"เจ้าแน่ใจแล้วหรือว่าความตายของมารดาเจ้า... จะถูกชดใช้ด้วยการส่งเพียง 'เศษเสี้ยว' ของตระกูลหลินเข้าไปในวังหลวงเช่นนี้?"
เสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยกระแสเย้ยหยันดังขึ้นจากเงามืดหลังฉากกั้นไม้แกะสลักลวดลายวิจิตร หลินหว่านเอ๋อร์ไม่ได้สะดุ้งตัวแม้แต่น้อย นางเพียงแต่วางพู่กันลงบนแท่นหินขัดเงาอย่างเชื่องช้า สายตาจดจ้องไปยังหยดหมึกสีดำขลับที่ค่อยๆ ซึมซาบลงบนกระดาษสา ปรากฏเป็นอักษรคำว่า 'อดทน' ที่ดูหนักแน่นและเย็นชาเกินกว่าสตรีวัยสิบเจ็ดปีจะเขียนออกมาได้
"ท่านพ่อคงลืมไปแล้วว่าข้าไม่ได้เป็นคนกตัญญูที่ยอมเอาชีวิตไปทิ้งแทนพี่สาวผู้สูงศักดิ์เพียงเพื่อรักษาหน้าตาของตระกูล" หว่านเอ๋อร์กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทุกคำพูดกลับกรีดลึกลงไปในโสตประสาทของผู้ฟัง "แต่ในเมื่อท่านเลือกเส้นทางนี้ให้ข้า... ข้าก็จะเดินไปให้สุดทาง แม้ทางข้างหน้าจะเป็นกองเลือด ก็จงดูให้ดีเถิดว่าเลือดของใครกันแน่ที่จะไหลนองบัลลังก์"
เสียงฝีเท้าหนักๆ ของ 'หลินเจิ้น' บิดาของนางก้าวออกมาจากเงามืด ใบหน้าของเขามีร่องรอยแห่งความโกรธเคืองที่พยายามสะกดกลั้นไว้ เขาจ้องมองบุตรสาวที่เกิดจากอนุภรรยาผู้ล่วงลับด้วยสายตาที่ไร้ซึ่งความอาทร
"หุบปากของเจ้าเสีย หลินหว่านเอ๋อร์! พี่สาวเจ้าคือนางหงส์ที่ถูกกำหนดมาเพื่อครองแผ่นดิน ส่วนเจ้า... เป็นเพียงเบี้ยตัวหนึ่งที่ข้าจะใช้เพื่อรักษาอำนาจของตระกูลหลินในวังหลวง หากเจ้าทำพลาดแม้แต่นิดเดียว อย่าหาว่าข้าไร้ความปรานีต่อวิญญาณแม่ของเจ้าที่ยังไม่ได้ไปผุดไปเกิดเลย"
หว่านเอ๋อร์เงยหน้าขึ้นสบตาบิดา แววตาของนางนิ่งสงบราวกับบึงน้ำลึกที่ไม่มีวันก้นถึง มุมปากเหยียดยิ้มบางเบาจนดูคล้ายกับความสมเพช นางลุกขึ้นยืนช้าๆ ชุดกระโปรงผ้าไหมสีขาวเรียบง่ายทำให้นางดูโดดเด่นท่ามกลางความมืดมิดของห้องหนังสือที่ไร้แสงตะเกียง
"ท่านพ่อพร่ำบอกว่าข้าคือเบี้ย... แต่ท่านเคยรู้หรือไม่ว่า เบี้ยที่เดินข้ามฟากไปถึงสุดกระดาน สามารถกลายเป็นราชินีที่เด็ดหัวขุนศึกได้ทุกตัว" นางก้าวเข้าไปใกล้บิดาอีกหนึ่งก้าว กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมยฤดูหนาวโชยมาจากกายของนาง "ข้าจะเข้าวัง... ไม่ใช่เพราะคำสั่งของท่าน แต่เพราะในวังหลวงนั้นมีความลับที่ข้าต้องไขกระจ่างเรื่องการตายของท่านแม่ และหากบัลลังก์มังกรนั้นต้องเปื้อนเลือด ข้าก็จะทำให้ท่านเห็นว่า เลือดของตระกูลหลินที่ท่านดูแคลน จะเป็นสิ่งที่จารึกชื่อของข้าลงในประวัติศาสตร์ที่ท่านไม่มีวันได้อ่าน"
หลินเจิ้นชะงักไปชั่วขณะ ก่อนจะสะบัดแขนเสื้อแล้วเดินจากไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่บีบคั้นหัวใจ
หว่านเอ๋อร์หันกลับมามองกระจกทองเหลืองบานเก่า ใบหน้าที่สะท้อนกลับมานั้นงดงามทว่าเย็นชา ดวงตากลมโตคู่นั้นผ่านการฝึกฝนมาอย่างดีเพื่อไม่ให้เผยความรู้สึกใดๆ ออกมา แม้ในยามที่หัวใจของนางกำลังกรีดร้องด้วยความแค้นที่สั่งสมมานานปี การถูกส่งเข้าวังแทนที่ 'หลินเหมยลี่' พี่สาวต่างแม่ผู้ถูกประคบประหงมประหนึ่งไข่ในหิน ไม่ใช่โชคร้าย แต่มันคือโอกาสที่นางรอคอยมาตลอดชีวิต
รถม้าคันหนึ่งเคลื่อนผ่านประตูวังหลวงท่ามกลางความมืดมิดของยามวิกาล หว่านเอ๋อร์นั่งนิ่งอยู่ในรถม้าที่สั่นไหวตามแรงกระแทกของถนน นางกุมตลับหยกเล็กๆ ในแขนเสื้อแน่น ภายในนั้นคือจดหมายฉบับสุดท้ายที่มารดาทิ้งไว้ก่อนจะจากไปอย่างมีเงื่อนงำ ซึ่งชี้เป้าไปยังอำนาจมืดภายในวังหลวงที่ซ้อนทับอยู่ใต้พระบาทของฮ่องเต้เฟยหลง
เมื่อถึงหน้าประตูวังหลวง ทหารยามห้ามรถม้าและตรวจสอบเอกสารด้วยท่าทางเข้มงวด หว่านเอ๋อร์แง้มม่านออกเพียงเล็กน้อย สายตาของนางปะทะเข้ากับนางกำนัลอาวุโสคนหนึ่งที่เดินตรงมาทางนาง ใบหน้าของสตรีผู้นั้นเรียบตึงแฝงความหยิ่งผยอง
"เจ้าคือบุตรสาวตระกูลหลินที่ส่งมาแทนตัวจริงหรือ?" นางกำนัลกล่าวด้วยน้ำเสียงถากถาง "ช่างกล้านักที่เอาตัวตายมารับหน้าที่นี้ ลืมไปหรือว่าในวังนี้... กุ้ยเฟยเหม่ยหลิน ทรงเป็นผู้กุมชะตาชีวิตของทุกคนที่ก้าวเข้ามา ถ้าเจ้าคิดจะเล่นเกมตื้นๆ ละก็ จงเตรียมตัวถูกโยนลงบ่อปลาหลังวังได้เลย"
หว่านเอ๋อร์ก้าวลงจากรถม้าอย่างมั่นคง นางไม่ได้แสดงความหวาดกลัว แต่กลับคลี่ยิ้มที่ดูไร้เดียงสา ทว่าในแววตากลับวาวโรจน์ "ขอบคุณสำหรับคำเตือนท่านแม่นม... แต่อย่าลืมว่าในวังนี้มักจะมีอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นบ่อยๆ ใครจะเป็นคนถูกโยนลงบ่อกันแน่... เราคงต้องมาลุ้นกันเมื่อถึงเวลา"
คำพูดนั้นทำให้นางกำนัลชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะเดินนำเข้าไปด้านในอย่างรวดเร็ว หว่านเอ๋อร์ก้าวเท้าตามไป นางสัมผัสได้ถึงไอเย็นที่แผ่ซ่านมาจากกำแพงวังสูงใหญ่ ที่นี่คือแดนประหารสำหรับคนโง่ และคือสนามรบสำหรับผู้ที่รู้จักใช้เล่ห์เหลี่ยม
ระหว่างที่กำลังเดินผ่านทางเดินหินอ่อน ทันใดนั้น เงาร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นขวางทางเดินเอาไว้ บุรุษในชุดฉลองพระองค์สีดำปักลวดลายมังกรทองดูน่าเกรงขาม สายตาของเขาทรงอำนาจและเยือกเย็นยิ่งกว่าน้ำแข็งที่ขั้วโลก ดวงตาคมกริบคู่นั้นจับจ้องมาที่หว่านเอ๋อร์ราวกับจะมองทะลุเข้าไปถึงจิตวิญญาณ
เขาสาวเท้าเข้ามาใกล้จนนางได้กลิ่นหอมจางๆ ของไม้กฤษณาและกลิ่นอายแห่งอำนาจที่ทำให้ผู้คนรอบข้างต้องคุกเข่าลงทันที
"เจ้าคือเบี้ยที่ตระกูลหลินส่งมางั้นรึ?" สุรเสียงนั้นกดต่ำ แฝงด้วยกระแสความอยากรู้อยากเห็นที่น่าขนลุก "ดูเหมือนเบี้ยตัวนี้จะแตกต่างจากที่ข้าเคยเห็น... เจ้าไม่ได้ก้มหน้าหวาดกลัวเหมือนคนอื่นๆ"
หว่านเอ๋อร์เงยหน้าขึ้นสบพระพักตร์ฮ่องเต้เฟยหลงโดยไม่เกรงกลัว นางไม่ได้ก้มหัวต่ำเหมือนนางกำนัลรอบข้าง ทว่ากลับเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย แววตาที่เต็มไปด้วยความทะนงตนทำให้ฮ่องเต้หนุ่มถึงกับชะงักงัน
"ข้าพเจ้ามิใช่เบี้ยที่ไร้ค่า... แต่เป็นดอกบัวที่เบ่งบานท่ามกลางหนองน้ำสกปรกเพคะ ฝ่าบาท" นางกล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท ก่อนจะโน้มกายลงกราบด้วยท่าทางสง่างาม แต่ในจังหวะที่นางเงยหน้าขึ้นสบตากับพระองค์อีกครั้ง นางกลับกระซิบเบาๆ เพียงพอที่จะให้ได้ยินกันแค่สองคน
"และดอกบัวดอกนี้... มีหนามที่แหลมคมพอจะทิ่มแทงผู้ที่คิดจะเด็ดดมมันโดยไม่ได้รับอนุญาต"
ฮ่องเต้เฟยหลงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาของพระองค์วูบไหวด้วยความสนใจที่ปิดไม่มิด ทว่าในวินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้าที่เร่งรีบขององครักษ์ก็ดังแทรกเข้ามาพร้อมกับการประกาศก้องจากนางกำนัลคนสนิทของกุ้ยเฟยเหม่ยหลิน
"กุ้ยเฟยทรงรับสั่งให้คุมตัวสตรีผู้นี้ไปที่ตำหนักเย็นทันที! โทษฐานที่บังอาจสบพระเนตรฝ่าบาทโดยไม่ได้รับอนุญาต!"
หว่านเอ๋อร์ไม่ได้ขัดขืน นางปล่อยให้ทหารเข้ามาจับกุมตัว ทว่าใบหน้าของนางกลับปรากฏรอยยิ้มเยือกเย็นที่มุมปาก เพราะนางรู้ดีว่าทันทีที่กุ้ยเฟยเปิดฉากบุก... นั่นคือจังหวะที่นางจะได้วางหมากตัวแรกเพื่อทำลายตำหนักเหม่ยหลินให้สิ้นซากตั้งแต่คืนแรกที่เข้ามา!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับ "ไป๋เหลียนฮวา" ในบทเริ่มต้นอันเข้มข้นนี้นะคะ
หงส์ผงาดบัลลังก์เลือด: น้ำตาแห่งการชำระแค้น•ตอนที่ 1
ทางสายเลือด
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์ผงาดบัลลังก์เลือด: น้ำตาแห่งการชำระแค้น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!