"เจ้าคิดว่าข้ามาที่นี่เพื่อปลิดชีพเจ้าอย่างนั้นรึ?"
เสียงทุ้มต่ำแต่เย็นเยียบของฮ่องเต้เฟยหลงดังกังวานอยู่ในความเงียบงัน คมดาบที่ส่องประกายวับวาวจ่ออยู่ที่ลำคอระหงของหลินหว่านเอ๋อร์เพียงไม่กี่ชุ่น กลิ่นอายสังหารแผ่ซ่านจนทำให้อากาศรอบกายดูหนาหนักราวกับจะบดขยี้ลมหายใจของนางให้แหลกลาญ
หลินหว่านเอ๋อร์ไม่แม้แต่จะกะพริบตา นางยืนตัวตรงดั่งต้นไผ่ที่หยั่งรากลึกในพายุ แววตาของนางนิ่งสนิทราวกับผิวน้ำในบึงลึกที่ปราศจากระลอกคลื่น นางเพียงแค่เงยหน้าขึ้นมองบุรุษผู้ครองบัลลังก์ด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความท้าทายที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความนอบน้อม
"หากฝ่าบาทต้องการชีวิตหม่อมฉันจริง ป่านนี้ดาบเล่มนี้คงไม่ต้องมาหยุดนิ่งอยู่เพียงแค่ที่ลำคอหรอกเพคะ" หว่านเอ๋อร์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทุกถ้อยคำกลับหนักแน่นราวกับค้อนเหล็กที่ตอกลงบนใจ
เฟยหลงแค่นหัวเราะในลำคอ ก่อนจะสะบัดข้อมือเก็บดาบเข้าฝักด้วยความเร็วที่ไม่อาจมองทันอีกครั้ง เขาจ้องมองนางด้วยแววตาที่ยากจะอ่านออก "เจ้าช่างใจกล้าเกินกว่าสตรีใดที่ข้าเคยพบ หรือไม่... เจ้าก็เพียงแค่โง่เขลาเสียจนไม่รู้ว่าความตายคืออะไร"
"สิ่งที่น่ากลัวกว่าความตาย คือการมีชีวิตอยู่โดยไม่รู้ว่าศัตรูที่แท้จริงคือใครต่างหากเพคะ" หว่านเอ๋อร์ยอบกายลงช้าๆ "หากฝ่าบาทต้องการกำจัดข้า ท่านคงไม่เสียเวลามาถึงเรือนรับรองของนางกำนัลในยามวิกาลเช่นนี้"
ห้องบรรทมส่วนพระองค์ที่แปรเปลี่ยนเป็นห้องแห่งความลับถูกปกคลุมด้วยความเงียบอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนที่ฮ่องเต้จะเบือนหน้าหนีแล้วก้าวเดินไปที่หน้าต่างไม้แกะสลัก เขาไม่พูดสิ่งใดต่อ แต่การกระทำนั้นก็ชัดเจนพอที่จะบอกว่านาง 'ผ่าน' การทดสอบในวันนี้ไปได้เพียงชั่วคราว
ทว่าในวังหลังที่เต็มไปด้วยงูพิษ หว่านเอ๋อร์รู้ดีว่านางไม่อาจพึ่งพาเพียงความเมตตาชั่วคราวของฮ่องเต้ได้ นางต้องการหูตา... และคนที่อยู่ใกล้ชิดกับความลับของราชสำนักมากที่สุด ไม่ใช่เหล่านางสนมที่จ้องแต่จะแย่งชิงความโปรดปราน แต่เป็นบุรุษไร้เงาผู้ถือครองกุญแจทุกดอกในวังหลวง 'กงกงจางซาน'
---
รุ่งเช้าวันถัดมา หว่านเอ๋อร์เลือกที่จะเดินผ่านสวนดอกโบตั๋นในจังหวะที่จางกงกงกำลังเดินตรวจตราความเรียบร้อยของเครื่องเสวย นางไม่ได้ตรงเข้าไปหาเขาด้วยท่าทีเร่งร้อน แต่กลับแสร้งทำเป็นเดินชมดอกไม้จนจังหวะการเดินของทั้งคู่สอดประสานกัน
"จางกงกง ท่านดูเหนื่อยล้านักนะเจ้าคะ" เสียงนุ่มนวลของหว่านเอ๋อร์ดังขึ้นพร้อมกับที่นางก้าวเข้าไปใกล้ "อากาศยามเช้าเช่นนี้ หากได้ชาดอกเหมยสักจอกคงจะช่วยให้ชุ่มคอไม่น้อย"
จางกงกงชะงักฝีเท้า ชายชราผู้มีใบหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์หันมามองนางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความระแวดระวัง "พระสนมหลินช่างมีน้ำใจนัก แต่ข้าเป็นเพียงข้ารับใช้ จะกล้ารับน้ำใจจากพระสนมได้อย่างไร"
"ข้าไม่ใช่พระสนมที่ยศถาบรรดาศักดิ์สูงส่ง ข้าก็เป็นเพียงคนผู้หนึ่งที่ต้องการรอดชีวิตในวังหลวงแห่งนี้" หว่านเอ๋อร์ยื่นห่อผ้าไหมขนาดเล็กให้เขา ภายในนั้นคือหยกล้ำค่าที่แฝงด้วยกลิ่นอายของสมุนไพรหายาก "ท่านรับใช้ฝ่าบาทมานาน ย่อมรู้ดีว่าใครเป็นมิตร ใครเป็นศัตรู... และข้าเองก็มีเรื่องบางอย่างที่อยากจะ 'แลกเปลี่ยน' กับท่าน"
จางกงกงมองห่อผ้าในมือนาง สายตาของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย ความนิ่งเฉยถูกแทนที่ด้วยความประเมินค่า "พระสนมกำลังเล่นกับไฟ ความอยากรู้อยากเห็นในวังหลวงมักจบลงด้วยร่างที่ไร้วิญญาณในบ่อน้ำหลังตำหนักนะพ่ะย่ะค่ะ"
"ถ้าเช่นนั้น ข้าก็คงตายไปตั้งแต่วันที่ท่านกุ้ยเฟยเหม่ยหลินส่งขนมผสมยาพิษมาให้ข้าแล้ว" หว่านเอ๋อร์กระซิบเบาๆ ด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าทว่าจริงจัง "ท่านคิดว่าความจงรักภักดีของท่านจะปกป้องท่านได้ตลอดไปหรือ? ในเมื่อคนใกล้ตัวของฝ่าบาทถูกลอบสังหารไปทีละคน... ท่านแน่ใจหรือว่าคิวต่อไปจะไม่ใช่ท่าน"
จางกงกงนิ่งเงียบไปนาน สายตาคมกริบของเขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนาง ราวกับจะค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความงามนั้น ในที่สุดเขาก็ขยับริมฝีปากที่แห้งผาก
"คืนนี้... ที่หอเก็บตำราเก่าหลังตำหนักบรรทม หากพระสนมอยากรู้ว่าใครเป็นคนวางยาพิษในสำรับของฝ่าบาทเมื่อสามวันก่อน ก็จงไปที่นั่น แต่จงจำไว้... อย่าให้ใครเห็นเด็ดขาด"
เขาก้าวจากไปโดยไม่หันหลังกลับ ทิ้งให้หว่านเอ๋อร์ยืนอยู่ท่ามกลางกลิ่นหอมของดอกโบตั๋นที่เริ่มโรยรา นางกุมมือแน่นจนเล็บจิกเข้าที่ฝ่ามือ หัวใจเต้นรัวด้วยความตื่นเต้นและหวาดหวั่น นี่คือจุดเริ่มต้นของการก้าวเข้าสู่เงามืดที่ไม่มีทางหันหลังกลับ
ตกดึก หว่านเอ๋อร์หลบเลี่ยงสายตาของนางกำนัลฝั่งกุ้ยเฟยจนถึงหอเก็บตำรา เสียงจิ้งหรีดร้องระงมในความมืดทำให้ประสาทสัมผัสของนางตื่นตัวถึงขีดสุด นางผลักบานประตูไม้ที่เก่าคร่ำเข้าไป กลิ่นกระดาษเก่าและฝุ่นละอองลอยมาปะทะจมูก
ทว่าเมื่อนางก้าวเข้าสู่ใจกลางหอ สิ่งที่รออยู่กลับไม่ใช่จางกงกง
เงาร่างหนึ่งยืนตระหง่านอยู่กลางห้อง แสงจันทร์ที่สาดส่องผ่านช่องหน้าต่างเผยให้เห็นแผ่นหลังที่คุ้นตา เขากำลังถือม้วนตำราลับที่ควรจะถูกปิดผนึกไว้ในคลังหลวงของฮ่องเต้
"เจ้ามาสายไปครึ่งก้านธูปนะ หว่านเอ๋อร์"
เสียงที่คุ้นเคยนั้นทำเอาลมหายใจของนางสะดุดกึก เขาทรุดกายลงนั่งบนเก้าอี้ไม้แกะสลักแล้วหมุนตัวกลับมา เผยให้เห็นรอยยิ้มที่ไม่ได้มาพร้อมกับความเมตตา แต่มันคือรอยยิ้มของผู้ที่วางแผนการทั้งหมดไว้ตั้งแต่ต้น...
เขามองนางด้วยแววตาที่ว่างเปล่า ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้โลกของนางพังทลายลงในพริบตา "เจ้าคิดว่าจางกงกงเป็นคนเดียวที่คอยส่งข่าวให้เจ้าหรือ? เปล่าเลย... ทุกก้าวที่เจ้าเดิน ทุกคำที่เจ้าพูด ทุกคนที่เป็น 'มิตร' ของเจ้า... ล้วนเป็นหมากที่ข้าจัดวางไว้ทั้งสิ้น"
ไป๋เหลียนฮวาขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามเส้นทางอันคดเคี้ยวของนางเอกผู้นี้ด้วยหัวใจนะคะ
หงส์ผงาดบัลลังก์เลือด: น้ำตาแห่งการชำระแค้น•ตอนที่ 8
มิตรภาพที่ซ่อนคม
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์ผงาดบัลลังก์เลือด: น้ำตาแห่งการชำระแค้น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!