“เจ้ากล้าดียังไงถึงได้เก็บของสิ่งนี้ไว้กับตัว... หว่านเอ๋อร์ เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าที่นี่คือวังหลัง ไม่ใช่สถานที่สำหรับสะสมขยะที่นำภัยมาสู่ชีวิต!”
เสียงตวาดแผ่วเบาแต่ก้องกังวานด้วยแรงอารมณ์ไม่ได้มาจากใครอื่น นอกจาก ‘เยี่ยเฉิน’ ขันทีคนสนิทที่หว่านเอ๋อร์ไว้ใจที่สุด เขารีบคว้ากระดาษแผ่นนั้นไปจากมือหญิงสาวก่อนจะซ่อนมันไว้ใต้แผ่นไม้ปูพื้นอย่างรวดเร็ว ใบหน้าของเขามีเหงื่อซึมตามไรผมด้วยความหวาดกลัว
หลินหว่านเอ๋อร์ไม่ได้ตอบโต้ นางเพียงแต่นั่งนิ่งอยู่หน้ากระจกทองเหลือง มือเรียวบางค่อยๆ ปลดปิ่นปักผมออกทีละเล่ม ดวงตาคู่คมจ้องมองภาพสะท้อนของตนเองในกระจกที่ดูพร่าเลือน ความเงียบงันของนางในยามนี้ช่างน่าขนลุกยิ่งกว่าการก่นด่าใดๆ
“ขยะงั้นหรือ?” หว่านเอ๋อร์เอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบเย็นเยียบราวกับสายน้ำในฤดูเหมันต์ “หากนี่คือขยะ ก็เป็นขยะที่สามารถทำให้บัลลังก์ของกุ้ยเฟยสั่นคลอนได้เชียวล่ะ เยี่ยเฉิน... ในเมื่อคนตายไปแล้วยังกลับมา ‘ทวงคืน’ สิ่งที่ควรจะเป็นของตนได้ เหตุใดข้าต้องเป็นคนเดียวที่ต้องก้มหัวให้ความอยุติธรรมนี้?”
ยังไม่ทันที่ขันทีหนุ่มจะได้เอ่ยค้าน เสียงเคาะประตูไม้หนักๆ ก็ดังขึ้นสามครั้ง ตามด้วยเสียงฝีเท้าของเหล่านางกำนัลที่คุ้นเคย กุ้ยเฟยเหม่ยหลินไม่ได้มาเพียงลำพัง ทว่านางมาพร้อมกับกลิ่นหอมของกำยาน ‘มวลบุปผาพันปี’ ที่ฟุ้งกระจายนำหน้ามาก่อนตัว
“หว่านเอ๋อร์ เจ้ายังไม่นอนอีกหรือ?” เสียงหวานใสที่แฝงไว้ด้วยความเหี้ยมเกรียมดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของกุ้ยเฟยเหม่ยหลิน นางสวมชุดสีแดงชาดปักลวดลายหงส์ทองที่ดูข่มขวัญผู้พบเห็น ดวงตาเรียวยาวกวาดมองไปทั่วห้องราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังล่าเหยื่อ
หว่านเอ๋อร์ลุกขึ้นยืนช้าๆ ค้อมกายลงต่ำอย่างอ่อนช้อยแต่ทว่าสง่างาม “ถวายพระพรพระสนมกุ้ยเฟยเพคะ หม่อมฉันเพียงแต่รู้สึกว่ายามวิกาลเช่นนี้ จิตใจมันฟุ้งซ่านเกินกว่าจะข่มตาหลับ จึงได้แต่ทบทวนตำราเดิมๆ หวังจะทำความเข้าใจเรื่องราวในอดีตให้กระจ่างขึ้นเท่านั้น”
กุ้ยเฟยเหม่ยหลินแสยะยิ้ม มุมปากที่ทาด้วยชาดสีแดงสดขยับขึ้นอย่างมีเลศนัย นางเดินวนรอบหว่านเอ๋อร์ช้าๆ ปลายนิ้วเรียวยาวที่มีเล็บปลอมสีทองจิกเบาๆ ลงบนไหล่ของหญิงสาว “อดีตงั้นหรือ? อดีตบางอย่างหากปล่อยให้มันหลับใหลไปเสียได้ ก็ย่อมดีต่อชีวิตของคนผู้นั้น... แต่หากใครคิดจะขุดคุ้ยสิ่งที่ไม่ควรขุด ข้าก็เกรงว่าคนผู้นั้นอาจจะต้องลงไปนอนเคียงข้างกับความลับเหล่านั้นใต้ผืนดิน”
หว่านเอ๋อร์หัวเราะเบาๆ ในลำคอ สายตาของนางปะทะกับสายตาอำมหิตของอีกฝ่ายอย่างไม่หลบเลี่ยง “พระสนมทรงมีพระเมตตาเตือนสติหม่อมฉันเช่นนี้ หม่อมฉันย่อมซาบซึ้งใจยิ่งนัก เพียงแต่... สิ่งใดที่ถูกฝังไว้ลึกเกินไป บางครั้งฝนที่ตกหนักก็อาจจะชะล้างหน้าดินให้เผยสิ่งที่ซ่อนอยู่ขึ้นมาได้ ไม่ใช่หรือเพคะ?”
บรรยากาศในห้องเย็นยะเยือกขึ้นทันที กุ้ยเฟยเหม่ยหลินหยุดกะทันหัน นางโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้จนหว่านเอ๋อร์ได้กลิ่นคาวเลือดจางๆ ที่ซ่อนอยู่ภายใต้กลิ่นน้ำหอม “เจ้าช่างปากดีนัก... เจ้าคิดว่าฮ่องเต้จะทรงปกป้องเจ้าไปได้นานแค่ไหน? ในวังหลังแห่งนี้ ความรักของบุรุษก็เหมือนเงาบนผิวน้ำ เมื่อลมพัดผ่าน ทุกอย่างก็หายวับไปกับตา”
“หม่อมฉันไม่เคยหวังพึ่งเงาของผู้อื่นเพคะ” หว่านเอ๋อร์ตอบกลับพลางยิ้ม “หม่อมฉันเชื่อเพียงสิ่งที่ถืออยู่ในมือ... และดูเหมือนว่าคืนนี้ พระสนมเองก็คงจะร้อนใจไม่น้อย ถึงได้เสด็จมาหาหม่อมฉันถึงที่นี่ ในยามที่ไม่มีใครคาดคิด”
กุ้ยเฟยเหม่ยหลินแค่นหัวเราะ ก่อนจะโบกมือให้นางกำนัลเบื้องหลัง “ค้นห้องนี้ให้ละเอียด! หากพบสิ่งใดที่น่าสงสัย ให้ทำลายเสียให้สิ้น!”
เหล่าทหารองครักษ์และนางกำนัลกรูกันเข้ามาในห้อง หว่านเอ๋อร์ทำได้เพียงยืนนิ่ง ดวงตาจับจ้องไปที่แผ่นไม้ปูพื้นจุดนั้น... หัวใจของนางเต้นรัวราวกับกลองศึก หากตราประทับนั้นถูกพบ ชีวิตของนางย่อมจบสิ้นลงตรงนี้
ขณะที่มือของนางกำนัลคนหนึ่งกำลังจะเอื้อมไปแตะแผ่นไม้ เสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจก็ดังขัดจังหวะขึ้นมาจากหน้าประตูตำหนัก “พวกเจ้ากำลังทำอะไรกัน! ใครอนุญาตให้มารื้อค้นตำหนักของสนมที่ข้าโปรดปราน!”
ฮ่องเต้เฟยหลงเสด็จเข้ามาในชุดฉลองพระองค์สีดำสนิท สายตาของพระองค์กราดมองไปรอบห้องด้วยความเย็นชา ก่อนจะหยุดอยู่ที่กุ้ยเฟยเหม่ยหลินที่กำลังอยู่ในท่าทีตกใจ
“ฝ่าบาท... หม่อมฉันเพียงแต่ได้รับรายงานว่ามีสิ่งของผิดปกติถูกลักลอบนำเข้ามา...” กุ้ยเฟยรีบแก้ต่าง แต่ทว่าพระพักตร์ของฮ่องเต้กลับดูไม่แยแส
“ผิดปกติงั้นหรือ?” ฮ่องเต้เฟยหลงเดินตรงมาหาหว่านเอ๋อร์ ก่อนจะถือวิสาสะโอบเอวนางไว้แน่น สายตาของพระองค์ปะทะกับกุ้ยเฟยอย่างดุดัน “สิ่งเดียวที่ผิดปกติในตอนนี้ คือการที่เจ้าก้าวก่ายตำหนักของนางอย่างไร้มารยาท กุ้ยเฟย... กลับตำหนักของเจ้าไปเสีย ก่อนที่ข้าจะหมดความอดทนกับความวุ่นวายที่เจ้าก่อขึ้น!”
กุ้ยเฟยเหม่ยหลินกัดฟันแน่น นางจำใจต้องทำความเคารพและล่าถอยออกไป ทว่าก่อนจะก้าวพ้นประตู นางหยุดและหันกลับมามองหว่านเอ๋อร์ด้วยแววตาอาฆาตที่สุดเท่าที่จะทำได้
เมื่อทุกคนลับตาไป หว่านเอ๋อร์ก็ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ด้วยความเหนื่อยอ่อน ฮ่องเต้เฟยหลงยังคงกอดนางไว้ พระองค์ก้มลงกระซิบข้างหูของนางด้วยเสียงที่ไม่มีใครได้ยิน
“เจ้ารู้ใช่ไหมหว่านเอ๋อร์... ว่าสิ่งที่เจ้าซ่อนไว้ ไม่ใช่แค่เรื่องเล่นๆ แต่มันคือการประกาศสงครามกับแผ่นดินนี้”
หว่านเอ๋อร์เงยหน้าขึ้นมองบุรุษที่กุมชะตาของนางและแผ่นดินไว้ ดวงตาของนางมีประกายบางอย่างที่แม้แต่ฮ่องเต้ยังต้องชะงัก “หากสงครามคือทางเดียวที่จะล้างมลทินให้ตระกูลหลินได้ หม่อมฉันก็พร้อมที่จะแลกด้วยทุกสิ่ง... แม้กระทั่งชีวิตของหม่อมฉันเอง”
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าขององครักษ์เงาก็ดังขึ้นที่หน้าต่าง ตามมาด้วยเสียงการต่อสู้ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ ก่อนที่ร่างของมือสังหารปริศนาจะร่วงลงมาแทบเท้าของทั้งสองคน พร้อมกับกระดาษตราประทับชิ้นที่สองที่เปื้อนเลือดไหลออกมาจากอกเสื้อของนักฆ่าผู้นั้น...
ตราประทับนั้นไม่ได้มีเพียงขององค์ชายสาม แต่มันมีรอยประทับของ ‘ตราลัญจกรฮ่องเต้’ ที่ควรจะถูกเก็บรักษาไว้ในห้องบรรทมส่วนพระองค์มาตลอดสิบปี!
หว่านเอ๋อร์เบิกตากว้างเมื่อเห็นรอยนั้น นางเงยหน้าขึ้นมองฮ่องเต้ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปจากเดิม... ความสงสัยเริ่มกัดกินความไว้ใจที่มีทั้งหมดลงไปในพริบตา
หวังว่าตอนที่ 6 นี้จะทำให้ทุกท่านตื่นเต้นและลุ้นไปกับชะตากรรมของหว่านเอ๋อร์นะคะ ขอบคุณที่ติดตามอ่านมาโดยตลอดค่ะ ไป๋เหลียนฮวา
หงส์ผงาดบัลลังก์เลือด: น้ำตาแห่งการชำระแค้น•ตอนที่ 6
ลมพายุในตำหนัก
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์ผงาดบัลลังก์เลือด: น้ำตาแห่งการชำระแค้น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!