สถาปนิกปากจัดกับเจ้าของตึกดื้อรั้น•ตอนที่ 2

พิมพ์เขียวที่ไม่ตรงกัน

ผลงานโดย ราชันย์หอกทมิฬ
"ถ้าคุณรวินท์ใช้สมองส่วนไหนคิดว่าผนังปูนเปลือยทึบตันแบบนี้จะช่วยเพิ่มความโปร่งให้กับร้านกาแฟสไตล์มินิมอลได้ ผมเกรงว่าใบประกอบวิชาชีพสถาปนิกของคุณ คงต้องเอาไปทบทวนใหม่ตั้งแต่หน้าแรกแล้วล่ะครับ" เสียงทุ้มต่ำที่เจือกระแสเย้ยหยันดังขึ้นก้องกังวานท่ามกลางโครงสร้างคอนกรีตดิบๆ ของตึกเก่าอายุร่วมสี่สิบปี ฝุ่นผงจากการก่อสร้างลอยละล่องต้องกับแสงไฟนีออนชั่วคราวที่โยงระโยงระยาง ธารใสยืนกอดอกแน่น ดวงตากลมโตคมกริบจ้องมองร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อช็อปช่างสีเข้มของสถาปนิกหนุ่มที่กำลังยืนค้ำหัวแปลนพิมพ์เขียวแผ่นใหญ่อยู่บนโต๊ะไม้อัดชั่วคราว รวินท์ไม่ได้เงยหน้าขึ้นทันที เขายังคงใช้ดินสอไม้ในมือเคาะเบาๆ ลงบนกระดาษร่างแบบแปลนอย่างใจเย็น ท่าทีสุขุมนุ่มลึกแบบผู้ชายปากร้ายที่ทำเอาคนมองอยากจะคว้าค้อนปอนด์มาทุบโต๊ะให้รู้แล้วรู้รอด "คุณธารใสครับ... ร้านกาแฟ ไม่ใช่ห้องรับแขกบ้านจัดสรรที่คุณจะเอาวอลเปเปอร์ลายดอกไม้มาแปะตามใจชอบ" รวินท์เงยหน้าขึ้นช้าๆ ปลดแว่นสายตากรอบบางออกเผยให้เห็นดวงตาคมดุที่ฉายแววรั้นไม่แพ้กัน "ตึกนี้มีโครงสร้างเสาและคานรับน้ำหนักที่ถูกจำกัดด้วยยุคสมัย ถ้าผมไม่ทำผนังทึบเพื่อกระจายน้ำหนักตรงโซนบาร์เครื่องดื่ม เกรงว่าวันดีคืนดี ลูกค้าจิบลาเต้อยู่ดีๆ พื้นร้านอาจจะยุบลงไปชั้นล่างกลายเป็นแฟรั้นมรณะไปซะก่อน... ด้วยความหวังดีในฐานะมืออาชีพนะครับ" "อย่ามาอ้างเรื่องวิศวกรรมโครงสร้างเพื่อกลบเกลื่อนรสนิยมเชยๆ ของคุณนะ!" ธารใสพุ่งตัวเข้าไปประชิดโต๊ะทำงานชั่วคราว ปลายเลิฟกลมมนชี้ไปยังเส้นสายที่รวินท์ร่างขึ้น "ฉันบอกแล้วไงว่าต้องการความโปร่ง โล่ง สบายตา กระจกใสบานใหญ่จากพื้นจรดเพดานคือสิ่งสำคัญที่สุด เพื่อให้คนที่เดินผ่านไปมามองเห็นความอบอุ่นข้างใน ไม่ใช่กำแพงทึบตันที่ดูเหมือนห้องขังเดี่ยวแบบนี้!" รวินท์ถอนหายใจยาวนานอย่างจงใจ เสียงลมหายใจที่เป่าออกมาเบาๆ นั้นสร้างความหงุดหงิดให้หญิงสาวได้มากกว่าการตะโกนเสียอีก เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขายาวก้าวเข้ามาประชิดตัวเธอโดยอัตโนมัติจนระยะห่างระหว่างคนทั้งคู่ลดลงเหลือเพียงแค่ก้าวเดียว กลิ่นบุหรี่จางๆ ผสมกับกลิ่นกายสะอาดสะอ้านของผู้ชายลอยปะทะจมูกธารใส ทำให้เธอต้องเงยหน้าขึ้นต้านรับแรงกดดัน "ความอบอุ่นเหรอครับ?" รวินท์โน้มใบหน้าลงมาเล็กน้อย สายตาคมกริบกวาดมองตั้งแต่ดวงตาที่วาวโรจน์ไปด้วยความโกรธ ไล่ลงมายังริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันแน่น "ตึกนี้ไม่ใช่แค่ตึกพาณิชย์ธรรมดา มันคือมรดกที่คุณบอกนักบอกหนาว่ามีความทรงจำวัยเด็กฝังอยู่ทุกตารางนิ้ว... แต่คุณกลับอยากได้ดีไซน์โหลๆ ที่หาได้ตามห้างสรรพสินค้าทั่วไปเนี่ยนะ? ถ้าคุณอยากได้แค่กระจกใสกับความฉาบฉวย ทำไมไม่ไปเช่าพื้นที่ในคอมมูนิตี้มอลล์ตั้งแต่แรก จะมาเสียเวลากับสถาปนิกหัวโบราณอย่างผมทำไมล่ะครับ" คำพูดนั้นแทงใจดำธารใสเข้าอย่างจัง เธอชะงักไปชั่ววินาที ดวงตาไหววับด้วยความโกรธที่ผสมผสานกับความรู้สึกเปราะบางบางอย่างที่เธอพยายามซ่อนไว้ภายใต้ท่าทีแข็งกร้าว มือเรียวบางกำแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ "คุณไม่มีสิทธิ์มาตัดสินความตั้งใจของฉัน... รวินท์" เสียงของเธอเบาลงแต่เต็มไปด้วยแรงสั่นสะเทือนทางอารมณ์ "คุณไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามุมไหนของตึกนี้ที่แม่เคยนั่งร้อยมาลัย คุณไม่รู้ว่าคานไม้ตรงนั้นพ่อเคยขีดความสูงของฉันเอาไว้ตอนอายุเจ็ดขวบ... คุณเห็นมันเป็นแค่โปรเจกต์งาน หกเดือนรับเงินแล้วก็จากไป แต่สำหรับฉัน... นี่คือบ้านหลังสุดท้ายที่เหลืออยู่" บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกแช่แข็ง เสียงเครื่องเจาะปูนจากชั้นบนหยุดลงกะทันหัน เหลือเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาของคนทั้งคู่ที่ยืนประจันหน้ากันในระยะประชิด รวินท์ชะงักไป ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความเย้ยหยันและคมคายแปรเปลี่ยนเป็นความนิ่งงึม เขากวาดสายตามองใบหน้าเนียนที่เริ่มรื้นด้วยหยาดน้ำใสๆ ของคนที่พยายามกลั้นความอ่อนแอเอาไว้สุดชีวิต ผู้ชายปากร้ายอย่างเขาเกลียดน้ำตาของผู้หญิงที่สุด... โดยเฉพาะผู้หญิงดื้อรั้นที่ชอบทำตัวเป็นแม่เสือสาวแต่ข้างในเปราะบางเสียยิ่งกว่ากระจกเงา "ใครบอกคุณล่ะครับว่าผมไม่รู้" เสียงของรวินท์อ่อนลงโดยไม่รู้ตัว ความห้าวและกระด้างในตอนแรกถูกแทนที่ด้วยความทุ้มลุ่มลึกที่ชวนให้ใจสั่น ธารใสเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างไม่เข้าใจ "คุณหมายความว่ายังไง?" รวินท์เอื้อมมือออกไป ปลายนิ้วเรียวยาวของสถาปนิกหนุ่มสัมผัสเข้าที่ขอบโต๊ะพิมพ์เขียว ก่อนจะเลื่อนกระดาษแผ่นรองด้านล่างขึ้นมาเผยให้เห็นแบบร่างอีกชุดหนึ่งที่ถูกซ่อนไว้ใต้แผ่นแรก มันไม่ใช่แบบแปลนคอนกรีตดิบๆ ทึบตันอย่างที่เธอเพิ่งโวยวายไปเมื่อครู่ แต่เป็นแบบจำลองสามมิติที่ผสานโครงสร้างเหล็กโปร่งแสงเข้ากับกรอบไม้สักเก่าแก่ของเดิมได้อย่างลงตัว พื้นที่กระจกใสถูกจัดวางไว้ในมุมที่รับแสงธรรมชาติพอดีโดยไม่ทำลายโครงสร้างเสาหลัก และที่สำคัญ... ตรงมุมหนึ่งของร้าน มีการเว้นพื้นที่ว่างทรงโค้งไว้ราวกับเจตนาสร้างเป็น "ซุ้มความทรงจำ" เล็กๆ ที่โอบล้อมเสาไม้ต้นเดิมเอาไว้พอดี ธารใสเบิกตากว้าง สมองอื้ออึงไปชั่วขณะเมื่อกวาดสายตาสำรวจรายละเอียดในพิมพ์เขียวแผ่นนั้น มันไม่ใช่แค่ร้านกาแฟตามใจสถาปนิก แต่มันคือการ "ชุบชีวิต" ตึกเก่าหลังนี้ให้หายใจร่วมกับอดีตของเธอได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด "นี่มัน..." เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก หันกลับมามองหน้าชายหนุ่มที่ยืนอยู่ใกล้จนแทบจะแนบชิด "ผมเป็นสถาปนิกครับ... ไม่ใช่พวกซาดิสต์ที่ชอบทำลายความรู้สึกใคร" รวินท์ถอนหายใจเบาๆ สายตาที่มองเธอนั้นซ่อนความคลั่งรักเอาไว้ภายใต้กรอบแว่นที่เพิ่งสวมกลับเข้าไป "ที่ผมเถียงคุณเมื่อกี้ ก็แค่หมั่นไส้คนดื้อที่ชอบสั่งงานโดยไม่ยอมฟังเหตุผล... ทีหลังถ้าอยากได้อะไร ก็พูดออกมาดีๆ ไม่ใช่กอดอกทำหน้ายักษ์ใส่ผมแบบนี้เข้าใจไหมครับ คุณเจ้าของตึก" น้ำเสียงอบอุ่นแกมหยอกล้อนั้นทำเอาเลือดในกายของธารใสสูบฉีดขึ้นมาบนใบหน้าอย่างห้ามไม่อยู่ ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความรู้สึกร้อนผ่าวที่พุ่งตรงเข้าสู่หัวใจอย่างไม่ทันตั้งตัว เธอยังไม่ทันได้อ้าปากเถียงกลับเพื่อรักษาฟอร์ม เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงพูดคุยเสียงดังก็ดังขึ้นที่บริเวณทางเข้าหน้าตึกเสียก่อน "คุณธารใสครับ! แย่แล้วครับ! ทางเขตส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจหน้างานกะทันหัน บอกว่าเราต่อเติมโครงสร้างผิดประเภท—!" เสียงตะโกนของโฟร์แมนหนุ่มดังแทรกบรรยากาศหวานอมเปรี้ยวระหว่างคนทั้งคู่ให้ขาดสะบั้นลง รวินท์ขมวดคิ้วมุ่นทันที ดวงตาคมกริบหันขวับไปมองทางประตูทางเข้าพร้อมกับสัญชาตญาณการปกป้องที่ถูกปลุกเร้าขึ้นมาอย่างรวดเร็ว "ใครหน้าไหนมันกล้ามาสั่งหยุดงานในเขตรับผิดชอบของผม..." รวินท์พึมพำด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ ก่อนจะก้าวผ่านตัวธารใสไปเพื่อเผชิญหน้ากับปัญหาใหม่ที่กำลังเดินตรงเข้ามาหาพวกเขา ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของสถาปนิกปากร้ายกับเจ้าของตึกดื้อรั้นคนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
สารจากนักเขียน (ราชันย์หอกทมิฬ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกปากจัดกับเจ้าของตึกดื้อรั้น นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

Dino Egg common
บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%