“เจ้ากล้าดียังไงถึงก้าวเท้าเข้ามาในตำหนักคุนหนิงด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความจองหองเช่นนี้!”
เสียงแหลมสูงของกุ้ยเฟยเหม่ยหลินกรีดผ่านอากาศราวกับคมมีด นางเขวี้ยงถ้วยชาเคลือบหยกในมือลงบนพื้นจนแตกกระจาย เศษกระเบื้องคมกริบกระเด็นไปเฉือนเข้าที่ชายกระโปรงของหลินหว่านเอ๋อร์ ทว่าหญิงสาวร่างบางกลับยืนนิ่งสนิท ใบหน้าเรียบเฉยดุจผิวน้ำในบึงลึกที่ไร้แรงลมพัดผ่าน ดวงตาคู่สวยหรี่ลงเล็กน้อย มองซากถ้วยชาที่แหลกเหลวด้วยสายตาว่างเปล่า
“หม่อมฉันเพียงแต่มารับพระราชโองการตามคำสั่งฝ่าบาท มิได้มีเจตนาจะมาทำลายความสำราญของกุ้ยเฟยเจ้าค่ะ” หว่านเอ๋อร์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าก้องกังวานในความเงียบงันของโถงใหญ่
เหม่ยหลินแค่นหัวเราะ เสียงนั้นแห้งแล้งและเต็มไปด้วยไอสังหาร นางก้าวลงจากแท่นประทับ เดินตรงเข้ามาใกล้หว่านเอ๋อร์จนสัมผัสได้ถึงกลิ่นกำยานราคาแพงที่อบอวลอยู่รอบกาย “พระราชโองการ? แค่เลื่อนขั้นเป็นสนมชั้น ‘ฉางจ้าย’ ถึงกับทำให้เจ้าหลงลืมฐานะกำพืดของตนเองเชียวหรือ? นางข้ารับใช้ที่ไต่เต้าขึ้นมาจากกองผ้า คิดหรือว่าชุดแพรพรรณใหม่เอี่ยมจะลบกลิ่นคาวโคลนตมที่ติดตัวเจ้ามาได้!”
หว่านเอ๋อร์เงยหน้าขึ้น สบตากับสตรีผู้กุมอำนาจในวังหลังอย่างไม่เกรงกลัว มุมปากของนางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ ที่ดูคล้ายจะเย้ยหยันแต่ก็ซ่อนความนัยล้ำลึกเอาไว้ “กลิ่นคาวโคลนตมนั้น ล้างออกได้ยากก็จริงเจ้าค่ะ แต่หากขัดเกลาด้วยความอดทนและสติปัญญา หม่อมฉันเชื่อว่าไม่นาน... กลิ่นนั้นอาจจะหอมอบอวลจนกลบกลิ่นกำยานที่พระสนมโปรดปรานไปหมดสิ้น ก็เป็นได้นะเจ้าคะ”
“เจ้า!” เหม่ยหลินเงื้อมือขึ้น หมายจะตบหน้าหญิงสาวที่บังอาจยอกย้อนนางต่อหน้าเหล่านางกำนัล
ทว่าก่อนที่ฝ่ามือนั้นจะกระทบผิวแก้ม เสียงทุ้มต่ำและกังวานที่แฝงไปด้วยอำนาจล้นฟ้าก็ดังขัดจังหวะขึ้นจากหน้าประตูตำหนัก
“ดูท่าทางตำหนักคุนหนิงในวันนี้จะดูคึกคักเป็นพิเศษนะ เหม่ยหลิน”
ฮ่องเต้เฟยหลงเสด็จเข้ามาพร้อมองครักษ์ติดตาม รัศมีแห่งมังกรที่แผ่ออกมาทำให้บรรยากาศภายในห้องเปลี่ยนจากร้อนระอุเป็นความกดดันที่บีบคั้นหัวใจ เหม่ยหลินรีบชักมือกลับแล้วเปลี่ยนสีหน้าเป็นอ่อนหวานดุจน้ำผึ้งอาบยาพิษในทันที นางย่อกายลงกราบถวายบังคมด้วยกิริยาที่งดงามที่สุด
“ฝ่าบาท... หม่อมฉันเพียงแต่กำลังสั่งสอนกฎระเบียบวังกงแก่สนมใหม่ที่ยังอ่อนหัดอยู่เพคะ”
เฟยหลงเดินผ่านร่างของเหม่ยหลินไปโดยไม่แม้แต่จะชายตามอง เขาหยุดยืนข้างกายหว่านเอ๋อร์ ก่อนจะใช้ปลายนิ้วเชยคางนางขึ้นช้าๆ สายตาของฮ่องเต้ที่มองมานั้นลึกซึ้งเกินกว่าที่ใครจะคาดเดา “อ่อนหัดหรือ? ข้ากลับเห็นว่านาฏกรรมที่นางแสดงออกเมื่อครู่นี้... ช่างน่าสนใจกว่าการนั่งปักผ้าในตำหนักเงียบๆ เป็นไหนๆ”
หว่านเอ๋อร์หลุบตาลงต่ำ หลบสายตาคมกริบนั้น “ฝ่าบาททรงล้อเล่นแล้วเพคะ หม่อมฉันเพียงแค่พูดในสิ่งที่ควรพูดเท่านั้น”
“ความจริงเป็นสิ่งที่พูดง่ายที่สุด แต่ทำยากที่สุด” เฟยหลงกล่าวพลางหันไปมองเหม่ยหลินที่ยืนตัวสั่นด้วยความโกรธที่ถูกเมิน “วันนี้ข้ามาเพื่อแจ้งให้ทราบว่า หว่านเอ๋อร์... หรือในนามใหม่คือ ‘หลินฉางจ้าย’ จะได้รับหน้าที่ดูแลคลังสมบัติหลวงชั่วคราวแทนตำแหน่งของพระสนมเจาอี๋ที่เพิ่งลาป่วยไป”
ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วทั้งตำหนัก เหม่ยหลินเบิกตากว้างจนแทบถลน ตำแหน่งดูแลคลังสมบัติไม่ใช่แค่เรื่องของการจัดเก็บ แต่คืออำนาจในการอนุมัติเบี้ยหวัดและเสบียงของทั้งวังหลัง! นั่นหมายความว่าหลินหว่านเอ๋อร์ได้ก้าวเข้ามาเหยียบเส้นตายของนางโดยสมบูรณ์
“ฝ่าบาท! ทรงทำเช่นนี้... นางเป็นเพียงสนมชั้นต่ำ จะไปเข้าใจบัญชีลับที่ซับซ้อนได้อย่างไรกันเพคะ!” เหม่ยหลินท้วงเสียงสั่น
หว่านเอ๋อร์เหลือบมองกุ้ยเฟยด้วยแววตาเย็นเยียบ “กฎของวังกงอาจจะซับซ้อนเจ้าค่ะ แต่กฎของการเอาตัวรอด... หม่อมฉันเรียนรู้ได้เร็วกว่าที่พระสนมคิดมากนัก”
เฟยหลงหัวเราะในลำคออย่างพอใจ เขาก้าวเดินออกจากตำหนักไป ทิ้งให้หว่านเอ๋อร์เผชิญหน้ากับสายตาอาฆาตแค้นของเหล่านางในและกุ้ยเฟยเพียงลำพัง ทว่าในจังหวะที่หว่านเอ๋อร์กำลังจะหมุนตัวเดินจากไป เสียงกระซิบที่แผ่วเบาจากเหม่ยหลินก็ลอดเข้าสู่โสตประสาท
“อย่าได้ใจไปนัก หว่านเอ๋อร์... เพราะจดหมายฉบับที่ข้าส่งไปถึงสกุลหลินเมื่อเช้านี้ จะทำให้เจ้าได้รู้ว่า ‘คนตาย’ ที่เจ้าฝังไว้ในอดีต จริงๆ แล้วยังไม่ตายไปเสียทีเดียว”
ร่างของหว่านเอ๋อร์แข็งทื่อดุจถูกสาป สายตาของนางที่เคยเย็นชาบัดนี้สั่นไหวอย่างรุนแรง ความทรงจำถึงมารดาที่เสียชีวิตอย่างเป็นปริศนาผุดขึ้นมาในหัวราวกับภาพหลอน หญิงสาวหมุนตัวกลับมามองเหม่ยหลินอย่างช้าๆ มือทั้งสองข้างกำแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อจนห้อเลือด
“พระสนม... หมายความว่าอย่างไร?”
เหม่ยหลินแสยะยิ้มที่มุมปากอย่างผู้ชนะ นางเดินเฉียดไหล่ของหว่านเอ๋อร์ไปพลางกระซิบข้างหู “หากอยากรู้ความจริง ว่าทำไมแม่ของเจ้าถึงต้องตายด้วยน้ำมือของ ‘คนใกล้ตัว’... คืนนี้ที่ศาลาจันทร์แรม ข้าจะรอเจ้าอยู่เพียงลำพัง”
ทันทีที่เหม่ยหลินเดินจากไป หว่านเอ๋อร์ก็ทรุดตัวลงคุกเข่าท่ามกลางสายตาเยาะเย้ยของนางกำนัลในตำหนัก มือที่สั่นเทาหยิบจี้หยกประจำตัวมารดาออกมาดู มันเป็นสิ่งเดียวที่นางมีไว้เพื่อเตือนใจถึงความแค้น ทว่าในวินาทีที่แสงอาทิตย์ยามเย็นส่องกระทบจี้หยกนั้น... นางกลับเห็นรอยร้าวเล็กๆ ที่เผยให้เห็นกระดาษชิ้นบางที่ถูกซ่อนไว้ภายในมานานนับปี
มันไม่ใช่กระดาษธรรมดา แต่เป็นตราประทับลับของ ‘องค์ชายสาม’ ผู้ที่ควรจะสิ้นพระชนม์ไปตั้งแต่สิบปีก่อน!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปสู่ความลับที่กำลังจะถูกเปิดเผยในตอนต่อไปนะคะ
หงส์ผงาดบัลลังก์เลือด: น้ำตาแห่งการชำระแค้น•ตอนที่ 5
ตำแหน่งที่ไม่คาดฝัน
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์ผงาดบัลลังก์เลือด: น้ำตาแห่งการชำระแค้น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!