กลิ่นคาวเลือดจางๆ และคราบเขม่าดินปืนยังคงติดตรึงอยู่ที่ปลายนิ้ว ทว่าสิ่งแวดล้อมรอบกายเวลานี้กลับถูกแทนที่ด้วยสีเขียวทึบของราวป่าดงดิบอันเงียบสงัดและไร้ซึ่งปรานี
"กล้า" คุกเข่าลงแนบหูติดกับผืนดินชื้นแฉะ ลมหายใจของเขาถูกผ่อนออกอย่างระมัดระวังที่สุด เสียงฝีเท้าที่ก้าวเหยียบกิ่งไม้แห้งห่างออกไปราวร้อยวา แม้จะมองไม่เห็นตัว แต่สัญชาตญาณเตือนภัยในอกซ้ายบอกชัดเจนว่า นักล่าจากหน่วยสอดแนมของขุนอินทร์กำลังปิดล้อมพื้นที่เข้ามาทุกที
ป่าลึกในเขตชายแดนอยุธยาตอนเหนือยามนี้ เปรียบเสมือนหมากกระดานมรณะ หากเดินหมากผิดเพียงตาเดียว ชีวิตของช่างเขียนลายอย่างเขาก็จะจบลงทันทีโดยไม่มีแม้แต่เสียงกรีดร้อง
ดวงตาคมกริบกวาดสำรวจพืชพรรณรอบตัวอย่างรวดเร็ว ในฐานะลูกหลานช่างหลวงที่เคยติดตามบิดาเดินเท้าเข้าป่าเพื่อหาแร่หินสีสำหรับทำรงควัตถุ กล้าได้รับการสั่งสอนมาเสมอว่า ธรรมชาติไม่ได้มีเพียงอันตราย แต่ซ่อนกลอุบายเอาไว้ให้ผู้รู้จักสังเกตได้หยิบฉวย
เขาก้มลงเก็บใบ "หนาด" กำใหญ่มาขยี้จนแหลกคาวมือ แล้วป้ายทาตามลำตัวและใบหน้าเพื่อกลิ่นฉุนรุนแรงจะได้กลบกลิ่นเหงื่อไคลของมนุษย์ จากนั้นใช้มีดเหน็บเล่มสั้นขุดคุ้ยดินโคลนใσόนรากไม้ใหญ่มาพอกทับรองเท้าหนังวัว เพื่อลบรอยเท้าที่ชัดเจน ทว่าแค่นั้นยังไม่พอ... สำหรับการรับมือกับพรานหลวงมือฉมังที่สะกดรอยเก่งยิ่งกว่าเงา
*“เจ้ากล้า... ถ้าเจ้าคิดจะหนีด้วยสองเท้าเปล่า เจ้าไม่มีทางรอดพ้นเงื้อมมือคนของขุนอินทร์ไปได้หรอก”* เสียงในใจกระซิบเตือนสติ ทว่าความกลัวไม่ได้ทำให้มือของเขาสั่น กลับยิ่งทำให้ความนิ่งสงบเข้ามาแทนที่อย่างน่าประหลาด
ฝีเท้าที่ย่างสามขุมเข้ามาใกล้เรื่อยๆ พร้อมเสียงพูดคุยแผ่วเบาที่ลอยมาตามลม
"รอยเท้าขาดหายตรงแถวพุ่มไม้หนามนี้ครับพี่... มันคงรีบหนีจนลุยเข้าไปทางนั้น" เสียงหนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างมั่นใจ
กล้าซ่อนตัวอยู่หลังม่านเถาวัลย์หนาทึบ สายตาจับจ้องไปยังเงาร่างของทหารยามสองคนที่ถือดาบปลายปืนเดินเข้ามาใกล้จุดที่เขายืนอยู่ห่างไม่ถึงสิบก้าว หัวใจของเขาเต้นเป็นจังหวะหนักหน่วงแต่ควบคุมได้ ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึก ประเมินทิศทางลมและการเคลื่อนไหวของศัตรู
เขารู้ดีว่าหากวิ่งหนีตอนนี้ มีแต่ตกเป็นเป้านิ่งในที่โล่งแจ้งเท่านั้น
พลัน สายตาเหลือบไปเห็นรังของ "ต่อหัวเสือ" ขนาดใหญ่ที่ห้อยนิ่งอยู่บนกิ่งไม้สูงเหนือศีรษะของทหารทั้งสองคนพอดี รังของมันขยับไหวตามแรงลมเล็กน้อย และที่พื้นเบื้องล่างมีก้อนหินกรวดขนาดพอดีมือตกอยู่
รอยยิ้มบางเฉียบปรากฏขึ้นที่มุมปากของช่างเขียนผู้เยือกเย็น
กล้ามองซ้ายมองขวาอย่างรวดเร็วเพื่อหาช่องทางถอยหลัง จากนั้นใช้ปลายนิ้วดีดก้อนกรวดในมือกระทบเข้ากับลำต้นไม้แห้งด้านข้างอย่างแรงจนเกิดเสียงดัง "แกร็ก!"
ทหารทั้งสองนายสะดุ้งสุดตัว หันขวับไปตามเสียงพร้อมกับเงื้ออาวุธขึ้นเตรียมพร้อม "ใครวะ! ออกมานะ!"
จังหวะนั้นเอง กล้าก็ใช้หินอีกก้อนซัดขึ้นไปกระทบรังต่อหัวเสือเต็มแรง เสียงหวีดหวิวของฝูงต่อโกรธเกรี้ยวบินออกมาพรึบราวกับห่าฝน พวกมันพุ่งตรงเข้าใส่เป้าหมายที่อยู่ใกล้ที่สุดอย่างไม่รอช้า เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดจากการถูกต่อต่อยระเบิดขึ้นท่ามกลางความเงียบของป่าดงดิบ ทหารทั้งสองนายทิ้งอาวุธแล้ววิ่งหนีตายอลหม่านจนลืมเป้าหมายในการตามล่าสิ้นเชิง
ไม่รอช้า กล้าพุ่งตัวออกจากที่ซี่ง หลบเร้นลึกลงไปในร่องห้วยรกทึบที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะมีคนกล้าลงไปเหยียบย่ำ น้ำในห้วยเย็นเฉียบและไหลเชี่ยวกรากพอที่จะช่วยพัดพาคราบร่องรอยทั้งหมดให้หายไปจากความทรงจำของป่า
ทว่า เมื่อเขาปีนขึ้นมาถึงอีกฝั่งของผืนป่าที่เงียบสงบ ความเหนื่อยล้าก็เริ่มกัดกินเรี่ยวแรง ทันใดนั้นเอง แสงสะท้อนจากโลหะบางอย่างก็วับวามขึ้นจากพุ่มไม้เบื้องหน้า
ร่างสูงโปร่งของใครคนหนึ่งก้าวออกมาจากเงาไม้ พร้อมกับคมดาบที่จ่อตรงมาที่ลำคอของเขาอย่างแม่นยำโดยไม่มีการลังเล
"ฝีมือหลอกล่อใช้ได้... แต่เจ้าคิดจริงๆ หรือว่ารอดจากป่านี้มาได้แล้ว จะมีชีวิตรอดกลับไปสู้อยุธยา?" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มเยียบเย็นที่มุมปาก
กล้าเบิกกว้างด้วยความตกใจ เมื่อพบว่าผู้ที่ดักรออยู่เบื้องหน้าไม่ใช่คนของขุนอินทร์ แต่เป็นบุคคลที่คาดไม่ถึงที่สุด—คนที่ควรจะนอนรอรับโทษทัณฑ์อยู่ในคุกหลวงคูเมืองเหนือ!
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านช่วงเวลาที่แสนบีบคั้นไปพร้อมกับข้าในบทนี้นะครับ
รอยจารึกแห่งอยุธยา: ลิขิตชีวิตสามัญชน•ตอนที่ 44
เอาตัวรอด
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกแห่งอยุธยา: ลิขิตชีวิตสามัญชน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!