"ก้มหัวลงเสีย! ที่นี่มิใช่เรือนตระกูลหลินของเจ้า ที่จะให้เชิดหน้าชูตาได้ตามอำเภอใจ!"
เสียงตวาดแหลมสูงดังขึ้นพร้อมกับแรงกระชากที่หัวไหล่ จนร่างของหลินหว่านเอ๋อร์เซถลาไปกระแทกกับผนังอิฐเย็นเยียบของห้องโถงเก็บเครื่องคาวภายในตำหนักเหม่ยหลิน นางกำนัลอาวุโส ‘แม่นมจาง’ ผู้นี้มีใบหน้าดุจหินผา ริ้วรอยรอบดวงตาดูคล้ายรอยแตกบนเครื่องสังคโลกเก่าที่พร้อมจะบาดลึกทุกผู้คนที่เข้าใกล้ นางจ้องมองหว่านเอ๋อร์ด้วยแววตาเหยียดหยาม ขณะที่มือหนาหยาบกร้านเอื้อมมาจิกเส้นผมของหญิงสาวให้เงยขึ้นรับแรงตบ
หว่านเอ๋อร์ไม่ได้กรีดร้อง สิ่งที่นางทำคือการนิ่งเงียบ ดวงตาเรียวยาวคู่นั้นไม่ได้สั่นไหวด้วยความกลัว ทว่ากลับฉายแววราวกำลังชั่งน้ำหนักบางอย่างในใจ
"ท่านแม่นมจาง..." หว่านเอ๋อร์เอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบดั่งผิวน้ำในบ่อที่ไร้แรงลม "ท่านรับคำสั่งให้มา 'อบรม' ข้า หรือรับคำสั่งมาให้ 'กำจัด' ข้ากันแน่?"
คำถามนั้นเปรียบเสมือนเข็มเล่มเล็กที่ปักลงบนจุดตาย แม่นมจางชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะแสยะยิ้มที่มุมปาก "ข้าได้รับคำสั่งให้สอนกฎเกณฑ์ผู้ที่ต่ำต้อยกว่า... ในเมื่อเจ้าก้าวเข้ามาในตำหนักนี้ด้วยฐานะนางกำนัลชั้นผู้น้อย ก็จงทำหน้าที่รับใช้ให้สมกับเศษเสี้ยวที่เหลือน้อยนิดของชีวิตเจ้าเถิด"
กล่าวจบ แม่นมจางก็คว่ำชามน้ำแกงร้อนจัดที่เพิ่งยกมาจากเตาลงบนพื้นหินหน้าเท้าของหว่านเอ๋อร์ "เช็ดให้สะอาด หากข้าเห็นคราบแม้เพียงจุดเดียว คืนนี้เจ้าก็ไม่ต้องได้หลับนอน"
ไอความร้อนพวยพุ่งขึ้นมาปะทะผิวหน้า หว่านเอ๋อร์มองดูรอยเปื้อนสีคล้ำบนพื้นหิน ก่อนจะค่อยๆ คุกเข่าลงช้าๆ ท่ามกลางเสียงหัวเราะคิกคักของเหล่านางกำนัลรุ่นราวคราวเดียวกันที่แอบซุ่มดูอยู่ตามมุมเสา
ในโลกของวังหลัง ความเมตตาคือจุดเริ่มต้นของโลงศพ หว่านเอ๋อร์รู้ดีว่ากุ้ยเฟยเหม่ยหลินไม่ได้ต้องการเพียงแค่ให้นางอับอาย แต่นางต้องการ 'ทำลาย' จิตวิญญาณของหว่านเอ๋อร์ให้ย่อยยับตั้งแต่วันแรก เพื่อประกาศอำนาจที่ไม่อาจสั่นคลอนได้ของตำหนักเหม่ยหลิน
หว่านเอ๋อร์ยื่นมือที่สั่นเทาน้อยๆ ออกไปสัมผัสพื้นหินที่ร้อนระอุ แต่นางไม่ได้หยิบผ้าเช็ด นางกลับคว้า ‘ปิ่นหยก’ เล่มเล็กที่ซ่อนไว้ในแขนเสื้อออกมาแทน แล้วกดปลายปิ่นลงบนพื้นหินอย่างแรงจนเสียงดัง *แกรก*
"ท่านแม่นมจาง..." หว่านเอ๋อร์เอ่ยเสียงต่ำ ขณะที่สายตาเหลือบมองไปที่มุมหนึ่งของห้องโถง "ท่านรู้หรือไม่ว่า น้ำแกงถ้วยนี้มีกลิ่นหอมของ 'เกสรดอกเหมย' เจือจางอยู่... ช่างเป็นกลิ่นที่ชวนให้คิดถึงเรื่องราวในอดีตเหลือเกิน"
แม่นมจางที่กำลังหันหลังเดินกลับชะงักกึก ร่างท้วมของนางแข็งค้างในทันที
"เจ้าพูดพล่อยอะไร?"
"ข้าเพียงแค่จำได้ว่า มารดาของข้าเคยกล่าวไว้... ดอกเหมยในตำหนักเหม่ยหลินปีนั้นช่างหอมหวล แต่ใครจะรู้ว่าภายใต้กลิ่นหอมนั้นจะมีกลิ่นอายของ 'ยาพิษตระกูลหลิน' แฝงอยู่ด้วย" หว่านเอ๋อร์ลุกขึ้นยืนช้าๆ ปิ่นหยกในมือยังคงเปื้อนคราบน้ำแกงสีเข้ม แต่นางกลับไม่แสดงความรังเกียจ นางเชิดหน้าขึ้นมองแม่นมจางด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ราวกับนางไม่ใช่หญิงสาวที่ถูกต้อนให้จนมุม แต่เป็นผู้ล่าที่กำลังต้อนเหยื่อเข้าสู่กรงขัง
บรรยากาศในห้องโถงเริ่มกดดันขึ้นอย่างประหลาด นางกำนัลคนอื่นๆ ที่เคยหัวเราะเยาะต่างพากันถอยกรูดด้วยความหวาดกลัว แม่นมจางหันกลับมาด้วยสีหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความโกรธและ... ความกังวล
"เจ้าอย่าได้ริอาจข่มขู่ข้า! เจ้าเป็นเพียงแค่..."
"ข้าเป็นเพียงนางกำนัลที่ไม่มีใครต้องการ" หว่านเอ๋อร์แทรกขึ้นอย่างเย็นชา "แต่ท่านแม่นมจาง... ท่านคิดว่าถ้ากุ้ยเฟยทรงทราบว่ามีคนพยายามจะวางยาพิษในสำรับที่นางเพิ่งเสวยไปเมื่อเช้านี้โดยที่ท่านเป็นคนคัดเลือกเครื่องปรุง... หัวของท่านจะยังอยู่บนบ่าได้นานอีกกี่ชั่วยาม?"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องโถงจนได้ยินเสียงลมหายใจที่หอบถี่ของแม่นมจาง หว่านเอ๋อร์ไม่ได้มีหลักฐาน ทว่านางมี 'ความลับ' ที่สำคัญพอจะเขย่าราชบัลลังก์ และที่สำคัญที่สุด... นางรู้ดีว่ากุ้ยเฟยเหม่ยหลินเป็นคนเช่นไร นางไม่เคยปรานีคนที่ทำงานพลาด
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นของรองเท้าบูทหุ้มด้วยผ้าไหมชั้นดีก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องโถง ทุกคนพากันคุกเข่าลงด้วยความตื่นตระหนก ยกเว้นเพียงหว่านเอ๋อร์ที่ยังคงยืนนิ่ง
"เจ้าฉลาดมากนักหรือ... หว่านเอ๋อร์?"
เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังมาจากเงามืดหน้าประตู เมื่อแสงคบไฟสาดส่องลงบนใบหน้าของบุรุษผู้มาเยือน หว่านเอ๋อร์ถึงกับลมหายใจสะดุด นี่ไม่ใช่กุ้ยเฟย... แต่เป็นฮ่องเต้เฟยหลงที่เสด็จมาเยือนตำหนักเหม่ยหลินในยามวิกาลอย่างไม่มีผู้ใดคาดคิด
สายตาคมกริบของเขากวาดผ่านคราบน้ำแกงบนพื้น ก่อนจะมาหยุดนิ่งที่ปิ่นหยกเปื้อนคราบในมือของนาง เขาขยับกายเข้ามาใกล้จนหว่านเอ๋อร์สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของไม้กฤษณาที่แฝงความอันตราย "เจ้ากำลังเล่นกับไฟ... และข้าเองก็ชอบที่จะดูว่าเปลวไฟนั้นจะเผาไหม้เจ้า หรือเจ้าจะเป็นผู้คุมมันเอาไว้เอง"
นิ้วเรียวยาวของฮ่องเต้เอื้อมมาเชยคางของนางขึ้น แววตาของเขาไม่ได้มีความโกรธ ทว่ามีประกายความหลงใหลที่หว่านเอ๋อร์เองก็ไม่อาจแปลความหมายได้
"เจ้ากล่าวว่ามีคนวางยา... ในเมื่อเจ้ากล้ากล่าวคำนั้นออกมาแล้ว ก็จงพิสูจน์ให้ข้าเห็นเสียเดี๋ยวนี้ ว่าเจ้ามิใช่ผู้ที่วางยามันเสียเองด้วยการ... ดื่มมันลงไปต่อหน้าข้า!"
ไป๋เหลียนฮวาขอบคุณทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของหว่านเอ๋อร์ในก้าวแรกที่เต็มไปด้วยหยาดเลือดและเล่ห์กลนี้นะคะ
หงส์ผงาดบัลลังก์เลือด: น้ำตาแห่งการชำระแค้น•ตอนที่ 2
ก้าวแรกสู่สนามรบ
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์ผงาดบัลลังก์เลือด: น้ำตาแห่งการชำระแค้น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!