รอยจารึกแห่งอยุธยา: ลิขิตชีวิตสามัญชน•ตอนที่ 27

ชีวิตหลังม่านวัง

ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
"เจ้ารู้อะไรไหมกล้า... ในวังหลวงนี้ ความเงียบนั้นน่ากลัวกว่าเสียงตะโกนด่าทอเสียอีก" แม่หญิงบัวกระซิบประโยคนี้เบาๆ ขณะที่มือนางกำลังหยิบพู่กันจุ่มหมึกจางๆ เพื่อร่างจดหมายลับให้นายเหนือหัว นางไม่ได้มองหน้าผม แต่สายตาจดจ้องไปยังโคมไฟที่ไหววูบตามแรงลมข้างหน้าต่างตำหนักชั้นในที่ซึ่งแสงตะเกียงแทบจะสู้ความมืดมิดของราตรีไม่ได้ ผมวางปากไก่ลงช้าๆ พลางกวาดสายตามองเหล่าหญิงรับใช้ที่ก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่ในความมืดสลัว บางคนกำลังตำเครื่องหอม บางคนคัดสำเนาบัญชีส่วย บางคนเพียงแต่นั่งพับเพียบรอคำสั่งด้วยแววตาเลื่อนลอย ที่นี่ไม่ใช่สรวงสวรรค์อย่างที่คนนอกกำแพงวังฝันถึง แต่มันคือโรงงานผลิตอำนาจที่ขับเคลื่อนด้วยหยาดเหงื่อและความหวาดระแวง "ที่เจ้าว่ามาคือการทำงานของคนหลังม่านใช่ไหมแม่หญิง?" ผมถามเบาๆ พยายามรักษาระยะห่างตามฐานันดร แม่หญิงบัวเงยหน้าขึ้น ดวงตาของนางวูบไหว "คนเหล่านี้ไม่ได้มีชีวิตเพื่อตัวเองหรอกกล้า พวกเขาคือฟันเฟืองที่ไร้เสียง หากฟันเฟืองชิ้นไหนส่งเสียงดังเกินไป ก็มีแต่จะถูกถอดทิ้ง... หรือถูกทำลายทิ้งเสีย" นางขยับตัวเข้ามาใกล้ กลิ่นร่ำควันเทียนจางๆ ประจำตัวนางดูจะเด่นชัดขึ้นในบรรยากาศที่ตึงเครียดนี้ "เจ้าเห็นหญิงชราที่นั่งคัดใบลานตรงนั้นไหม? นางรับใช้ในวังมาสามแผ่นดินแล้ว ตั้งแต่สมัยก่อนที่เจ้าจะเกิดเสียอีก นางรู้เรื่องราวของขุนอินทร์มากกว่าที่เจ้าคาดคิดนัก" ผมเหลือบมองหญิงชราผู้นั้น นางไม่ได้ดูเหมือนคนที่มีความลับอะไรเลย นอกจากนิ้วมือที่เปรอะไปด้วยรอยหมึกและความหลังค่อมจากการก้มคัดงานมาทั้งชีวิต แต่แล้วเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น หญิงชราผู้นั้นทำใบลานในมือร่วงหล่น สายตาของนางไม่ได้มองไปที่พื้น แต่มองมาที่ผมด้วยแววตาที่สั่นระริก ก่อนจะขยับปากพูดโดยไร้เสียง *‘หนีไป... ขุนอินทร์รู้แล้ว’* หัวใจผมกระตุกวูบ ความเย็นเยือกแล่นผ่านไขสันหลังโดยฉับพลัน ในจังหวะนั้นเอง เสียงฝีเท้าของทหารรักษาการณ์ที่หนักแน่นผิดปกติก็ดังก้องขึ้นที่ระเบียงทางเดินด้านนอก มันไม่ใช่จังหวะการเดินตรวจตราธรรมดา แต่มันคือเสียงย่ำเท้าของคนที่มาเพื่อ ‘ล่า’ "บัว... เจ้าต้องออกไปจากที่นี่" ผมคว้ามือแม่หญิงบัวไว้แน่น "ถ้าข้าไป แล้วเจ้าจะทำอย่างไร? หลักฐานในมือเจ้าล่ะ?" นางถามกลับด้วยความเยือกเย็นที่น่าทึ่ง ผมล้วงเข้าไปในอกเสื้อหยิบกระดาษจารึกรอยประทับตราลับของขุนอินทร์ที่ผมเพิ่งคัดลอกมาได้จากหอหลวง มันคือหลักฐานการค้าอาวุธเถื่อนที่อาจสั่นคลอนถึงบัลลังก์ได้ แต่ทว่า... ทันใดนั้น ประตูก็ถูกกระชากเปิดออกอย่างรุนแรง ขุนอินทร์ก้าวเข้ามาในห้องด้วยใบหน้าเรียบเฉย ทว่าดวงตากลับคมกริบดุจมีดโกน เขาไม่ได้มาเพียงลำพัง ทหารองครักษ์นับสิบกรูเข้ามาล้อมรอบพวกเราไว้จนไม่มีทางหนี "ข้าบอกแล้วใช่ไหมกล้า ว่าคนฉลาดมักจะตายเพราะความสงสัยของตัวเองเสมอ" ขุนอินทร์ยิ้มเย็น แสงไฟจากคบเพลิงสะท้อนในแววตาเขากลายเป็นประกายสีแดงก่ำ เขาสืบเท้าเข้ามาใกล้ผม ก่อนจะหยุดยืนตรงหน้าและเหลือบมองไปยังมือที่ผมกุมกระดาษฉบับนั้นไว้อยู่ "ส่งมันมา แล้วข้าจะเมตตาปล่อยให้เจ้าตายอย่างมีความสุข... หรือจะให้ข้าลากคอเจ้าไปทรมานจนกว่าจะสารภาพว่าใครเป็นคนส่งเจ้ามาสืบเรื่องนี้?" ผมมองไปที่แม่หญิงบัว นางทำเพียงแค่ถอนหายใจยาว แล้วค่อยๆ ปล่อยมือจากพู่กัน ก่อนจะหันไปสบตาขุนอินทร์ด้วยรอยยิ้มที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน เป็นรอยยิ้มที่ไร้ซึ่งความเกรงกลัวและแฝงไปด้วยความสมเพช "ท่านขุนคงลืมไปแล้วว่า... ท่านไม่ได้สู้กับข้าเพียงลำพังในห้องนี้" นางกล่าวเสียงเรียบ ก่อนจะดึงสายห้อยเอวที่เป็นสัญลักษณ์ของราชนิกุลชั้นสูงออกมาโชว์ต่อหน้าทุกคน เสียงฝีเท้าอีกกลุ่มหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลังของทหารเหล่านั้น ไม่ใช่เสียงของทหารเลว แต่เป็นเสียงดาบที่ถูกชักออกจากฝักอย่างพร้อมเพรียง! หวังว่าเรื่องราวที่เข้มข้นขึ้นในวังหลวงนี้จะทำให้ทุกท่านลุ้นระทึกไปพร้อมกับผมในตอนหน้านะครับ
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกแห่งอยุธยา: ลิขิตชีวิตสามัญชน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%