รอยจารึกแห่งอยุธยา: ลิขิตชีวิตสามัญชน•ตอนที่ 48

ความจริงที่น่าตกใจ

ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
"พ่อรู้เรื่องนี้มาตั้งแต่แรกแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ...?" เสียงของแม่หญิงบัวสั่นเครือเล็กน้อย แต่มันกลับก้องกังวานบาดลึกเข้าไปในห้องโถงเรือนไทยไม้สักเก่าครึ้ม เงาตะคุ่มของตะเกียงน้ำมันพืชทอดตัวยาวทาบทับใบหน้าของหลวงพิจิตรการ บิดาผู้ให้กำเนิด ผู้ซึ่งบัดนี้กำลังนั่งนิ่งสงบอยู่หลังโต๊ะเขียนหนังสือเต็มไปด้วยกองเอกสารราชการโบราณ กล้า ซึ่งยืนอยู่มุมห้องใกล้กับบานหน้าต่างเปิดกว้างเพื่อรับลมยามค่ำคืน พยายามควบคุมลมหายใจของตนให้สม่ำเสมอ แม้หัวใจจะเต้นระรัวราวกับกลองศึก สายตาคมกริบของช่างเขียนหนุ่มจับจ้องปฏิกิริยาของขุนนางเฒ่าผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาครึ่งค่อนชีวิต หลวงพิจิตรการไม่ตอบทันที ท่านยกถ้วยน้ำชาขึ้นจิบช้าๆ กลิ่นใบชาชั้นดีคละคลุ้งไปกับบรรยากาศที่กดดันจนแทบหายใจไม่ออก ดวงตาฝ้าฟางตามวัยทอดมองลงไปยังถ้วยชา ก่อนจะเงยขึ้นสบตากับบุตรสาวเพียงคนเดียวด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา มีทั้งความเหนื่อยล้า ความห่วงใย และความลับอันดำมืดที่ถูกเก็บงำไว้ภายใต้รอยยิ้มใจดีมาเนิ่นนาน "เจ้าเด็กคนนี้... ช่างไม่รู้อะไรเสียเลยว่า การรู้มากเกินไปในแผ่นดินนี้ มันรังแต่จะนำภัยมาสู่คอของตนเองและคนรอบข้าง" หลวงพิจิตรการถอนหายใจยาวนานราวกับยกภูเขาออกจากอก "บัวเอย... เจ้าคิดว่าพ่อเป็นเพียงขุนนางชั้นผู้น้อยที่นั่งก้มหน้าคัดตัวเลขอยู่ในกรมคลังไปวันๆ อย่างนั้นหรือ?" บัวก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานของบิดา มือเรียวกำชายผ้าสิมประดับลวดลายแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว ความไว้เนื้อเชื่อใจที่นางยึดถือมาตลอดชีวิตกำลังพังทลายลงต่อหน้าต่อตา "แล้วเหตุใดเล่าเจ้าคะ! เหตุใดพ่อจึงปล่อยให้ขุนอินทร์ใช้ชื่อในราชสำนักไปสนับสนุนการสะสมกำลังพลลับของพวกมัน หรือว่า... พ่อเองก็มีส่วนได้ส่วนเสียกับแผนการกบฏที่จะคว่ำบัลลังก์นี้ด้วย!" คำพูดนั้นพุ่งตรงราวดาบปลายปืน กล้าขยับตัวเล็กน้อยเพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน หากหลวงพิจิตรการเป็นพวกเดียวกับขุนอินทร์จริง การเข้ามาสืบหาความจริงของพวกเขาก็ไม่ต่างอะไรกับการเดินเข้าปากเสือ แต่ปฏิกิริยาของขุนนางเฒ่ากลับมิใช่ความโกรธกร่าวดังที่คาด ท่านเพียงแต่หัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่แหบพร่าและเต็มไปด้วยความขื่นขม "กบฏกระนั้นหรือ... เจ้าหญิงน้อยของพ่อ คำนี้มันใหญ่เกินกว่าที่พวกเจ้าจะเข้าใจ" หลวงพิจิตรการวางถ้วยชาลงกระทบไม้เสียงดัง 'ก๊อก' "ในราชสำนักอยุธยาแห่งนี้ เจ้าคิดว่ามีใครมือสะอาดบริสุทธิ์ผุดผ่องอยู่บ้างเล่า? ขุนอินทร์มันเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่ทะเยอทะยานอยากได้เบี้ยสูง แต่มันหารู้ไม่ว่า คนที่ชักใยอยู่เบื้องหลังแท้จริงแล้วคือใคร" กล้าขมวดคิ้วแน่น สัญชาตญาณของช่างเขียนที่ผ่านการสังเกตรายละเอียดผู้คนมานับไม่ถ้วนบอกเขาว่า หลวงพิจิตรการกำลังซ่อนเร้นความจริงที่น่าตกใจยิ่งกว่าเรื่องการคอรัปชันหรือการแย่งชิงอำนาจระดับท้องถิ่น "ท่านหมายความว่าอย่างไรกันแน่ขอรับ ขุน พิจิตร" กล้าตัดสินใจเอ่ยปากขึ้นเป็นครั้งแรก น้ำเสียงสุภาพแต่มั่นคง "เอกสารการซื้อขายอาيارและรายชื่อหัวเมืองฝ่ายเหนือที่ข้าพบบนโต๊ะทำงานของขุนอินทร์ มีตราประทับของกรมคลังที่ลงนามโดยตรงจากขุนนางระดับสูง... และลายมือชื่อย่อตรงมุมกระดาษนั้น ช่างคุ้นตานัก" กล้าจ้องมองลึกลงไปในดวงตาของบิดาแห่งคนรัก "มันเป็นลายมือเดียวกับที่ใช้เขียนบันทึกราชตระกูลในห้องทำงานของท่าน... ขอรับ" ความเงียบเข้าปกคลุมห้องอีกครั้ง ชั่วขณะนั้นเสียงจิ้งหรีดเรไรรingยามค่ำคืนภายนอกหน้าต่างราวกับดับลงไปสนิท หลวงพิจิตรการเงยหน้าขึ้นเต็มตา แววตาที่เคยดูอ่อนโยนแปรเปลี่ยนเป็นคมกلاกล้าและทรงอำนาจอย่างประหลาด สมกับที่เป็นขุนนางผู้กุมหัวใจระบบการเงินและการคลังของพระนครมาหลายรัชกาล "เจ้าฉลาดมาก เจ้ากล้า..." หลวงพิจิตรการพึมพำ ค่อยๆ เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ไม้ "เจ้าไม่เพียงแต่มีฝีมือในการเขียนลายเส้น แต่ยังมีความแหลมคมในการมองหาเบาะแส... เสียดายแต่ว่า ความฉลาดนี้มักจะสั้นอายุคนอยู่เสมอ" บัวสะท้านเฮือก นางพุ่งเข้าไปคว้าแขนบิดา น้ำตาเอ่อคลอเบ้า "พ่อ! พ่อกำลังพูดเรื่องอะไร พ่อกำลังขู่กล้าอย่างนั้นหรือเจ้าคะ?!" "พ่อไม่ได้ขู่ บัว" ขุนนางชราเอื้อมมือเหี่ยวย่นมาลูบศีรษะบุตรสาวอย่างแผ่วเบา เป็นสัมผัสที่อบอุ่นและเย็นชาในเวลาเดียวกัน "พ่อเพียงแต่จะบอกพวกเจ้าว่า... สิ่งที่พวกเจ้ากำลังพยายามขุดคุ้ย เพื่อหาความยุติธรรมให้แก่ผู้คนที่ล้มตายในสงครามชายแดนเมื่อสิบปีก่อนนั้น... แท้จริงแล้ว มันคือพระราชวินิจฉัยและพระบรมราชโองการลับจากองค์เหนือหัวเอง" *ตึง!* ราวกับมีสายฟ้าฟาดลงมากลางห้องโถง ร่างของบัวทรุดฮวบลงไปคุกเข่ากับพื้นเรือน ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด สมองของนางขาวโพลนจนประมวลผลสิ่งใดไม่ได้ กล้าเองก็ยืนนิ่งงัน ขาpowered ทั้งสองข้างหนักอึ้งราวกับถูกตรึงไว้กับพื้น โลกทั้งใบหมุนคว้างเมื่อความจริงอันโหดร้ายถูกกระชากหน้ากากออก สงครามที่คร่าชีวิตครอบครัวของกล้า ความล่มสลายของหัวเมือง และการทุจริตทั้งหมด... ล้วนไม่ใช่ฝีมือของขุนนางกังฉินกลุ่มเดียว แต่มันคือ... ก่อนที่กล้าจะได้เอ่ยถามสิ่งใดเพื่อยืนยันความสะพรึงกลัวนี้ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบชีวิตก็ดังขึ้นที่บริเวณชานเรือนด้านนอก ตามมาด้วยเสียงเหล็กกระทบกันของชุดเกราะทหารยามหลวงที่พากันก้าวเข้ามาล้อมเรือนไว้ทุกด้าน! ประานนั้นเอง บานประตูไม้สักก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงด้วยฝ่ามืออันคุ้นเคย ร่างสูงสง่าในชุดขุนนางเต็มยศของ 'ขุนอินทร์' ก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก ด้านหลังของมันคือทหารองครักษ์พระองค์ดำที่ถือดาบวาววับในมือ "ขออภัยที่ต้องมารบกวนยามวิกาลเช่นนี้ หลวงพิจิตรการ... และท่านกล้าช่างเขียนผู้บังอาจ" ขุนอินทร์กวาดสายตามองคนทั้งสามด้วยความเย้ยหยัน "ดูเหมือนว่า พวกเจ้าจะคุยความลับกันเสร็จเรียบร้อยแล้วสินะ... เช่นนั้น ข้าคงต้องขออนุญาตควบคุมตัว 'ผู้สมรู้ร่วมคิดกบฏ' ทั้งหมด ตามพระราชโองการเร่งด่วน ณ บัดนี้!" ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาประวัติศาสตร์หน้ามืดนี้ไปพร้อมกับข้าในตอนนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกแห่งอยุธยา: ลิขิตชีวิตสามัญชน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%