“ปล่อยมือข้าเดี๋ยวนี้!”
เสียงกระซิบลอดไรฟันของแม่หญิงบัวดังก้องท่ามกลางเสียงสายน้ำที่ไหลเชี่ยวกรากในยามวิกาล แรงฉุดรั้งจากใต้น้ำทำให้กล้าต้องออกแรงกอดประคองร่างบางนั้นไว้แน่น ลมหายใจของเขาขาดห้วง รสเค็มปร่าของน้ำป่าสักที่กลืนเข้าไปในจังหวะที่เรือแตกกระจายยังคงติดอยู่ที่ปลายลิ้น ในความมืดมิดที่มองเห็นเพียงเงาตะคุ่มของกิ่งไม้ริมตลิ่ง เขาจำต้องใช้มือข้างหนึ่งตะกุยน้ำพยุงตัว ส่วนอีกข้างโอบเอวคอดกิ่วของนางเอาไว้แน่นราวกับกลัวว่าหากเผลอปล่อย กระแสน้ำมรณะจะพรากนางไปจากมือเขาตลอดกาล
ข้าพเจ้าขอบรรยายความรู้สึกในตอนนั้น... มันไม่ใช่ความตื่นตระหนกแบบที่สามัญชนทั่วไปพึงมี แต่มันคือความนิ่งงันที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความบ้าคลั่งของสัญชาตญาณเอาตัวรอด
“หากเจ้าปล่อยมือตอนนี้ เจ้าได้ไปเฝ้ายมบาลก่อนข้าแน่แม่หญิง” กล้ากระซิบตอบ เสียงของเขาแหบพร่าแต่หนักแน่นราวกับผาหิน “ขุนอินทร์ไม่ได้ต้องการแค่เรือ แต่มันต้องการหัวของเจ้าไปยืนยันกับพวกของมัน”
แม่หญิงบัวนิ่งไปครู่หนึ่ง แม้ในความมืดที่มองไม่เห็นใบหน้า แต่เขาสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากร่างของนางที่เบียดชิดกับอกเขา นางไม่ใช่หญิงสาวอ่อนแอในเรือนที่คอยปักผ้า นางคือคนวางหมากเกมการเมืองที่แม้จะเสียเปรียบจนถึงขีดสุด แต่ก็ยังคงความเยือกเย็นได้อย่างน่าประหลาด
เหนือศีรษะของทั้งคู่ แสงคบเพลิงจากเรือลำใหญ่ของขุนอินทร์วูบไหวราวกับตาปีศาจที่กำลังกวาดมองหาเหยื่อ เสียงฝีพายกระแทกน้ำดังโครมครามเป็นจังหวะที่บีบคั้นหัวใจ ขุนอินทร์ยืนตระหง่านอยู่ที่หัวเรือ ร่างกำยำในชุดสีดำสนิทขับเน้นให้เห็นถึงความอำมหิตที่แผ่ออกมา เขาไม่ได้พูดพร่ำทำเพลง แต่ดาบอาญาสิทธิ์ในมือถูกชักออกจากฝัก สะท้อนแสงจันทร์เป็นประกายเย็นเยียบ
“พลิกแผ่นดินหาให้เจอ!” เสียงของขุนอินทร์กังวานต่ำแต่น่าสะพรึงกลัว “มันบาดเจ็บ ร่างมันต้องลอยขึ้นมาให้พวกเจ้าเห็นภายในหนึ่งก้านธูป หากใครพบตัว... เอาหัวมันมาให้ข้า!”
กล้าตัดสินใจในเสี้ยววินาที เขาใช้ปลายเท้าถีบพื้นทรายใต้น้ำ ดันร่างของแม่หญิงบัวให้มุดเข้าใต้ซุ้มกอหญ้าคาที่หนาแน่นริมตลิ่ง ก่อนจะหยิบเอาเศษไม้กระดานเรือที่ลอยมาใกล้ๆ ขึ้นมาบังศีรษะเอาไว้ เขาจดจำได้ดีว่าในสมัยอยุธยา การซ่อนตัวในแม่น้ำไม่ได้อาศัยเพียงความเร็ว แต่ต้องอาศัย ‘ความนิ่ง’ ของผู้ล่าและผู้ถูกล่า
“ท่าน...” แม่หญิงบัวพึมพำเมื่อเห็นบาดแผลที่หัวไหล่ของกล้า เลือดสีแดงฉานค่อยๆ จางหายไปกับสายน้ำ “ท่านถูกฟันตั้งแต่เมื่อใด”
“อย่าได้สนเรื่องของข้าเลย” กล้ากัดฟันแน่น ความเจ็บปวดจากการถูกคมดาบเฉือนเนื้อในจังหวะที่เรือพุ่งชนเริ่มแผ่ซ่าน แต่เขาไม่อาจปล่อยให้ความเจ็บปวดทำหน้าที่เหนือสติสัมปชัญญะ “จับกิ่งไม้นี่ไว้ให้มั่น ข้าจะค่อยๆ พายเราเข้าไปในคลองเล็กข้างหน้า ขุนอินทร์มันหยิ่งผยองเกินกว่าจะเอาเรือลำใหญ่เข้าไปในน้ำตื้น”
ทั้งสองเคลื่อนที่ไปอย่างช้าที่สุดเท่าที่จะทำได้ ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของสายน้ำ กล้าใช้ทักษะการบังคับเรือและประสบการณ์ที่เคยเห็นชาวบ้านหาปลามาประยุกต์ใช้ เขาไม่ใช้พาย แต่ใช้มือและเท้ากวาดน้ำอย่างนุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ทุกการเคลื่อนไหวมีแต่ความเงียบงัน แต่ทว่า... จังหวะที่พวกเขากำลังจะหลุดรอดจากรัศมีของคบเพลิง เสียงหัวเราะแหลมเล็กของคนผู้หนึ่งก็ดังขึ้น
“ข้าเห็นฟองอากาศตรงนั้น... ท่านขุนขอรับ”
บ่าวรับใช้คนหนึ่งของขุนอินทร์ชี้มือมาทางซุ้มกอหญ้าที่ทั้งคู่ซ่อนตัวอยู่ กล้ารู้ดีว่านี่คือจุดจบหากเขาไม่ทำอะไรสักอย่าง สัญชาตญาณช่างเขียนลายมือของเขาทำงานฉับพลัน เขาสังเกตเห็นกระแสลมที่เปลี่ยนทิศทางในยามค่ำคืน และกิ่งไม้ที่หย่อนลงมาเหนือน้ำ
“แม่หญิง” เขากระซิบด้วยเสียงที่แทบจะไม่ได้ยิน “หากข้าให้สัญญาณ จงว่ายไปยังโขดหินทางขวา อย่าหันหลังกลับมา”
“ท่านจะทำอันใด!” นางถามสวนทันควัน นัยน์ตาคู่งามวาวโรจน์ด้วยความไม่พอใจและกังวล
“ข้าจะไปล่อมัน”
“ไม่! ข้าไม่ยอมให้ท่านไปตายลำพัง”
“ข้าไม่ได้ไปตาย แต่ข้าจะไปจบเรื่องนี้” กล้าคว้ามีดสั้นที่เหน็บอยู่ที่เอวของนางมาไว้ในมือ ก่อนจะผลักร่างของนางออกไปอย่างนุ่มนวล “จำไว้... จารึกที่ข้าซ่อนไว้ในเรือ คือกุญแจสำคัญที่จะเปิดโปงความฉ้อฉลของพวกมันทั้งหมด หากข้าตายไปก่อน เจ้าต้องนำมันไปส่งถึงมือเจ้าพระยาคนใหม่ให้ได้ นี่คือคำขอสุดท้ายของชายที่อาสาจะปกป้องเจ้า”
กล้าไม่รอคำตอบ เขาดีดตัวขึ้นจากผิวน้ำ สร้างเสียงดังสนั่นเพื่อเรียกความสนใจจากพวกขุนอินทร์ ก่อนจะพุ่งร่างดั่งปลาปราดเข้าหาความมืดมิดของพงไม้ฝั่งตรงข้าม
“มันอยู่นั่น! ตามมันไป!” เสียงฝีพายกรรโชกโฮกฮากมุ่งหน้าไปทางที่เขาเพิ่งกระโดดไป
ขุนอินทร์แสยะยิ้มที่มุมปาก มือที่ถือดาบกระชับแน่น “ไอ้ช่างเขียนลายมือ... เจ้าคิดว่าเจ้าจะรอดไปได้งั้นรึ? ความรู้ของเจ้ามันเป็นเพียงหมึกเปื้อนกระดาษ ไม่ใช่อาวุธที่จะฆ่าข้าได้!”
ทว่า ขณะที่ขุนอินทร์กำลังจะสั่งให้บ่าวรุกไล่ตามกล้าไปนั้นเอง เสียงฝีเท้าของม้าศึกนับร้อยก็ดังระงมมาจากทิศทางที่ไม่มีใครคาดคิด เสียงแตรสังข์ดังกึกก้องไปทั่วคุ้งน้ำป่าสัก ขบวนทหารหลวงที่ดูเหมือนจะมาถึงเร็วกว่ากำหนดปรากฏกายขึ้นพร้อมกับธนูเพลิงที่พุ่งลงมาจากหน้าผาริมฝั่ง
ขุนอินทร์ชะงัก สายตาที่เคยเหี้ยมเกรียมแปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตระหนก เขาก้มลงมองเรือของตนเองก่อนจะพบว่า... บ่าวรับใช้ข้างกายคนหนึ่งค่อยๆ ถอดหน้ากากหนังมนุษย์ออก เผยให้เห็นใบหน้าที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี
ใบหน้าของคนที่เขาเพิ่งสั่งฆ่าไปเมื่อสามปีก่อน
“เจ้า...” ขุนอินทร์คำราม “นี่มันเรื่องอันใดกัน!”
“เป็นเรื่องที่เจ้าควรจะถามตัวเองตั้งแต่วันที่เจ้าฆ่าครอบครัวข้าแล้ว ขุนอินทร์” ชายคนนั้นกล่าวเสียงเย็น ก่อนจะชักดาบยาวออกมาจากซ่อนในชุดบ่าว “คืนนี้ แม่น้ำป่าสักจะไม่ได้เป็นพยานให้กับการขึ้นสู่อำนาจของเจ้า แต่มันจะเป็นสุสานที่ฝังร่างของเจ้าลงไปแทน”
กล้าที่แอบซุ่มอยู่ในความมืดมองเหตุการณ์ที่พลิกผันตรงหน้าด้วยหัวใจที่เต้นรัว เขาตระหนักได้ในวินาทีนั้นเองว่า แผนการของแม่หญิงบัวนั้นล้ำลึกกว่าที่เขาคิดไว้หลายเท่า และสิ่งที่เขาต้องเผชิญหลังจากนี้ อาจจะไม่ใช่แค่การเอาตัวรอด... แต่มันคือการตัดสินใจว่าเขาจะเลือกเดินบนเส้นทางแห่งความแค้นหรือการรักษาความยุติธรรมตามที่เขาได้จารึกไว้
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับรอยจารึกแห่งอยุธยาในตอนนี้ด้วยกันนะครับ
รอยจารึกแห่งอยุธยา: ลิขิตชีวิตสามัญชน•ตอนที่ 19
แม่น้ำวิปโยค
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกแห่งอยุธยา: ลิขิตชีวิตสามัญชน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!