“ฝ่าบาททรงคิดหรือเพคะ ว่าการที่หม่อมฉันดึงดันจะเก็บรักษาตราประทับชิ้นนี้ไว้ ทั้งที่ท่านรู้ว่ามันคือหลักฐานมัดตัวตระกูลหลิน คือความโง่เขลา... หรือคือความอาฆาต?”
หลินหว่านเอ๋อร์วางตราหยกแกะสลักลวดลายวิหคเพลิงที่แตกร้าวลงบนโต๊ะไม้จันทน์หอม เสียงกระทบเบาหวิวแต่กลับดังก้องไปทั่วตำหนักทรงพระอักษรที่เงียบเชียบ นางไม่หลบสายตาคมกริบของบุรุษผู้ครองแผ่นดินที่กำลังจ้องมองนางด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก
ฮ่องเต้เฟยหลงวางพู่กันในมือลง ช้าๆ ทว่าหนักแน่น สายตาของพระองค์เคลื่อนจากตราหยกมาหยุดที่ดวงตาเรียวรีของหญิงสาวเบื้องหน้า “เจ้ากำลังทดสอบความอดทนของข้า หรือกำลังทดสอบความเชื่อใจที่ข้ามีต่อเจ้ากันแน่ หว่านเอ๋อร์?”
“ทั้งสองอย่างเพคะ” นางตอบรับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความหวั่นเกรง “หากหม่อมฉันทำลายมันทิ้งเสียตั้งแต่วันที่ท่านแม่สิ้นใจ หม่อมฉันคงไม่มีวันรู้ว่าใครกันแน่ที่อยู่เบื้องหลังยาพิษถ้วยนั้น แต่หากหม่อมฉันนำมันไปถวายฝ่าบาทตั้งแต่วันแรกที่เข้าวัง... หม่อมฉันคงตายไปก่อนจะได้เห็นหน้าท่านด้วยซ้ำ”
บรรยากาศในตำหนักบีบคั้นราวกับอากาศถูกสูบออกจนหมดสิ้น กุ้ยเฟยเหม่ยหลินที่แอบซุ่มมองจากหลังม่านฉากถึงกับกำหมัดแน่น เล็บจิกเข้าเนื้อจนโลหิตซึม นางไม่คิดว่าหว่านเอ๋อร์จะกล้าเปิดเผยไพ่ตายออกมาเช่นนี้ ในวันที่ฮ่องเต้ทรงระแวงตระกูลหลินถึงขีดสุด
“เจ้าฉลาดนักที่เลือกเวลาเช่นนี้” เฟยหลงลุกขึ้นยืน ร่างสูงสง่าก้าวเข้ามาใกล้จนหว่านเอ๋อร์สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายบุรุษเพศที่คุ้นเคย พระองค์เชยคางนางขึ้น แววตาที่เคยเย็นชาประดุจน้ำแข็งในฤดูเหมันต์กลับไหวระริกด้วยความรู้สึกบางอย่าง “เจ้าเอาหลักฐานที่อาจประหารทั้งตระกูลมาวางตรงหน้าข้า เพื่อจะบอกว่าเจ้ายอมทิ้งทุกอย่างเพื่อความจริง... หรือเพื่อข้า?”
หว่านเอ๋อร์หัวเราะเบาๆ ในลำคอ แต่ในดวงตากลับมีความเศร้าสร้อยวูบผ่าน “ฝ่าบาททรงทราบดีว่าหม่อมฉันไม่ใช่สตรีใสซื่อ การที่หม่อมฉันดึงดันจะเปิดโปงความฉ้อฉลของตระกูลตนเอง ก็เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า แม้หม่อมฉันจะเกิดในตระกูลที่ต่ำช้า แต่หัวใจของหม่อมฉัน... ไม่ได้แปดเปื้อนความโสมมเหล่านั้น”
นางเขยิบกายเข้าไปใกล้จนหน้าผากเกือบชิดกัน กระซิบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนที่แฝงด้วยความเจ็บปวด “หม่อมฉันทุ่มเททุกอย่าง แม้กระทั่งการเสี่ยงตายในคืนที่ฝ่าบาทถูกลอบปลงพระชนม์ที่อุทยานหลวง เพื่ออะไรหรือเพคะ? ก็เพื่อรักษารอยร้าวในวังหลังนี้ไว้... เพื่อรักษาสิ่งที่ท่านให้ความสำคัญที่สุด... นั่นคือบ้านเมือง และตัวท่าน”
เฟยหลงชะงัก ลมหายใจพระองค์ติดขัด พระองค์ไม่เคยลืมภาพสตรีตรงหน้าในคืนนั้น ร่างกายที่โชกเลือดจากการเอาตัวเข้าบังคมของพระองค์ยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำ วันนี้ พระองค์เพิ่งตระหนักได้ว่า ที่ผ่านมาพระองค์เอาแต่ใช้ความรักเป็นเครื่องมือคัดกรองคน จนเกือบทำลายดอกไม้ที่งดงามและภักดีที่สุดในสวนไปเสียแล้ว
ขณะที่ความเงียบกำลังทำหน้าที่แทนคำสารภาพรักที่หนักแน่น เหม่ยหลินที่ทนดูอยู่ไม่ได้ก็ก้าวออกมาจากหลังม่าน แววตาของนางกร้าวด้วยความโกรธจัด “หว่านเอ๋อร์! เจ้าช่างเป็นสตรีที่ร้ายกาจนัก วางแผนล่อลวงฝ่าบาทด้วยเรื่องน่าเวทนาเช่นนี้หรือ!”
หว่านเอ๋อร์หันกลับไปเผชิญหน้ากับกุ้ยเฟยด้วยรอยยิ้มเยือกเย็น “เรื่องน่าเวทนาหรือเพคะกุ้ยเฟย? หรือท่านกำลังกลัวว่า... ตราหยกชิ้นนี้จะเผยให้เห็นว่า ใครกันแน่ที่เป็นผู้บงการสั่งยาพิษในวันนั้น?”
กุ้ยเฟยหน้าถอดสี ถอยหลังไปก้าวหนึ่งก่อนจะหันไปทางฮ่องเต้ “ฝ่าบาท อย่าได้หลงเชื่อคำลวงของนาง นางมันก็แค่สุนัขจิ้งจอกที่รอคอยเวลาจะแว้งกัด!”
ฮ่องเต้เฟยหลงปรายตามองเหม่ยหลินด้วยสายตาที่ทำให้คนมองรู้สึกเหมือนถูกเฉือนด้วยใบมีด “ข้าให้เวลาเจ้ามากมายในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ แต่เจ้ากลับเลือกที่จะเหยียบย่ำความเชื่อใจของข้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า”
“ฝ่าบาท!” เหม่ยหลินร้องลั่น
“ไป๋หลิง!” ฮ่องเต้เอ่ยเรียกขันทีคนสนิทด้วยสุ้มเสียงที่ทรงอำนาจที่สุด “จับกุมตัวกุ้ยเฟยไปกักบริเวณที่ตำหนักเย็น ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและสายสัมพันธ์ทั้งหมดของตระกูลเหม่ยให้ละเอียดที่สุด ห้ามมิให้ผู้ใดเข้าเยี่ยมโดยไม่ได้รับอนุญาต!”
กุ้ยเฟยถูกลากตัวออกไปท่ามกลางเสียงกรีดร้องที่ค่อยๆ แผ่วหายไป หว่านเอ๋อร์ยืนนิ่งมองเหตุการณ์ด้วยหัวใจที่สงบลง แต่แล้วมือหนาก็คว้าข้อมือนางไว้แน่น
“เจ้าคิดว่าจะจบเรื่องนี้ได้ง่ายๆ เช่นนั้นหรือ หว่านเอ๋อร์?” เฟยหลงก้มลงกระซิบข้างหูนาง เสียงของพระองค์สั่นเครือเล็กน้อย “เจ้าช่วยชีวิตข้า เจ้าเปิดโปงศัตรูให้ข้า แต่เจ้ากลับเตรียมตัวจะจากไปตั้งแต่วันที่ความจริงปรากฏ... อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ว่าเจ้าจ้างคนเตรียมรถม้าไว้ที่ประตูทิศเหนือตั้งแต่วันนี้”
หว่านเอ๋อร์ตัวแข็งทื่อ คำพูดของนางที่ว่า ‘การกลับมาของความรัก’ นั้นไม่ได้หมายถึงความรักระหว่างเขากับนาง แต่มันคือการที่เขากลับมามีหัวใจที่เฉียบคมจนมองทะลุแผนการของนางได้อีกครั้ง!
“ฝ่าบาท... หม่อมฉัน...”
“ไม่ว่าใครจะตาย ใครจะรุ่งเรือง แต่ในวังแห่งนี้... เจ้าไม่มีวันได้ออกไปจากกรงทองของข้าจนกว่าข้าจะอนุญาต” พระองค์กระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น พลางหยิบมีดสั้นที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อของนางออกมาแล้วโยนทิ้งไปข้างๆ “เจ้าเก่งกาจในการสร้างรอยร้าว แต่จงจำไว้ว่า... ข้าคือคนเดียวที่จะสมานแผลเหล่านั้น หรือเป็นคนเดียวที่จะฝังกลบมันไปพร้อมกับเจ้า”
ทันใดนั้น เสียงทหารองครักษ์หน้าประตูตำหนักก็ดังขึ้นพร้อมเสียงตะโกนแจ้งเหตุ “ฝ่าบาท! เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่คลังหลวงพะยะค่ะ! และดูเหมือน... จะมีคนเห็นราชองครักษ์ประจำตัวของเจ้าจอมหว่านเอ๋อร์เป็นคนวางเพลิง!”
หว่านเอ๋อร์เบิกตากว้าง แผนการที่นางวางไว้ถูกใครบางคนปั่นหัวให้กลายเป็นวิกฤตที่ใหญ่กว่าเดิม
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านเล่ห์กลอันซับซ้อนในวังหลังกับไป๋เหลียนฮวานะคะ
หงส์ผงาดบัลลังก์เลือด: น้ำตาแห่งการชำระแค้น•ตอนที่ 35
การกลับมาของความรัก
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์ผงาดบัลลังก์เลือด: น้ำตาแห่งการชำระแค้น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!