได้ไม่นาน
หว่านเอ๋อร์ไม่รอให้คู่สนทนาได้ตั้งตัว นางส่งสัญญาณมือให้บรรดาราชองครักษ์หลวงที่ติดตามมาด้านหลังพังประตูห้องเก็บของลับด้านในสุดทันที เสียงไม้ลั่นเปรี๊ยะจากการงัดแงบดังขึ้นท่ามกลางเสียงกรีดร้องด้วยความตกใจของนางกำนัลคนสนิทของกุ้ยเฟย
“หยุดนะ! ใครกล้า! นี่คือตำหนักของเปิ่นกง ฝ่าบาทจะต้องไม่ปล่อยพวกเจ้าไว้แน่!” เหม่ยหลินพยายามก้าวเข้ามาขวาง แต่ถูกราชองครักษ์นายหนึ่งใช้ดาบกั้นขวางทางไว้ด้วยความเฉียบขาด
“ถอยไปเพคะ พระชายา” หว่านเอ๋อร์เอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าเด็ดเดี่ยวจนน่ากลัว “หากพระองค์ทรงบริสุทธิ์จริง ไฉนต้องตื่นตระหนกถึงเพียงนี้เล่าเพคะ?”
สิ้นเสียงของหว่านเอ๋อร์ ราชองครักษ์ผู้หนึ่งก็เดินก้าวออกมาจากห้องเก็บของลับ พร้อมกับแบกหีบไม้ขนาดใหญ่ที่ถูกปิดผนึกอย่างแน่นหนาออกมาวางไว้เบื้องหน้า เมื่อฝาหีบถูกเปิดออก กลิ่นอับชื้นของโลหะและคาวสนิมก็โชยคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
ภายในหีบนั้น... อัดแน่นไปด้วยดาบเหล็กกล้าชั้นดี ธนูอาบยาพิษ และตราประทับปลอมของกองกำลังพิทักษ์เมืองหลวง สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่เพียงสิ่งของต้องห้าม แต่พยานหลักฐานชิ้นสำคัญเหล่านี้คือ ‘หลักฐานกบฏ’ ที่มีโทษถึงประหารเจ็ดชั่วโคตร!
กุ้ยเฟยเหม่ยหลินทรุดฮวบลงกับพื้น ร่างกายสั่นเทาจนควบคุมไม่อยู่ สีหน้าที่เคยเย่อหยิ่งและงดงามบิดเบี้ยวด้วยความหวาดกลัวสุดขีด นางรู้ดีว่าเวลานี้ ต่อให้มีสิริโฉมงดงามปานใด หรือมีตระกูลขุนนางหนุนหลังมากแค่ไหน ก็ไม่อาจช่วยให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของความตายไปได้
“เจ้า... เจ้ามันปีศาจ... หลินหว่านเอ๋อร์ เจ้าจงใจใส่ร้ายเปิ่นกง!” เหม่ยหลินแผดเสียงกรีดร้องออกมาด้วยความคลุ้มคลั่ง มือเรียวพยายามตะกุยพื้นเข้าหาหว่านเอ๋อร์หมายจะทำร้าย ทว่ากลับถูกราชองครักษ์รวบตัวเอาไว้ได้อย่างทันท่วงที
หว่านเอ๋อร์ก้มมองสตรีผู้เป็นศัตรูตัวฉกาจที่กำลังดิ้นรนอยู่เบื้องล่างด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่ความสะใจ มีเพียงความเย็นชาและร่องรอยของความเจ็บปวดในอดีตที่สะท้อนอยู่ในแววตาคู่นั้น มารดาของนางต้องตายอย่างอยุติธรรมก็ด้วยฝีมือของคนกลุ่มนี้... และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการทวงคืนความยุติธรรมเท่านั้น
“ใส่ร้ายหรือเพคะ?” หว่านเอ๋อร์ย่อตัวลงกระซิบข้างหูของเหม่ยหลินด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาที่เยือกเย็นยิ่งกว่าสายลมฤดูหนาว “ของเหล่านี้... ซ่อนอยู่ใต้พื้นห้องที่บรรพบุรุษตระกูลเหม่ยของท่านเคยใช้ประชุมลับ... พระองค์ยังจะกล้าปฏิเสธอีกหรือเพคะ ว่าไม่เคยคิดทรยศแผ่นดิน?”
เหม่ยหลินตัวแข็งทื่อ ดวงตาเบิกโพลงค้างราวกับคนใกล้สิ้นใจ ความลับที่แม้แต่ฮ่องเต้ก็ยังไม่ล่วงรู้ ไฉนสตรีผู้นี้จึงล่วงรู้ได้อย่างละเอียดถี่ถ้วนถึงเพียงนี้
ในจังหวะที่ความเงียบงันและความตึงเครียดแผ่ซ่านไปทั่วตำหนักกุ้ยเฟยนั้นเอง...
เสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงอันคุ้นเคยก็ดังขึ้นจากด้านนอก พร้อมกับเสียงประกาศก้องของขันทีหน้าพระพักตร์ที่ทำให้ทุกคนในที่นั้นต้องคุกเข่าลงหมอบกราบด้วยความหวาดผวา
“ฮ่องเต้เสด็จ—!”
ร่างสูงสง่าในฉลองพระองค์สีทองอร่ามปักลายมังกรห้าเล็บก้าวพระบาทเข้ามาภายในตำหนักด้วยสีพระพักตร์ที่เรียบเฉยจนคาดเดาอารมณ์ไม่ได้ พระเนตรคมกริบกวาดมองหีบใส่อาวุธกบฏเบื้องหน้า ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างของกุ้ยเฟยที่กำลังสั่นเทา และสุดท้าย... ทอดพระเนตรตรงมายังหลินหว่านเอ๋อร์ที่ยืนสง่านิ่งอยู่เคียงข้างกองหลักฐาน
แต่ก่อนที่ใครจะได้เอ่ยปากทูลสิ่งใด ขันทีคนสนิทที่ติดตามเสด็จมาด้านหลังก็รีบก้าวเข้ามารายงานด้วยใบหน้าซีดเผือก พร้อมกับม้วนกระดาษลับฉบับหนึ่งในมือที่เพิ่งถูกค้นพบเพิ่มเติม
“ทูลฝ่าบาท... หม่อมฉันเพิ่งพบสาส์นลับฉบับนี้ ซ่อนอยู่ใต้หมอนบรรทมของกุ้ยเฟยพ่ะย่ะค่ะ... และ... และตราประทับที่ระบุชื่อผู้ส่ง... เป็นของแคว้นศัตรูทางเหนือพ่ะย่ะค่ะ!”
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและตกอยู่ในวังวนแห่งเล่ห์กลไปกับไป๋เหลียนฮวานะคะ
หงส์ผงาดบัลลังก์เลือด: น้ำตาแห่งการชำระแค้น•ตอนที่ 32
ร่องรอยของกบฏ
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์ผงาดบัลลังก์เลือด: น้ำตาแห่งการชำระแค้น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!