"ข้าไม่ได้ถามหาคำอธิบาย แต่ข้ากำลังถามหาวิธี... วิธีที่จะกำจัดเสี้ยนหนามชิ้นนี้ให้สิ้นซากโดยที่มือของฝ่าบาทไม่ต้องเปื้อนเลือด"
หลินหว่านเอ๋อร์เอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงันในตำหนักเย็น เสียงของนางราบเรียบดั่งผิวน้ำที่ไร้กระแสลม ทว่ากลับหนักแน่นราวกับค้อนเหล็กที่ตอกลงบนอกของฮ่องเต้เฟยหลง ผู้ซึ่งกำลังยืนหันหลังให้นางอยู่เบื้องหน้าภาพวาดมังกรที่ดูไร้ชีวิตชีวา
ฮ่องเต้เฟยหลงหมุนกายกลับมา ดวงตาคมปลาบดุจพญาอินทรีจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่ซ่อนความพายุไว้ภายใน "หว่านเอ๋อร์ เจ้าก็น่าจะรู้ดีว่าเหม่ยหลินมีฐานอำนาจของตระกูลขุนนางเก่าหนุนหลังอยู่ หากข้าหักหาญนางตอนนี้ บัลลังก์ที่เจ้าอุตส่าห์ช่วยข้าประคับประคองมาตลอดปีจะสั่นคลอนเพียงใด เจ้าเองก็เป็นคนคำนวณหมากกระดานนี้มากับมือ มิใช่หรือ?"
"หม่อมฉันคำนวณไว้แล้วเพคะ" นางก้าวเข้าไปใกล้ กลิ่นหอมจางๆ จากกายสาวมิได้ทำให้บุรุษตรงหน้าผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน เขากลับรู้สึกเหมือนมีบ่วงเชือกที่รัดรึงแน่นขึ้นทุกขณะ "สิ่งที่สั่นคลอนมิใช่บัลลังก์ แต่เป็นความใจอ่อนของฝ่าบาทต่างหาก กุ้ยเฟยเหม่ยหลินมิได้แค่ต้องการตำแหน่งฮองเฮา แต่นางต้องการดูดกลืนลมหายใจของราชวงศ์นี้เพื่อตระกูลของนางเอง ฝ่าบาทจะทรงรอให้ถึงวันที่มังกรถูกรัดคอจนสิ้นลมก่อนหรือเพคะ ถึงจะยอมรับว่าความเมตตาที่ทรงมีให้นางคือหายนะของแผ่นดิน"
เฟยหลงนิ่งงัน นิ้วเรียวยาวของเขาเคาะลงบนโต๊ะไม้จันทน์หอมเป็นจังหวะเชื่องช้า "เจ้ามีแผนการในใจแล้วสินะ บอกข้ามา... สิ่งที่เจ้าต้องแลกคืออะไร?"
หลินหว่านเอ๋อร์ขยับยิ้ม ทว่ามันเป็นยิ้มที่มิได้ไปถึงดวงตา นางหยิบปิ่นหยกที่เคยได้รับจากมารดาสมัยยังเยาว์วัยขึ้นมาลูบไล้ ความทรงจำถึงหยดเลือดของมารดาบนพื้นธรณีประตูบ้านตระกูลหลินยังคงแจ่มชัดทุกคราที่นางหลับตา "หม่อมฉันจะยอมรับความผิดแทนฝ่าบาทในสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น หม่อมฉันจะเป็นผู้สั่งการให้จัดการกุ้ยเฟยด้วยมือของตนเอง... และหลังจากนั้น ฝ่าบาทต้องทรงเนรเทศหม่อมฉันออกไปจากวังหลวงเสีย"
"เจ้ากำลังจะบอกให้ข้าตัดแขนข้างที่ถนัดที่สุดของข้าทิ้งหรือ!" สุรเสียงของฮ่องเต้ดุดันขึ้น ทรงคว้าข้อมือนางไว้แน่นจนหว่านเอ๋อร์รู้สึกได้ถึงแรงอารมณ์ที่พุ่งพล่าน "เจ้าก็รู้ว่าข้าอยู่ไม่ได้หากไร้เจ้าเคียงข้าง!"
"หากฝ่าบาทไม่ทรงทำเช่นนั้น พายุในครั้งนี้จะซัดจนบัลลังก์พังทลายเพคะ" หว่านเอ๋อร์สบตาเขาอย่างเด็ดเดี่ยว "ความรักหรือจะสู้ความถูกต้องของบ้านเมือง หม่อมฉันยอมเป็นนางมารร้ายที่ต้องจากไป เพื่อให้ฝ่าบาททรงเป็นฮ่องเต้ที่ราษฎรยกย่อง... นี่คือการตัดสินใจที่เจ็บปวดที่สุดของหม่อมฉัน และหม่อมฉันหวังว่าฝ่าบาทจะทรงรับรองด้วยชีวิต ว่าราชวงศ์จะยังคงอยู่และตระกูลหลินจะได้รับความเป็นธรรมหลังจากนี้"
บรรยากาศในห้องหนักอึ้งราวกับถูกถมด้วยตะกั่ว หว่านเอ๋อร์รู้ดีว่าการตัดสินใจครั้งนี้คือก้าวลงสู่เหวที่ไร้ก้นบึ้ง นางไม่ได้เพียงแค่สู้กับเหม่ยหลิน แต่กำลังสู้กับความรู้สึกลึกๆ ในใจที่ผูกพันกับชายผู้เป็นใหญ่ที่สุดในแผ่นดิน หากนางทำสำเร็จ อำนาจของเหม่ยหลินจะพังทลาย แต่ชื่อเสียงของนางก็จะถูกตราหน้าว่าเป็นสตรีร้ายกาจผู้ริษยาจนถึงขั้นต้องถูกเนรเทศ
"ข้าจะให้เวลาเจ้าตัดสินใจอีกครั้ง" เฟยหลงปล่อยมือแล้วหันหลังให้ "ข้าไม่อยากสูญเสียเจ้าไป แม้จะเป็นเพียงในนามก็ตาม"
"หม่อมฉันไม่มีเวลาแล้วเพคะ" หว่านเอ๋อร์คุกเข่าลง แผ่นหลังของนางยังคงเหยียดตรงดุจต้นไผ่ "เพราะเมื่อครู่นี้... ขันทีคนสนิทของกุ้ยเฟยเพิ่งนำยาพิษมาวางไว้ที่หน้าตำหนักของหม่อมฉัน เป็นนัยว่านางจะไม่ยอมปล่อยให้หม่อมฉันมีชีวิตรอดเกินข้ามคืนนี้เป็นแน่"
คำพูดนั้นทำเอาหัวใจของฮ่องเต้กระตุกวูบ ทรงหันกลับมามองใบหน้าของสตรีที่รักที่สุดด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูตำหนักก็ดังขึ้นสามครั้งสม่ำเสมอ เป็นรหัสลับที่หว่านเอ๋อร์กำหนดไว้กับองครักษ์เงา แต่นี่ไม่ใช่เวลาที่ควรจะมีใครมาหา...
"ฝ่าบาทเพคะ!" เสียงขันทีหน้าห้องแว่วเข้ามาด้วยความร้อนรน "เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ กุ้ยเฟยเหม่ยหลิน... นางเสด็จมาที่หน้าตำหนักของพระสนมหลินพร้อมกับกองกำลังทหารรักษาการณ์ โดยอ้างว่าพระสนมหลินซ่องสุมอาวุธคิดกบฏในวังหลังเวลานี้เพคะ!"
หว่านเอ๋อร์ลุกขึ้นยืนช้าๆ แววตาของนางแปรเปลี่ยนเป็นความเยือกเย็นดุจน้ำแข็ง นางกระซิบผ่านริมฝีปากที่สั่นระริกทว่าเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น "ดูเหมือนว่าโชคชะตาจะไม่ให้เวลาเราได้เลือกแล้วเพคะฝ่าบาท... เลือดต้องล้างด้วยเลือด... ไม่ใช่ของข้า ก็ต้องเป็นของนาง"
นางหยิบกริชที่ซ่อนไว้ใต้แขนเสื้อออกมา ก่อนจะเดินตรงไปยังประตูตำหนักโดยไม่หันกลับไปมองบุรุษผู้ครองบัลลังก์ที่ยังคงยืนนิ่งงัน ราวกับถูกตรึงไว้ด้วยมวลความรู้สึกที่แตกสลาย ประตูบานใหญ่ถูกเปิดออกด้วยแรงผลักจากภายนอก ร่างของกุ้ยเฟยเหม่ยหลินในชุดสีแดงเพลิงปรากฏขึ้นพร้อมรอยยิ้มเย้ยหยันที่มุมปาก ในมือของนางถือราชโองการปลอมที่อ้างสิทธิ์ในการเข้าจับกุมตัวหว่านเอ๋อร์โดยตรง
หว่านเอ๋อร์จ้องมองเหม่ยหลินด้วยสายตาที่ทำให้ศัตรูถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง นางก้าวเดินออกไปเผชิญหน้าท่ามกลางดาบที่ชี้มาทางนางนับสิบเล่ม ความตายอยู่ห่างออกไปเพียงแค่ลมหายใจ แต่ก้าวต่อไปที่นางจะเดินคือการเดิมพันด้วยชีวิตของทุกคนที่นางรัก... ร่างของหว่านเอ๋อร์เดินผ่านเงาของฮ่องเต้ไปโดยไม่หันกลับมา แต่นางก็มิได้สังเกตเห็นเลยว่า ในความมืดมิดของมุมห้องด้านหลังพระที่นั่ง ร่างของใครบางคนเพิ่งจะขยับกายและสอดประสานดาบเข้ากับฝักเสียงดังเคร้ง... เงาคนผู้นั้นมิใช่ใครอื่น แต่เป็นท่านอ๋องผู้ที่ควรจะถูกเนรเทศไปชายแดนเมื่อเดือนก่อน
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและตกอยู่ในวังวนแห่งเล่ห์กลไปกับไป๋เหลียนฮวานะคะ
หงส์ผงาดบัลลังก์เลือด: น้ำตาแห่งการชำระแค้น•ตอนที่ 33
การตัดสินใจที่เจ็บปวด
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์ผงาดบัลลังก์เลือด: น้ำตาแห่งการชำระแค้น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!