"มันไม่ได้กำลังตื่นตระหนกเพราะความตายของเจ้านาย... แต่มันกำลังหวาดกลัว 'ความคุ้นเคย' บางอย่างที่เพิ่งเดินผ่านประตูกระจกบานนั้นไปต่างหากครับ"
รวินท์เอ่ยขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันของห้องสืบสวนขนาดเล็กกลิ่นอัปชื้น นิ้วเรียวยาวใต้ถุงมือยางสีขาวกำลังคีบเศษขนสีส้มปนขาวขนาดยาวไม่ถึงเซนติเมตรขึ้นมาพิจารณา ภายใต้แสงไฟนีออนสีนวลที่สาดส่องลงบนโต๊ะสเตนเลส
กลิ่นคาวเลือดจางๆ ยังคงลอยอวลปะปนกับกลิ่นฝุ่นในห้องเช่าราคาประหยัดย่านชานเมือง ร่างไร้วิญญาณของเหยื่อ—ชายวัยกลางคนอาชีพนักบัญชีอิสระ—นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นห้องน้ำ ทิ้งร่องรอยการต่อสู้ไว้เพียงเล็กน้อย แต่ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตาดุคมกริบของโพรไฟล์เลอร์หนุ่มกลับไม่ใช่รอยช้ำบนลำคอ หรือแม้แต่รหัสลับนับร้อยบรรทัดที่ซ่อนอยู่ในหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ถูกล็อกไว้
แต่เป็นเจ้า "ส้มจี๊ด" แมวเปอร์เซียขนฟูฟ่องสีส้มผสมขาว ตัวแทนสิ่งมีชีวิตเดียวที่หลงเหลืออยู่ในสถานที่เกิดเหตุแห่งนี้
ลินินที่ยืนกอดอกพิงกรอบประตูห้องครัว ส่งเสียงถอนหายใจเบาๆ เธอกวาดสายตาสำรวจร่องรอยการรื้อค้นที่ดูจงใจจัดฉาก ก่อนจะหันมามองคู่หูหนุ่มด้วยแววตาเป็นประกายซุกซนตามวิสัย
"คุณรวินท์กำลังจะบอกฉันว่า... เจ้าเหมียวตัวนี้สอบตกในฐานะพยานเอก แต่สอบผ่านในฐานะนักจิตวิทยาจำเป็นสินะคะ... อ๊ะ ขออภัยครับ ผมติดปากไปหน่อย" ลินินรีบเปลี่ยนสรรพนามเมื่อเห็นรวินท์ปรายตามองด้วยความดุ ดوยรอยยิ้มเจ้าเลيشปรากฏขึ้นบนมุมปากเรียวสวยของอดีตเจ้าหน้าที่ไซเบอร์สาว "หมายถึง... เจ้าตัวนี้น่าจะบอกอะไรเราได้มากกว่าที่เห็นสินะครับ"
"ไม่ใช่แค่นักจิตวิทยาครับลินิน... แต่มันคือพยานปากเอกที่พูดไม่ได้ต่างหาก" รวินท์วางเศษขนลงในถุงเก็บหลักฐานอย่างระมัดระวัง ดวงตาคมกริบหันไปจ้องมองเจ้าส้มจี๊ดที่ขดตัวสั่นเทาอยู่ใต้โซฟาตัวเก่า "ลองสังเกตพฤติกรรมของมันสิครับ ตั้งแต่เราก้าวเท้าเข้ามาในห้องนี้ มันไม่เคยส่งเสียงขู่ หรือพยายามวิ่งหนีไปที่มุมห้องเพื่อป้องกันตัวเลยสักครั้ง อาการหดตัวและพยายามเอาอุ้งเท้าปิดหูแบบนั้น ไม่ใช่สัญชาตญาณของการเจอคนแปลกหน้า แต่มันคือปฏิกิริยา 'ตอบสนองต่อเสียงที่คุ้นเคย' ต่างหาก"
ลินินขยับแว่นตากรอบบางเข้าหาดั้งจมูก ดวงตากลมโตหรี่ลงอย่างใช้ความคิด เธอย่อตัวลงช้าๆ พยายามทำตัวให้เป็นมิตรที่สุดขณะก้าวเข้าไปใกล้โซฟา พร้อมกับเปิดแท็บเล็ตในมือเพื่อตรวจสอบข้อมูลเชิงลึก
"จริงด้วย... ข้อมูลจากระบบทะเบียนสัตว์เลี้ยงอัจฉริยะที่ฉันเพิ่งเจาะเข้าไปดูระบุว่า เจ้าส้มจี๊ดตัวนี้ถูกรับมาเลี้ยงหลังจากเหยื่อเพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ได้แค่สามเดือน และคนเดียวที่มันยอมให้เข้าใกล้เวลาหวาดกลัวคือคนที่ใส่ 'น้ำหอมกลิ่นกุหลาบป่าผสมอำพัน' ซึ่งเป็นกลิ่นเฉพาะตัว... เดี๋ยวก่อนนะ!" ลินินชะงัก นิ้วเรียวที่กำลังพิมพ์รัวบนแป้นพิมพ์หยุดกักขณะเงยหน้าขึ้นสบตากับรวินท์ "ในรายงานการตรวจสอบสภาพศพช่วงแรก หมอชันสูตรบอกว่าไม่พบกลิ่นน้ำหอมราคาแพงแบบนั้นในตัวเหยื่อ เพราะผู้ตายเป็นคนมัธยัสถ์จนถึงขั้นตระหนี่..."
"ถูกต้องครับ" รวินท์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขายาวก้าวเข้าไปใกล้โซฟา ช้าๆ อย่างมั่นคง "นั่นหมายความว่า กลิ่นน้ำหอมที่เจ้าส้มจี๊ดจำได้จนฝังใจ ไม่ใช่กลิ่นของเหยื่อ... แต่เป็นกลิ่นของ 'ฆาตกร' ที่แวะเวียนมาหาเหยื่อบ่อยครั้ง จนเจ้าแมวตัวนี้คิดว่าเขาคือเจ้าของอีกคน"
บรรยากาศภายในห้องสืบสวนพลันดิ่งลึกลงไปอีกระดับ ความเงียบเข้าปกคลุมจนได้ยินเสียงลมหายใจแผ่วเบาของแมวเปอร์เซีย ทักษะการวิเคราะห์เชิงจิตวิทยาและตรรกะอันแม่นยำของรวินท์เริ่มเชื่อมโยงจิ๊กซอว์แต่ละตัวเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ โครงสร้างความจริงที่ซ่อนอยู่ใต้พรมเริ่มปริแตกออกทีละน้อย ฆาตกรไม่ได้เป็นคนแปลกหน้า... แต่เป็นคนวงในที่เหยื่อไว้ใจ ถึงขนาดเปิดประตูต้อนรับในยามวิกาล
รวินท์ย่อตัวลง นั่งคุกเข่าข้างหนึ่งลงบนพื้นพรมที่ฝุ่นเกาะหนา มือหนายื่นออกไปช้าๆ พลางส่งเสียงทุ้มนุ่มนวลเพื่อคลายความหวาดระแวงของเจ้าส้มจี๊ด แมวตัวน้อยนิ่งงัดครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ยื่นจมูกสีชมพูชื้นมาดมที่ปลายนิ้วถุงมือของเขา
ดวงตากลมโตสีฟ้าใสของมันกะพริบช้าๆ สื่อสารถ้อยคำที่มนุษย์ไม่มีวันเอ่ยออกมาได้ รวินท์ใช้ปลายนิ้วลูบไล้แผงคอสีส้มฟูฟ่องเบาๆ ทันใดนั้น ปลายนิ้วของเขาก็สัมผัสเข้ากับบางสิ่งแข็งๆ ที่ซ่อนอยู่ใต้ปลอกคอหนังสีดำเก่าๆ
"ลินิน... ไฟฉายยูวีครับ" รวินท์เอ่ยเสียงเรียบ แต่แววตากลับเปล่งประกายความตื่นตัวอย่างชัดเจน
ลินินไม่รอช้า เธอโยนแท็บเล็ตลงบนโซฟาแล้วควักไฟฉายขนาดเล็กพกพาออกจากกระเป๋าเสื้อโค้ต ส่งให้ชายหนุ่มทันที แสงสีม่วงเข้มสาดส่องกระทบลงบนปลอกคอของเจ้าส้มจี๊ด ภายใต้แสงอัลตราไวโอเลต รอยคราบจางๆ ที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น กลับเรืองแสงสะท้อนออกมาเป็นตัวอักษรและตัวเลขชุดหนึ่งอย่างชัดเจน
"รหัสลับ... อีกแล้วเหรอคะ?" ลินินอุทานเบาๆ ด้วยความประหลาดใจ "นี่มันไม่ใช่แค่คดีฆาตกรรมชิงทรัพย์ธรรมดาแน่ๆ ครับคุณรวินท์ แต่มันคือการท้าทาย... หรือบางที อาจจะเป็นการส่งสารบางอย่างถึงเราโดยเฉพาะ"
รวินท์ไม่ได้ตอบคำถามทันที สายตาคมกริบกวาดมองรหัสชุดนั้นอย่างรวดเร็ว สมองทำงานประมวลผลด้วยความเร็วสูงผ่านฐานข้อมูลคดีเก่าๆ และทักษะการถอดรหัสที่เขาฝึกฝนมาอย่างโชกโช่น ตัวเลขเจ็ดหลักเรียงตัวกันอย่างมีนัยสำคัญ มันคือพิกัดทางภูมิศาสตร์ที่ซ้อนทับกับสถาปัตยกรรมเก่าแก่ใจกลางเมือง—สถานที่ที่ครอบครัวของเขาเคยสูญเสียไปในเหตุการณ์เพลิงไหม้ปริศนาเมื่อสิบปีก่อน
หัวใจของโพรไฟล์เลอร์หนุ่มกระตุกวาบ เลือดในกายเย็นเฉียบลงชั่วขณะ บาดแผลทางใจที่พยายามปิดตายมานานนับปีถูกกระชากให้เปิดกว้างขึ้นด้วยรหัสลับบนปลอกคอแมวตัวเล็กๆ นี้เอง
ก่อนที่รวินท์จะได้เอ่ยปากวิเคราะห์รหัสชุดนั้นต่อ เสียงแจ้งเตือนความถี่สูงจากระบบสื่อสารเฉพาะกิจในกระเป๋าเสื้อของลินินก็ดังขึ้น พร้อมกับหน้าจอโฮโลแกรมจำลองขนาดเล็กที่เด้งขึ้นกลางอากาศโดยอัตโนมัติ รหัสสีแดงฉานกระพริบถี่รัว พร้อมข้อความแจ้งเตือนระดับสูงสุดที่ทำให้ทั้งสองคนต้องชะงัก
[แจ้งเตือนระบบ: ตรวจพบการเข้าถึงเครือข่ายแม่ข่ายจากภายนอก - โปรไฟล์การใช้งานตรงกับรหัสลับ "เป้าหมายศูนย์" ที่หายสาบสูญไปเมื่อสิบปีก่อน]
[สถานะภารกิจปัจจุบันยกระดับสู่: ระดับ SSS - ผู้บุกรุกกำลังรอคอยพวกคุณอยู่ที่ปลายพิกัดนั้น... ทันทีที่ก้าวเข้าสู่เขตแดน มันได้เริ่มต้นนับถอยหลังการตายครั้งใหม่แล้วครับ]
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมากับความระทึกขวัญในบทนี้นะครับ
โพรไฟล์เลอร์สายตาดุกับผู้ช่วยสาวเจ้าของรหัสลับ•ตอนที่ 8
พยานที่พูดไม่ได้
ผลงานโดย โปรไฟล์เลอร์มือฉมัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (โปรไฟล์เลอร์มือฉมัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง โพรไฟล์เลอร์สายตาดุกับผู้ช่วยสาวเจ้าของรหัสลับ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!