หงส์ผงาดบัลลังก์เลือด: น้ำตาแห่งการชำระแค้น•ตอนที่ 22

ความระแวงที่ครอบงำ

ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
"วางตราประทับนั่นลงเสีย แล้วหันกลับมามองข้า... มองดูผลงานของเจ้าให้ชัดๆ" เสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยไอสังหารของกุ้ยเฟยเหม่ยหลินดังก้องอยู่ในตำหนักเย็นที่อบอวลด้วยกลิ่นกำยานราคาแพง แต่วันนี้มันกลับให้ความรู้สึกเหมือนกลิ่นเลือดที่จางหายไม่หมดสิ้น หลินหว่านเอ๋อร์ชะงักมือนิ่ง ตราประทับในมือสั่นไหวเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะถูกวางลงบนโต๊ะไม้จันทน์หอมอย่างแผ่วเบา นางค่อยๆ หันกลับไปเผชิญหน้ากับศัตรูคู่อาฆาตที่บัดนี้กำลังยิ้มเยาะอย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่า กลางตำหนักนั้น ร่างของ ‘เสี่ยวชุ่ย’ สาวใช้ผู้ซื่อสัตย์ที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับหว่านเอ๋อร์มาตั้งแต่เข้าวัง ถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนเหล็กกล้า ใบหน้าที่เคยผุดผ่องบัดนี้บวมช้ำจนจำเค้าเดิมแทบไม่ได้ เลือดสีแดงฉานไหลซึมจากมุมปากหยดลงบนพื้นหินอ่อนเย็นเฉียบ "เหตุใดจึงนิ่งไปเล่า หว่านเอ๋อร์? หรือว่าเจ้ากำลังนึกหาคำแก้ตัวให้ ‘สายลับ’ ผู้นี้อยู่?" เหม่ยหลินก้าวเดินเข้ามาใกล้ สายตาดั่งงูพิษที่จับจ้องเหยื่อ "นางสารภาพหมดสิ้นแล้ว ว่าเป็นเจ้าที่ส่งข่าวความลับของฝ่าบาทไปให้ตระกูลขุนนางฝ่ายตรงข้าม... ช่างน่าขันนัก คนที่เจ้ารักและเชื่อใจที่สุด กลับเป็นคนที่ขายเจ้าได้ด้วยเงินเพียงไม่กี่ตำลึง" หว่านเอ๋อร์ไม่ได้มองเสี่ยวชุ่ย แต่นางมองเข้าไปในดวงตาของเหม่ยหลิน ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะจนได้ยินเสียงหยดเลือดของเสี่ยวชุ่ยตกกระทบพื้นดั่งเสียงเข็มนาฬิกาที่นับถอยหลังสู่ความพินาศ "หากเจ้าคิดว่าคำโกหกที่ปั้นแต่งขึ้นด้วยการทรมานจะทำให้ข้าหวั่นไหวได้ เหม่ยหลิน... เจ้าก็ประเมินข้าต่ำไปแล้ว" หว่านเอ๋อร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ผิดกับหัวใจที่เต้นรัวดั่งกลองรบ นางก้าวเข้าไปใกล้เสี่ยวชุ่ย แววตาสั่นไหวเพียงชั่วครู่ก่อนจะกลับมาเย็นชาดั่งน้ำแข็ง "เสี่ยวชุ่ย... ข้าเคยบอกเจ้าว่าอย่างไร ในวังหลวงแห่งนี้ สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่ความตาย แต่คือความเชื่อใจที่ผิดคน เจ้าทำเช่นนี้จริงหรือ?" เสี่ยวชุ่ยเงยหน้าขึ้นมองหว่านเอ๋อร์ ดวงตาที่เต็มไปด้วยน้ำตาและรอยแค้นสั่นระริก "คุณหนู... ข้า... ข้าไม่ได้ทำ..." "นางยังจะปฏิเสธอีกหรือ!" เหม่ยหลินตวาดลั่น พร้อมกับชักกริชสั้นออกมาจ่อที่ลำคอของเสี่ยวชุ่ย "ถ้านางไม่ทำ แล้วจดหมายลับที่พบในหีบผ้าของนางคืออะไร? หรือเจ้าจะบอกว่า ข้าเป็นคนยัดเยียดมันเข้าไปเอง?" บรรยากาศในตำหนักบีบคั้นจนแทบขาดใจ หว่านเอ๋อร์รู้ดีว่านี่คือกับดักที่วางไว้เพื่อบีบให้นางออกมายอมรับความผิด หากนางช่วยเสี่ยวชุ่ย นางจะกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด แต่หากนางทอดทิ้งนาง ก็เท่ากับยอมรับว่าอำนาจของนางเริ่มสั่นคลอน ฮ่องเต้เฟยหลงกำลังจับตามองเรื่องนี้อยู่ หากความผิดนี้พาดพิงถึงพระองค์ บัลลังก์ที่นางพยายามสร้างขึ้นมาอาจต้องมลายหายไปในชั่วข้ามคืน "ข้าจะช่วยเจ้า" หว่านเอ๋อร์กระซิบเบาๆ เพียงให้เสี่ยวชุ่ยได้ยิน แต่มันกลับเป็นคำมั่นสัญญาที่หนักแน่นดุจขุนเขา นางหันไปหาเหม่ยหลินด้วยท่าทีที่เปลี่ยนไป แววตาของนางบัดนี้ไร้ซึ่งความกลัว แต่เปี่ยมไปด้วยเล่ห์กลที่ลึกซึ้งกว่าเดิม "ท่านกุ้ยเฟย ท่านมั่นใจเหลือเกินว่าคนของท่านเป็นคนจับนางได้ แต่ท่านลืมไปหรือเปล่าว่า... ในวังนี้ ใครกันแน่ที่เป็นผู้ดูแลความเรียบร้อยของเขตพระราชฐานชั้นใน?" เหม่ยหลินชะงัก กริชในมือนิ่งค้าง "เจ้าหมายความว่าอย่างไร?" "หมายความว่า... จดหมายฉบับนั้นที่ท่านถืออยู่ อาจจะเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่มัดตัว ‘คนทำ’ มากกว่าคนถูกกล่าวหา" หว่านเอ๋อร์หยิบป้ายอาญาสิทธิ์ของฮ่องเต้ออกมาวางบนโต๊ะ แสงจากตะเกียงสะท้อนกับเนื้อทองคำจนดูน่าเกรงขาม "ข้าขอเชิญให้ฝ่าบาททรงพิพากษาเรื่องนี้ด้วยพระองค์เอง เดี๋ยวนี้" ทันใดนั้น ประตูตำหนักก็ถูกผลักออกอย่างแรง กองทหารรักษาพระองค์กรูเข้ามาล้อมรอบพื้นที่ไว้ ฮ่องเต้เฟยหลงเสด็จพระราชดำเนินเข้ามาด้วยสีพระพักตร์ที่ไม่อาจคาดเดาได้ สายพระเนตรของพระองค์เย็นชาและเฉียบขาด ดั่งคมดาบที่พร้อมจะสะบั้นทุกอย่างที่ขวางหน้า "มีเรื่องอันใดกัน เหตุใดจึงเอะอะโวยวายในเขตพระราชฐานของสนมรักของข้า?" พระสุรเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจทำเอาเหม่ยหลินถึงกับหน้าถอดสี หว่านเอ๋อร์คุกเข่าลง "ฝ่าบาท หม่อมฉันถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏ โดยมีหลักฐานคือสาวใช้คนสนิทที่ถูกทรมานจนสารภาพ หม่อมฉันขอพระราชทานความเป็นธรรม พิสูจน์ความจริงว่าจดหมายฉบับนั้นเป็นลายมือของใครกันแน่!" เหม่ยหลินรีบแก้ตัว "ฝ่าบาท! หม่อมฉันเพียงแต่..." แต่ทว่า ก่อนที่เหม่ยหลินจะได้พูดจบ เสี่ยวชุ่ยที่ดูเหมือนใกล้หมดสติกลับรวบรวมแรงเฮือกสุดท้าย กระชากโซ่ตรวนที่ผูกติดกับเสาตำหนักออกอย่างแรงจนเกิดเสียงดังสนั่น ก่อนจะพุ่งเข้าไปหยิบจดหมายลับที่เหม่ยหลินทำตกไว้ที่พื้นแล้วฉีกกระชากจนขาดวิ่น ท่ามกลางสายตาที่ตกตะลึงของทุกคนในห้อง สิ่งที่ร่วงหล่นลงมาจากเศษกระดาษเหล่านั้นไม่ใช่เนื้อความกบฏ แต่มันคือ ‘ตราประทับเลือด’ ที่เป็นสัญลักษณ์เฉพาะของกลุ่มขุนนางที่คิดคดทรยศต่อฮ่องเต้ ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับที่ตระกูลของกุ้ยเฟยเหม่ยหลินสนับสนุนอย่างลับๆ ฮ่องเต้เฟยหลงก้าวเข้าไปใกล้กุ้ยเฟย ทรงเชยคางนางขึ้นช้าๆ ด้วยพระหัตถ์ที่เย็นเฉียบ "เหม่ยหลิน... นี่คือสิ่งที่เจ้าเรียกว่า ‘ความภักดี’ ที่เจ้ามีต่อข้าอย่างนั้นหรือ?" ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วตำหนัก ทุกสายตาจับจ้องไปที่กุ้ยเฟยที่หน้าซีดเผือดราวกับศพ หว่านเอ๋อร์ยืนขึ้นช้าๆ นางไม่ได้รู้สึกถึงชัยชนะ แต่กลับรู้สึกถึงความหนาวเย็นที่คืบคลานเข้ามาในใจ เมื่อเหลือบไปเห็นเงาของใครบางคนที่ยืนหลบอยู่หลังเสาต้นใหญ่หน้าตำหนัก... เป็นเงาของบุรุษที่นางรู้จักดีที่สุด บุรุษผู้เป็นหมากตัวสำคัญที่สุดในกระดานนี้ และเขากำลังถือมีดสั้นเล่มหนึ่งไว้ในมือ พร้อมกับยิ้มที่มุมปากอย่างเย็นชา ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามและร่วมลุ้นไปกับเล่ห์กลของหว่านเอ๋อร์ในบทนี้นะคะ
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์ผงาดบัลลังก์เลือด: น้ำตาแห่งการชำระแค้น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%