รอยจารึกแห่งอยุธยา: ลิขิตชีวิตสามัญชน•ตอนที่ 47

เมืองที่เปลี่ยนไป

ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
"เจ้ากล้า... ถ้าเจ้ายังเอาแต่วาดภาพดอกบัวในสมุดข่อยเล่มนั้น โดยไม่เงยหน้าขึ้นมองความจริงรอบตัว ระวังว่าพรุ่งนี้เช้า หมึกที่เจ้าบรรจงเขียน อาจเปลี่ยนเป็นเลือดของคนใกล้ตัวแทนนะครับ" น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่เฉียบคมของแม่หญิงบัว ดังแทรกบรรยากาศอึมครึมภายในห้องเก็บสมุดหลวง นางไม่ได้มองหน้าเขา แต่มือเรียวบางกำลังเลื่อนตะเกียงน้ำมันสำริดให้ห่างจากกองเอกสารโบราณ เพื่อป้องกันประกายไฟที่อาจลุกลามท่ามกลางความตื่นตระหนกของพระนคร กล้า ชะໍักปลายพู่กันในมือ น้ำหมึกสีดำสนิทหยดหนึ่งหยดลงบนกระดาษสาจนเกิดเป็นรอยเปื้อนวงใหญ่ เขาวางพู่กันลงอย่างช้าๆ แล้วเงยหน้าขึ้นสบตาหญิงสาวผู้เป็นทั้งสหายและคู่คิด แววตาของเขาไหววับด้วยความกังวลที่พยายามซ่อนไว้ภายใต้ท่าทีนิ่งสงบ "ข้าไม่ได้เพิกเฉยต่อความเปลี่ยนแปลงหดอกแม่หญิงบัว" กล้าเอ่ยเสียงเรียบ แต่แฝงความหนักอึ้ง "เพียงแต่การวาดภาพบันทึกเรื่องราวที่กำลังจะสูญหาย คือสิ่งเดียวที่ช่างเขียนตัวเล็กๆ อย่างข้าจะทำเพื่อรักษาความจริงเอาไว้ได้... ในยามที่บ้านเมืองกำลังถูกครอบงำด้วยความหวาดระแวงเช่นนี้" บรรยากาศรอบตัวพวกเขายามนี้ ช่างห่างไกลจากคำว่าปกติสุข เสียงฝีเท้าของทหารวังหลวงที่เดินตรวจตราตามท้องถนนด้านนอก ดังสะท้อนก้องผ่านบานหน้าต่างไม้แกะสลักเป็นระยะ ทุกย่างก้าวหนักแน่นและเร่งรีบ ราวกับกำลังกดทับออกซิเจนในอากาศให้เบาบางลง ผู้คนในกรุงศรีอยุธยาต่างเก็บเนื้อเก็บตัวเงียบเชียบ ร้านรวงปิดเร็วกว่ากำหนด โคมไฟกระดาษตามตรอกซอกซอยถูกดับลงเกือบหมด ปล่อยให้ความมืดเข้าปกคลุมพระนครก่อนเวลาอันควร แม่หญิงบัวถอนหายใจยาว นางเดินมาหยุดยืนใกล้หน้าต่าง แง้มบานเกล็ดออกเล็กน้อยเพื่อมองออกไปเบื้องล่าง สายตาสะท้อนภาพเงาของความตึงเครียดที่แผ่ขยายราวกับโรคระบาด "เจ้าไม่รู้หรอกว่า ขุนอินทร์กำลังเดินเกมไปถึงไหนแล้ว" แม่หญิงบัวกระซิบ เสียงของนางเบาหวิวราวกับกลัวผนังห้องจะมีหู "เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา บิดาของข้ากลับมาจากท้องพระโรงด้วยใบซีดเผือด ท่านบอกว่ามีการเรียกประชุมลับของเสนาบดีฝ่ายมหาดไทย ขุนอินทร์เสนอให้ประกาศกฎอัยการศึกทั่วพระนคร อ้างความมั่นคงเพื่อกวาดล้างกลุ่มคนที่เขาสสงสัยว่าเป็นสายลับจากเมืองเหนือ... แต่นั่นเป็นเพียงข้ออ้าง เป้าหมายที่แท้จริงคือการปิดปากทุกคนที่รู้เรื่องเส้นทางลำเลียงเสบียงลับของเขาต่างหาก" กล้าขมวดคิ้วแน่น ความทรงจำอันเจ็บปวดจากการสูญเสียครอบครัวในอดีตผุดวาบขึ้นมาในหัวอก ความรู้สึกเดือดดาลผสมกับความคับแค้นใจพวยพุ่งขึ้นมาอีกครั้ง ชายหนุ่มกำมือแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาว "เขากำลังใช้ความกลัวของแผ่นดิน เป็นเครื่องมือสร้างอำนาจส่วนตัวสินะครับ" กล้าเอ่ยลอดไรฟัน "ใช่ และมันได้ผลเสียด้วย" แม่หญิงบัวหันกลับมามองเขา แววตาเต็มไปด้วยความกังวลอย่างแท้จริง "ตอนนี้ขุนนางหลายคนเลือกที่จะนิ่งเฉยเพื่อเอาตัวรอด ประชาชนตาดำๆ เริ่มหวาดผวา ไม่กล้าแม้แต่จะพูดคุยกันเสียงดังตามตลาดสด อยุธยาในยามนี้... ไม่ใช่เมืองที่เต็มไปด้วยความรุ่งเรืองอย่างที่เราเคยรู้จักอีกต่อไปแล้ว มันคือสนามประลองอำนาจที่รอวันระเบิด" ในขณะที่ทั้งสองกำลังจมดิ่งอยู่กับความตึงเครียด ทันใดนั้นเอง... *ปัง! เสียงทุบประตูด้านล่างเรือนดังสนั่นหวั่นไหว* ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าจำนวนมากที่กรูเข้ามาอย่างไร้ความเกรงใจ เสียงเหล็กกระทบกันของชุดเกราะและดาบดังระรัวขึ้นตามขั้นบันไดไม้ทีละขั้น ราวกับมัจจุราชที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ทุกที แม่หญิงบัวหน้าถอดสี มือของนางสั่นเทาเล็กน้อย นางคว้าแขนกล้าไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว กล้าผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบห้องเพื่อหาทางหนีทีไล่ แต่สายตากลับไปหยุดอยู่ที่ประตูห้องเก็บสมุดที่กำลังถูกกระชากอย่างแรงจากด้านนอก บานประตูไม้สักถูกถีบจนเปิดผาง เสียงไม้หักดังสนั่นเศษฝุ่นตลบอบอวล ร่างของทหารหลวงในชุดเกราะประดับยศนายกองก้าวเข้ามา พร้อมกับรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมที่มุมปาก และบุคคลที่ยืนอยู่ด้านหลังทหารเหล่านั้น ทำให้หัวใจของกล้ากระตุกวูบ ขุนอินทร์ก้าวพ้นกรอบประตูเข้ามาอย่างช้าๆ ใบหน้าเรียบเฉยแต่แววตากลับคมปลาบราวกับใบมีด กวาดมองสมุดข่อยและเครื่องเขียนบนโต๊ะด้วยความดูแคลน ก่อนจะมาหยุดที่ร่างของกล้าและแม่หญิงบัว "ช่างเขียนฝีมือดี กับลูกสาวขุนนางผู้รู้งานเกินตัว... ช่างบังเอิญเสียจริงที่ข้ามาเจอพวกเจ้ากำลังสุมหัวทำเรื่อง 'กบฏต่อความสงบเรียบร้อย' ของพระนครในยามวิกาลเช่นนี้" ขุนอินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น ชวนให้ขนลุกชัน กล้าก้าวเท้าบังหน้าแม่หญิงบัวไว้โดยสัญชาตญาณ แม้ในใจจะรู้ดีว่าลำพังมือเปล่าของเขาไม่มีทางสู้กองกำลังนับสิบคนนี้ได้ แต่แววตาที่เขามองกลับไปยังขุนอินทร์นั้น ไม่มีแม้แต่ความหวาดกลัว มีเพียงประกายไฟแห่งการท้าทาย "ท่านขุนอินทร์มาเยือนถึงที่นี่ คงไม่ใช่แค่มาตรวจตราความเรียบร้อยกระมังครับ" กล้าเอ่ยน้ำเสียงนิ่งสนิท ทว่าก้องกังวานในความเงียบ ขุนอินทร์หัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงที่เย็นเยียบและน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเสียงดาบ "ข้าไม่ได้มาตรวจตรา... แต่ข้ามาเพื่อรับ 'ของกลาง' ชิ้นสุดท้าย ที่จะทำให้แผนการยึดอำนาจสมบูรณ์แบบต่างหากล่ะ" ขุนอินทร์โบกมือเป็นสัญญาณ ทหารด้านหลังก้าวเข้ามาพร้อมโซ่ตรวนเหล็กกล้า "จับพวกมันแยกกัน แล้วค้นหาบันทึกฉบับนั้นให้เจอ... ถ้าขัดขืน... ฆ่าได้ทันที!" ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านช่วงเวลาที่แสนบีบคั้นไปพร้อมกับข้าในบทนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกแห่งอยุธยา: ลิขิตชีวิตสามัญชน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%