"ถ้าคุณยังยืนกรานจะทุบผนังรับน้ำหนักตรงนี้ทิ้งตามใจชอบ ผมแนะนำให้คุณเอาเงินห้าร้อยล้านไปซื้อระเบิดไดนาไมต์มากว้านซื้อที่ดินแล้วสร้างใหม่เองตั้งแต่ต้นจะง่ายกว่านะครับ คุณธารใส"
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เจือความเย้ยหยันชัดเจนดังขึ้นท่ามกลางฝุ่นปูนที่ยังคละคลุ้ง รวินท์ สถาปนิกหนุ่มมือรางวัลผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเนี๊ยบและวาจาเชือดเฉือน ยืนกอดอกพิงเสาปูนเปลือย ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตากวาดมองสภาพภายในอาคารพาณิชย์เก่าแก่อายุร่วมครึ่งศตวรรษด้วยแววตาสมเพชแกมระอา
เขาสวมเสื้อเชิ้ตพับแขนขึ้นถึงข้อศอก เผยให้เห็นเส้นเลือดปูดโปーンที่ข้อมือขณะที่นิ้วเรียวยาวเคาะลงบนม้วนกระดาษพิมพ์เขียวในมือเป็นจังหวะ บ่งบอกถึงความหงุดหงิดที่กำลังพุ่งทะยานถึงขีดสุด
ตรงข้ามกันนั้น คือเจ้าของตึกสาวผู้ไม่ยอมก้มหัวให้ใครง่ายๆ ธารใส เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ดวงตากลมโตฉายแวววาวด้วยความดื้อรั้น เธอไม่ได้สะทกสะท้านต่อคำดูถูกของสถาปนิกหนุ่มแม้แต่น้อย มือเรียวบางกอดอกเลียนแบบท่าทางของอีกฝ่ายอย่างกวนประสาท ชุดสูทลำลองสีเบจเปื้อนคราบฝุ่นเลอะเทอะ แต่ไม่ได้ทำให้รัศมีแห่งความเย่อหยิ่งของเธอลดลงเลยแม้แต่น้อย
"นี่คุณรวินท์ กรุณาใช้สมองอันปราดเปรื่องของคุณคิดให้ดีก่อนจะพ่นคำว่า 'ทุบ' ออกมานะคะ... เอ้ย, ออกมานะครับ!" ธารใสเกือบหลุดคำพูดติดปาก แต่เธอก็เปลี่ยนสรรพนามทันทีเมื่อเห็นรอยยิ้มมุมปากของอีกฝ่ายที่เหมือนจะจับผิดเธอได้ "ผนังตรงนั้นน่ะ มันคือหัวใจของความทรงจำ! ถ้าคุณรักษาโครงสร้างเดิมไว้ไม่ได้ แปลว่าคุณมันก็แค่นสถาปนิกไร้น้ำยาที่เก่งแต่กระดาษเท่านั้นแหละ"
"ปากเก่งดีนี่ครับ" รวินท์แค่นหัวเราะในลำคอ ก้าวเท้าเดินเข้ามาประชิดตัวเธอทีละก้าวอย่างคุกคาม ความสูงเกือบร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตรของเขาทำให้อากาศรอบตัวธารใสราวกับถูกบีบอัดลง "แต่ความทรงจำของคุณมันกินแทนข้าวไม่ได้หรอกนะตึกหลังนี้โครงสร้างทรุดโทรมจนเหล็กเส้นข้างในขึ้นสนิมหมดแล้ว ถ้าผมไม่รื้อปรับโครงสร้างใหม่ อีกสามปีตึกนี่ได้ถล่มลงมาทับคุณตายคาซากความทรงจำแน่ๆ"
ธารใสถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัวเมื่อกลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือกลิ่นฝุ่นปูนลอยเข้าจมูก แต่วินาทีต่อมาเธอก็ฝืนก้าวเข้าไปประชิดเขาคืนพร้อมเงยหน้าสบตาโดยไม่หลบเลี่ยง ปลายจมูกของทั้งคู่ห่างกันเพียงไม่กี่คืบ จนรวินท์ชะงักไปชั่วขณะเมื่อได้กลิ่นอายความดื้อรั้นที่พุ่งชนเข้าจังๆ
"ถ้าตึกนี้จะถล่ม คนแรกที่จะตายก็คือฉัน เพราะฉะนั้นมันเรื่องของฉัน! หน้าที่ของคุณคือทำยังไงก็ได้ให้ตึกเก่าคลาสสิกหลังนี้ยังยืนหยัดอยู่ได้โดยไม่ต้องใช้เหล็กตันๆ น่าเกลียดพวกนั้นมาค้ำยันให้เสียบรรยากาศ ทำไม่ได้ก็คืนเงินมัดจำมาแล้วไสหัวไปซะ!"
ธารใสพ่นคำพูดรัวเร็วด้วยความโมโห ดวงตาคู่นั้นวาววับไปด้วยหยาดน้ำใสจากความอัดอั้นตันใจที่สะสมมานาน ตึกนี้ไม่ใช่แค่สิ่งปลูกสร้าง แต่มันคือมรดกชิ้นสุดท้ายที่พ่อกับแม่ทิ้งไว้ให้ การที่ต้องมานั่งฟังผู้ชายปากจัดคนนี้บอกให้รื้อนู่นทำนี่ตามหลักวิศวกรรมที่ไร้ซึ่งหัวใจ มันเหมือนกับการเฉือนเนื้อตัวเองทีละชิ้น
รวินท์นิ่งเงียบไป อารมณ์พะว้าพะวังวูบหนึ่งฉายผ่านดวงตาสีเข้มที่ปกติจะมีแต่ความเย็นชา เขาไม่ได้ถอยหนีสายตาดื้อรั้นคู่นั้น กลับกัน... สายตาของเขาเริ่มกวาดสำรวจใบหน้าเนียนที่เปื้อนฝุ่นจางๆ ของเธออย่างละเอียด ความโกรธขึงเมื่อครู่แปลเปลี่ยนเป็นความรู้สึกบางอย่างที่เขาไม่อยากยอมรับกับตัวเอง
ผู้หญิงบ้าอะไร... ดื้อเป็นพฤกษา ปากจัดยิ่งกว่ากรรไกร แต่ทำไมเวลาดวงตาสั่นระริกด้วยความหวงแหนสถานที่นี้ถึงได้ทำให้หัวใจข้างซ้ายของสถาปนิกหนุ่มผู้ไร้หัวใจกระตุกวูบอย่างประหลาด
"ดื้อด้าน..." รวินท์พึมพำออกมาเบาๆ น้ำเสียงเปลี่ยนจากก้าวร้าวเป็นความทุ้มนุ่มลึกที่แฝงความอ่อนอกอ่อนใจอย่างปิดไม่มิด "คุณคิดว่าผมไม่รู้เหรอว่าทำไมคุณถึงหวงผนังตรงนี้"
ธารใสชะงัก สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย "คุณรู้อะไร..."
"ผมรู้ว่าตรงรอยร้าวตรงนั้น... มีรอยขีดความส่วนสูงของคุณตอนเด็กๆ ถูกไหมล่ะครับ"
คำพูดของรวินท์ทำเอาธารใสตัวแข็งทื่อ ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นอย่างตกใจ เธอไม่เคยบอกใครเรื่องรอยขีดความสูงนั้น แม้แต่ผู้รับเหมาคนก่อนก็ไม่มีทางสังเกตเห็นเพราะมันถูกทับด้วยวอลเปเปอร์เก่าๆ ที่ลอกออกไปครึ่งหนึ่ง
"คุณ... รู้ได้ยังไง" เสียงของเธอลดความแข็งกร้าวลงโดยไม่รู้ตัว
"ผมเป็นสถาปนิกนะธารใส รายละเอียดแค่นี้ทำไมผมจะไม่เห็น" รวินท์ถอนหายใจยาว ยอมลดทิฐิลงครึ่งหนึ่ง มือหนายื่นออกไปปัดเศษฝุ่นที่เปื้อนอยู่ข้างแก้มเนียนของเธอโดยสัญชาตญาณ การกระทำที่อ่อนโยนและฉับพลันนั้นทำให้ธารใสสะดุ้งเฮือก ร่างกายแข็งค้างราวกับถูกตรึงไว้กับที่ "ผมไม่ได้จะมาทำลายบ้านของคุณ... ผมแค่จะช่วยต่ออายุให้มันอยู่กับคุณไปอีกสิบๆ ปีต่างหากเล่า"
จังหวะที่หัวใจของทั้งสองคนกำลังเต้นผิดจังหวะท่ามกลางความเงียบงันของซากตึกเก่า บรรยากาศรอบตัวลดอุณหภูมิลงจนเหลือเพียงเสียงลมหายใจที่สอดประสานกัน
กึก!
เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงเปิดประตูเหล็กม้วนด้านหน้าที่ดังสนั่นขึ้นอย่างกะทันหัน ทำลายบรรยากาศเคลิบเคลิ้มนั้นลงในเสี้ยววินาที
"คุณธารใสครับ! แย่แล้วครับ เกิดเรื่องใหญ่ที่ชั้นดาดฟ้าแล้ว!" เสียงตะโกนหอบแฮกของหัวหน้าคนงานดังแทรกเข้ามา พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างท้วมที่วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในห้อง
รวินท์ถอนมือออกจากแก้มของธารใสอย่างรวดเร็ว สีหน้ากลับมาเรียบตึงเป็นปกติในพริบตา ขณะที่ธารใสหน้าแดงก่ำด้วยความเขินอายและตกใจ เธอกัดริมฝีปากแน่นก่อนจะหันไปมองหน้าสถาปนิกหนุ่มที่ตอนนี้ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่สบอารมณ์
"เรื่องใหญ่อะไรวะครับ?" รวินท์หันไปถามเสียงเข้ม
หัวหน้าคนงานกลืนน้ำลายเอื้อมก่อนจะชี้มือขึ้นไปบนเพดานด้วยความหวาดผวา "มี... มีคนบุกรุกขึ้นไปบนดาดฟ้า และเขากำลังจะรื้อถอนโครงสร้างเหล็กเสริมที่เพิ่งเชื่อมเสร็จเมื่อวานนี้ด้วยตัวเองครับ!"
ธารใสหน้าถอดสีทันที "ใครกล้า!"
----------------------------------------------------------------------
ติดตามตอนต่อไปในวันพรุ่งนี้ ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่แวะมาสนับสนุนผลงานของผมด้วยนะครับ
"ราชันย์หอกทมิฬ"
สถาปนิกปากจัดกับเจ้าของตึกดื้อรั้น•ตอนที่ 1
โจทย์แรกคือการปะทะ
ผลงานโดย ราชันย์หอกทมิฬ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ราชันย์หอกทมิฬ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกปากจัดกับเจ้าของตึกดื้อรั้น นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
