เสียงตำข้าวครกกระเดื่องของยายมั่นยังคงดังตุบ... ตุบ... สลับกับเสียงหับปูนตำหมากในปากของแก เป็นจังหวะชีวิตที่คุ้นชินของชาวบ้านริมคลองบางหลวงแห่งนี้ครับ
กล้าเงยหน้าขึ้นจากสมุดไทยในมือ หมึกจีนสีดำเข้มตัดกับกระดาษข่อยสีเหลืองหม่นสะท้อนภาพเรือนไม้ไผ่ใต้ถุนสูงหลังคาแฝก รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างอ่อนลโยม เมื่อสายตาคมกริบกวาดมองวิถีชีวิตรอบตัว ที่แม้จะไม่ได้หรูหราโอ่อ่าราวกับเรือนพระยาในกำแพงเมือง ทว่ามันกลับเต็มไปด้วยลมหายใจแห่งความจริงแท้ของผู้คนสามัญ
"เอ็งนั่งก้มหน้าเขียนอะไรนักหนาไอ้กล้า ข้าวปลาไม่ยอมกิน เดี๋ยวลมเพลมพัดจะพาลเป็นไข้ป่าเอา"
เสียงห้าวห้วนแต่มิได้เจือความรำคาญดังขึ้น พร้อมกับร่างสันทัดของลุงมั่น พ่อสามีของยายมั่น ที่เดินถือปลาช่อนตัวเขื่องเพิ่งตกได้สดๆ มาวางลงบนรางไม้ไผ่ กลิ่นโคลนสาบควายและกลิ่นคาวปลาน้ำจืดลอยคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นควันไฟจากเตาฟืน ช่างเป็นกลิ่นอายที่สลักลึกอยู่ในความทรงจำของกล้าตั้งแต่วัยเยาว์
"ข้ากำลังเทียบตัวอักษรขอมกับอักษรไทยย่อที่ใช้ตามท้องตลาดอยู่ครับลุง... เผื่อวันหน้าชาวบ้านแถบนี้จะใช้ยื่นเรื่องราวร้องทุกข์ต่อศาลหลวงได้สะดวกขึ้น ไม่ต้องไปจ้างพวกเสมียนเจ้าเล่ห์ในเมืองรีดไถเอาเบี้ยหวัด" กล้าตอบพลางวางพู่กันขนกระต่ายลงอย่างทะนุถนอม
ลุงมั่นแค่นหัวเราะในลำคอ ยื่นมือหยาบกร้านหยิบใบตองแห้งมาม้วนยาเส้น "เฮอะ! เอ็งนี่มันคนซื่อ หรือคนโง่กันแน่วะไอ้กล้า ตัวเอ็งเองก็รอดตายมาจากค่ายบางระจันหวุดหวิด มีรอยแผลเป็นที่สีข้างเป็นเครื่องเตือนใจแท้ๆ ยังจะเอาตัวเข้าไปยุ่งกับเรื่องทางราชการอีก"
คำพูดนั้นสะกิดแผลในใจกล้าเข้าอย่างจัง มือที่กำลังจะปิดสมุดไทยชะงักค้าง ภาพเหตุการณ์วันที่ค่ายแตก เสียงกรีดร้อง และกลิ่นควันไฟที่พรากครอบครัวไปในคืนเดียวผุดขึ้นมาในมโนสำนึก ทว่ากล้าเลือกที่จะเก็บงอดความเจ็บปวดนั้นไว้เบื้องหลังแววตาที่สงบนิ่ง เขากลืนก้อนสะอื้นลงคอแล้วเงยหน้าสบตาชายสูงวัยตรงหน้า
"เพราะข้าเคยสูญเสียทุกอย่างมาแล้วต่างหากลุง... ข้าถึงได้รู้ว่า การที่ชาวบ้านตาดำๆ ต้องก้มหัวให้ความอยุติธรรมโดยไม่มีแม้แต่ตัวหนังสือปกป้องตัวเอง มันน่าเวทนาแค่ไหน"
บรรยากาศรอบตัวราวกับเงียบงันลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงหรีดหริ่งเรไรจากป่าละเมาะด้านหลังเรือนที่ยังคงทำหน้าที่ของมัน ลุงมั่นมองหน้าชายหนุ่มรุ่นหลานด้วยแววตาเปลี่ยนไป จากความระแวงกลายเป็นความเห็นอกเห็นใจอย่างลึกซึ้ง แกตบไหล่กล้าเบาๆ สองสามครั้ง
"เอ้อ... ถ้าเอ็งคิดจะทำความดี ข้าก็ไม่ขัด แต่จำคำข้าไว้อย่าง คนหัวเมืองอย่างพวกเรา อยู่ได้ด้วยน้ำใจและความสามัคคี มิใช่ด้วยตัวหนังสือในกระดาษหรอกนะ"
ขณะที่บทสนทนากำลังดำเนินไปอย่างไร้ความเร่งรีบ เสียงฝีเท้าหนักๆ ของฝูงม้าศึกและเสียงเกือกม้ากระทบพื้นดินเลนริมคลองก็ดังขึ้น ทำลายความสงบสุขของยามบ่ายลงโดยพลัน ไก่ป่าข้างบ้านแตกตื่นบินกระเจิง ยายมั่นถึงกับหยุดตำหมาก เงยหน้ามองไปทางปากทางเข้าหมู่บ้านด้วยความตกใจ
กล้าขมวดคิ้วมุ่น สัญชาตญาณความระแวดระวังที่ถูกฝึกฝนมาแต่วัยฉกรรจ์ตื่นตัวขึ้นทันที เขาคว้าสมุดไทยสอดไว้ใต้ขอบผ้าม่วงอย่างรวดเร็ว ก่อนจะก้าวเท้าฉับๆ ไปที่ระเบียงเรือนเพื่อมองลงมาเบื้องล่าง
ม้าศึกสี่ตัวหยุดนิ่งอยู่ที่หน้าลานวัดร้างประจำชุมชน บนหลังม้าคือทหารหลวงในเครื่องแบบสังกัดกรมวัง ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของกล้ากระตุกวูบมิใช่ชุดเครื่องแบบนั้น หากแต่เป็นร่างระหงของสตรีผู้หนึ่งที่ก้าวลงมาจากเรือนพักแรมของหลวงใกล้กัน นางสวมสไบแพรสีม่วงหม่น ใบหน้าแม้จะดูอ่อนล้าจากการเดินทางไกล แต่แววตากลับเฉียบคมและทรงอำนาจจนคนในชุมชนต้องหลบสายตา
แม่หญิงบัว!
นางมาทำอะไรที่หมู่บ้านป่าห่างไกลความเจริญเช่นนี้? และที่สำคัญยิ่งกว่า... นางรู้ได้อย่างไรว่าเขาหลบพักอยู่ที่นี่?
แม่หญิงบัวกวาดสายตาคมปลาบขึ้นมาบนเรือนไม้ไผ่ รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นที่มุมปาก นางไม่ได้เอ่ยทักทายผู้ใด ทว่ากลับชูห่อผ้าไหมแพรพรรณเปื้อนโคลนขึ้นสูงให้กล้าเห็นถนัดตา
"ข้าตามหาตัว 'ช่างเขียน' ผู้หนีคดีกบฏมาครึ่งเดือนเต็ม..." เสียงหวานใสแต่เยือกเย็นก้องกังวานท่ามกลางความเงียบของป่า "และดูเหมือนว่า... ข้าจะมาพบเจ้าในที่ที่คาดไม่ถึงเสียจริงนะ คุณกล้า"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านช่วงเวลาที่แสนบีบคั้นไปพร้อมกับข้าในบทนี้นะครับ
รอยจารึกแห่งอยุธยา: ลิขิตชีวิตสามัญชน•ตอนที่ 42
วิถีชาวบ้านป่า
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกแห่งอยุธยา: ลิขิตชีวิตสามัญชน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!