"หากเจ้าคิดว่าการกำจัดสุนัขรับใช้ที่จงรักภักดีที่สุดของข้า จะทำให้ข้าไร้เขี้ยวเล็บในคืนนี้... เจ้าก็ประเมินค่าของ 'ความแค้น' ต่ำเกินไปแล้ว เหม่ยหลิน"
เสียงของหลินหว่านเอ๋อร์ราบเรียบราวกับผิวน้ำในบ่อนิ่ง ทว่าแววตาที่จ้องมองไปยังแผ่นหลังของกุ้ยเฟยเหม่ยหลินที่ยืนหันหลังให้กลางตำหนักคุนหนิงนั้น กลับคมกริบดุจใบมีดที่เพิ่งชักออกจากฝัก นางไม่ได้ขยับกายไปไหน เพียงแต่จิบชาหอมกรุ่นที่บัดนี้กลายเป็นเพียงน้ำเย็นชืดในความรู้สึก
เหม่ยหลินค่อยๆ หันกลับมา ริมฝีปากที่แต้มชาดสีสดคลี่ยิ้มเหยียดหยาม "ความแค้นหรือ? เจ้าควรเรียกว่า 'ชะตากรรม' มากกว่า หว่านเอ๋อร์... คืนนี้เมื่อจันทร์ลับฟ้า เลือดจะนองพื้นวังหลวง และคนที่จะได้นั่งบนบัลลังก์หงส์เคียงข้างฝ่าบาท จะไม่ใช่หญิงสาวที่ไร้หัวนอนปลายเท้าเช่นเจ้า"
"บัลลังก์ที่สร้างขึ้นจากเลือดและหยาดน้ำตาของผู้บริสุทธิ์ จะมั่นคงได้นานเพียงใดกัน?" หว่านเอ๋อร์วางถ้วยชาลงบนโต๊ะไม้จันทน์เสียงดังเคร้ง—จังหวะที่เงียบสงัดราวกับเข็มนาฬิกาหยุดเดิน "ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อโต้เถียงเรื่องอำนาจ แต่ข้ามาเพื่อเตือน... ว่าหมากตัวสุดท้ายที่เจ้าถืออยู่ในมือ บัดนี้มันได้กลายเป็นยาพิษที่ย้อนกลับมาทำร้ายเจ้าเองแล้ว"
เหม่ยหลินหัวเราะร่วน ดังกังวานไปทั่วโถงกว้าง "ข้ามีกองกำลังองครักษ์รักษาพระองค์ในมือ มีขุนนางครึ่งราชสำนักหนุนหลัง ฮ่องเต้ที่ข้ากุมหัวใจไว้ด้วยความเสน่หา เจ้าเอาอะไรมามั่นใจว่าเจ้าจะชนะ?"
หว่านเอ๋อร์ลุกขึ้นยืนช้าๆ ชุดฉลองพระองค์สีม่วงเข้มสะบัดพริ้วตามจังหวะก้าวเดิน นางเดินตรงไปหยุดอยู่ตรงหน้าเหม่ยหลิน ระยะห่างเพียงไม่กี่ชุ่น กลิ่นหอมจางๆ จากกายของนางทำให้เหม่ยหลินเผลอถอยกรูดด้วยความไม่ไว้ใจ
"ความรักของฝ่าบาทหรือ?" หว่านเอ๋อร์กระซิบแผ่วเบาที่ข้างหูอีกฝ่าย "เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าบุรุษที่รักอำนาจยิ่งกว่าลมหายใจอย่างเฟยหลง... จะยอมให้สตรีใดมามีอำนาจเหนือกว่าเขาจริงๆ หรือไม่? เจ้าเป็นเพียงหมากตัวที่เขาใช้คัดกรองขุนนางกบฏ... และเมื่อจบงานเลี้ยงในคืนนี้ เจ้าก็จะเป็นเพียงเศษซากที่เขาต้องกวาดทิ้งเพื่อรักษาภาพลักษณ์ของโอรสสวรรค์"
เหม่ยหลินชะงัก สายตาที่เคยหยิ่งผยองสั่นไหววูบหนึ่ง แต่ก่อนที่นางจะทันได้เอ่ยอะไร แสงคบเพลิงจากภายนอกตำหนักก็สว่างวาบขึ้นพร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักๆ ของกองทัพนับร้อยที่กำลังโอบล้อมวังหลังเอาไว้
หว่านเอ๋อร์ไม่รอช้า นางหันหลังกลับเดินไปที่หน้าต่าง บานหน้าต่างไม้แกะสลักถูกเปิดออก เผยให้เห็นท้องฟ้าที่บัดนี้เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานดุจเลือด "เริ่มแล้วสินะ... กองทัพของตระกูลเจ้าที่หวังจะยึดอำนาจในคืนนี้ แท้จริงแล้วกำลังเดินเข้าสู่กับดักที่ฝ่าบาทวางไว้ให้ตั้งแต่ต้น"
"เจ้าพูดอะไร!" เหม่ยหลินปราดเข้ามากระชากแขนหว่านเอ๋อร์ "ฝ่าบาททรงอยู่ฝ่ายข้า!"
หว่านเอ๋อร์แค่นยิ้ม เย็นชาจนคนมองต้องหนาวสะท้าน "เขาส่งสาส์นลับถึงแม่ทัพใหญ่ตั้งแต่วันที่เจ้าเริ่มเคลื่อนไหวแล้วเหม่ยหลิน กองกำลังของเจ้าที่เข้ามาในเขตพระราชฐาน จะถูกกวาดล้างจนไม่เหลือซาก และเจ้า... ในฐานะหัวหน้ากบฏ จะถูกตอกย้ำด้วยความผิดที่ว่า 'บังอาจวางยาพิษฮ่องเต้' ไม่ใช่เพื่อช่วงชิงอำนาจ แต่เพื่อแก้แค้นให้ตระกูลที่ล่มสลายของเจ้าเอง"
เหม่ยหลินหน้าถอดสี มือที่สั่นเทาปล่อยแขนหว่านเอ๋อร์ออก นางถอยหลังไปพิงเสาไม้สลักลายมังกร ลมหายใจเริ่มติดขัด "ไม่จริง... เขาไม่มีทางทำแบบนั้น เขาบอกว่ารักข้า..."
"ความรักในวังหลังคือสิ่งไร้ค่าที่สุด หากมันมาพร้อมกับราคาที่ต้องแลกด้วยบัลลังก์" หว่านเอ๋อร์ก้าวถอยห่างออกมา นางมองเห็นเงาร่างหนึ่งที่ยืนนิ่งอยู่หน้าประตูตำหนัก เงาร่างนั้นสวมชุดเกราะเต็มยศ มือข้างหนึ่งกุมด้ามดาบแน่น แววตาของฮ่องเต้เฟยหลงที่จ้องมองมายังเหม่ยหลินนั้น ไร้ซึ่งความปรานี มีเพียงความเย็นชาของจักรพรรดิผู้เด็ดขาด
"ฝ่าบาท..." เหม่ยหลินครางชื่อคนรักออกมาด้วยเสียงแผ่วเบา ร่างกายสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้
เฟยหลงก้าวเข้ามาในห้อง กลิ่นคาวเลือดที่ติดมากับเกราะของเขาทำให้นางอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก เขามองข้ามร่างของเหม่ยหลินไปหยุดที่หว่านเอ๋อร์ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ทำลายความหวังสุดท้ายของกุ้ยเฟยสาว
"หว่านเอ๋อร์... เจ้าทำได้ดีมาก ทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่เจ้าวางไว้" เขามองเหม่ยหลินด้วยสายตาที่เปรียบเสมือนมองก้อนกรวดข้างทาง "นางเป็นผู้ทรยศ และสมควรได้รับโทษทัณฑ์ตามกฎหมายสูงสุด... เจ้าจะจัดการอย่างไรกับนางดี หวงกุ้ยเฟย?"
หว่านเอ๋อร์หันมาสบตาเฟยหลง นัยน์ตาของนางไม่ได้มีความยินดี มีเพียงความเงียบงันที่ลึกซึ้งดุจห้วงมหาสมุทร นางเดินเข้าไปใกล้เฟยหลง หยิบมีดสั้นที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อออกมา ก่อนจะยื่นไปตรงหน้าเขา ไม่ใช่เพื่อทำร้าย แต่เพื่อเป็นเครื่องยืนยันถึงความภักดีที่เขาต้องการเห็น
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าขององครักษ์หลวงที่กรูเข้ามานับสิบชีวิตก็ดังก้องขึ้น พร้อมกับแม่ทัพใหญ่ผู้ที่ควรจะอยู่แนวหน้า แต่บัดนี้กลับเดินเข้ามาพร้อมดาบอาบเลือดในมือ เขาไม่ได้มุ่งตรงไปที่เหม่ยหลิน... แต่มุ่งมาที่ 'หว่านเอ๋อร์' โดยตรง!
เฟยหลงเบิกตากว้าง ทันใดนั้นเขาก็ชักดาบออกมาขวางหน้าหว่านเอ๋อร์ไว้ แต่ทว่าปลายดาบของแม่ทัพหลวงกลับไม่ได้หมายเอาชีวิตนาง หากแต่เป็นรอยยิ้มที่เหยียดยันก่อนจะเอ่ยคำพูดที่เปลี่ยนทุกอย่างไปตลอดกาล
"ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ... แผนการของพระองค์ล้มเหลวตั้งแต่นาทีที่ 'หว่านเอ๋อร์' สั่งให้ข้าทรยศพระองค์แล้ว!"
ความเงียบเข้าปกคลุมทันที ความจริงที่น่าสะพรึงกลัวเปิดเผยออกมาว่า หมากตัวสุดท้ายที่หว่านเอ๋อร์ซ่อนไว้ ไม่ใช่เหม่ยหลิน... แต่คือตัวฮ่องเต้เอง!
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านเล่ห์กลอันซับซ้อนในวังหลังกับไป๋เหลียนฮวานะคะ
หงส์ผงาดบัลลังก์เลือด: น้ำตาแห่งการชำระแค้น•ตอนที่ 36
หมากตัวสุดท้าย
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์ผงาดบัลลังก์เลือด: น้ำตาแห่งการชำระแค้น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!