รอยจารึกแห่งอยุธยา: ลิขิตชีวิตสามัญชน•ตอนที่ 13

เกร็ดความเชื่อ

ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
“เจ้าจักเอาชีวิตนางไปเพื่ออันใด ในเมื่อตราประทับนั่นอยู่ในกำมือข้าแล้ว!” เสียงของกล้าดังก้องผ่านความเงียบงันของค่ำคืน ร่างของเขาสั่นสะท้านไม่ใช่อาการหวาดกลัวต่อคมดาบ แต่เป็นความแค้นที่พุ่งพล่านจนแทบระงับไม่อยู่ เขาจ้องมองไปยังชายชุดดำที่ขยับกายเข้ามาใกล้แม่หญิงบัว ทุกย่างก้าวของมันช่างเงียบเชียบดั่งวิญญาณร้ายที่หลุดออกมาจากขุมนรก ขุนอินทร์เหยียดยิ้มที่มุมปาก แววตาของขุนนางผู้นี้ฉายแววเหยียดหยามอย่างชัดเจน “ตราประทับน่ะหรือเจ้าหนุ่ม... มันเป็นเพียงเศษโลหะที่ใช้สั่งการคนโง่ให้ตายแทนได้เท่านั้น” ขุนอินทร์เอ่ยเสียงเรียบพลางโบกมือให้ชายชุดดำหยุดชะงัก “แต่หากอยากได้ตัวหญิงสาวคนนี้คืนเจ้า ก็จงบอกมาเสียดีๆ ว่าเจ้าซ่อนจดหมายลับของท่านเจ้าคุณไว้ที่ใด” แม่หญิงบัวที่ถูกจองจำอยู่เบื้องหลังชายชุดดำไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ดวงตาของนางกวาดมองไปรอบตัวด้วยความสุขุม ก่อนจะหยุดลงที่ศาลเพียงตาเก่าคร่ำคร่าใกล้ๆ ซึ่งในยามนี้คลาคล่ำไปด้วยเครื่องเซ่นไหว้ ทั้งหัวหมู บายศรี และเหล้าขาว ในวันนี้เป็นวัน ‘ไหว้ผีบรรพบุรุษ’ พิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านเชื่อว่าวิญญาณจะกลับมาปกป้องลูกหลาน หากใครทำผิดผี ชีวิตย่อมพบกับความวิบัติ “ท่านขุน... ท่านลืมไปแล้วหรือว่าวันนี้วันอะไร” บัวเอ่ยแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลัง “การเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ในคืนที่วิญญาณบรรพบุรุษวนเวียนอยู่ใกล้ตัวเช่นนี้ ท่านไม่กลัวจะกลายเป็นผีเฝ้าเรือนโดยไม่ได้ผุดได้เกิดหรืออย่างไร” ขุนอินทร์หัวเราะร่วน เสียงหัวเราะแหลมสูงบาดหูขัดกับบรรยากาศขรึมขลังของพิธีกรรม “ผีสางรึ? ข้ากินข้าวแกงหม้อเดียวกับกษัตริย์ ผีบรรพบุรุษตัวไหนจะกล้ามาแตะต้องตัวข้า อย่าใช้คำหลอกเด็กมาขู่คนระดับข้าเลยแม่หญิง” กล้าสบตาบัวเพียงครู่เดียว เขาสัมผัสได้ถึงสัญญาณที่ส่งผ่านสายตาของนาง บัวไม่ได้กลัว แต่กำลังชักจูงให้ศัตรูหลงทางอยู่ในความคิดเรื่องอาคมและไสยศาสตร์ กล้าค่อยๆ เลื่อนมือไปกุมกริชเล่มเล็กที่ซ่อนไว้ใต้รอยพับผ้าถุง ความเย็นของด้ามเหล็กเตือนให้เขารู้ว่า นี่คือโอกาสเดียวที่จะเปลี่ยนสถานการณ์ “หากท่านไม่กลัวผี งั้นลองดูนี่เสียหน่อยเป็นอย่างไร” กล้าตะโกนก้องก่อนจะคว้าเถ้าถ่านจากกระถางธูปหน้าศาลบรรพบุรุษสาดใส่ชายชุดดำอย่างจัง! ฝุ่นสีเทาฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ ชายชุดดำชะงักด้วยความตกใจและแสบตา กล้าไม่รอช้า พุ่งตัวเข้าหาแม่หญิงบัวทันที การเคลื่อนไหวของเขารวดเร็วดุจพยัคฆ์หิวโหย เขากระชากแขนบัวให้หลบพ้นจากวิถีดาบ ก่อนจะฉุดนางวิ่งเข้าสู่ความมืดมิดของพงหญ้าคาที่สูงท่วมหัว “ทางนี้กล้า! ตามข้ามา!” บัวร้องสั่ง นางจำเส้นทางในเขตวัดร้างนี้ได้ดีกว่าใคร ทั้งสองวิ่งหลบเร้นเข้าไปในบริเวณที่ชาวบ้านกำลังทำพิธีไหว้ผีกันอยู่ ควันธูปที่อบอวลไปทั่วบริเวณช่วยพรางตัวพวกเขาจากสายตาของพวกขุนอินทร์ได้เป็นอย่างดี เสียงสวดอ้อนวอนของชาวบ้านดังแว่วมาเป็นระยะๆ เนื้อหาการสวดช่างขัดแย้งกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นเบื้องหลัง ราวกับโลกของคนเป็นและคนตายกำลังซ้อนทับกันอย่างน่าพิศวง “ข้าไม่คิดว่าท่านจะกล้าบุกเข้ามาในเขตพิธีเช่นนี้” บัวกระซิบพลางหอบหายใจหนัก “ที่ใดมีผี ที่นั่นย่อมมีความกลัวครับ” กล้าตอบเสียงเครียด “ขุนอินทร์อาจไม่กลัวผี แต่มันต้องกลัวความวุ่นวายที่อาจจะทำลายแผนการใหญ่ของมัน หากพวกชาวบ้านเห็นว่ามันกำลังไล่ล่าคนในคืนมงคลนี้ ความเลื่อมใสที่มันพยายามสร้างจะพังพินาศทันที” “เจ้าฉลาดขึ้นมากนะกล้า” บัวยิ้มบางๆ ท่ามกลางความมืด ก่อนที่รอยยิ้มนั้นจะเลือนหายไปเมื่อเสียงฝีเท้าหนักๆ เริ่มใกล้เข้ามาอีกครั้ง ชายชุดดำคนเดิมปรากฏตัวขึ้นอีกด้านของพุ่มไม้ แต่มันไม่ได้มาคนเดียว มันพาชายฉกรรจ์อีกสามคนมาด้วย ทั้งหมดแยกย้ายล้อมวงเข้ามาบีบให้กล้าและบัวจนมุมอยู่กลางวงล้อมของศาลผีปู่ย่าตายาย ขุนอินทร์เดินตามออกมาด้วยท่าทีสุขุม ดาบในมือของมันสะท้อนแสงจันทร์เป็นประกายเยือกเย็น “ไหว้ผีบรรพบุรุษงั้นรึ? ถ้าบรรพบุรุษของเจ้าเก่งจริง ก็ลองเรียกพวกเขากลับมาช่วยเจ้าตอนนี้เลยสิ... แต่ข้าเกรงว่าผีคงจะช่วยไม่ได้ เพราะคนที่กำลังจะตายในคืนนี้ ไม่ใช่พวกเจ้า แต่คือความลับที่เจ้าเก็บไว้ในอกต่างหาก” มันขยับดาบขึ้นพาดบ่า แววตาจ้องมองไปที่กล้าเหมือนมองเหยื่อที่ไร้ทางสู้ กล้าขยับตัวบังบัวไว้มิด ความรู้สึกเย็นวาบแล่นปราดไปตามสันหลังเมื่อเขาสัมผัสได้ว่า ชายชุดดำที่เคยถือตราประทับผู้นั้น ค่อยๆ เงื้อดาบขึ้นสูงเตรียมปลิดชีพ แต่ทว่า... ในวินาทีที่คมดาบกำลังจะพุ่งลงมา พื้นดินใต้เท้าของทุกคนกลับสั่นสะเทือนเบาๆ เสียงกระดิ่งลมที่แขวนอยู่หน้าศาลบรรพบุรุษดังขึ้นรัวแรงทั้งที่ไร้สายลม กลิ่นธูปหอมฉุนกึกคล้ายกลิ่นศพเน่าโชยเข้ามาปะทะจมูกอย่างรุนแรงจนทุกคนต้องชะงัก กล้าเบิกตากว้างเมื่อเห็นเงาสีดำรูปร่างมนุษย์ปรากฏขึ้นหลังร่างของขุนอินทร์ เงาสูงใหญ่สวมชุดโบราณขาดวิ่น แววตาสีแดงฉานดั่งถ่านไฟจ้องมองขุนอินทร์ด้วยความโกรธแค้น ขุนอินทร์ชะงักกึก สีหน้าของชายผู้ไม่เคยกลัวสิ่งใดกลับซีดเผือดลงทันที เมื่อเขาสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านมาจากข้างหลัง มือที่ถือดาบเริ่มสั่นเทาจนบังคับไม่ได้ “เจ้า... เจ้าเป็นใคร?” ขุนอินทร์เสียงหลง ร่างกายของเขาทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นโดยไม่มีใครผลัก! ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้ากระดาษแห่งประวัติศาสตร์ไปกับนักเล่าประวัติศาสตร์นะครับ
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกแห่งอยุธยา: ลิขิตชีวิตสามัญชน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%