เสียงหมึกซึมลึกเข้าไปในเนื้อกระดาษสาเนื้อดี—เสียงนั้นแห้งกรอบและชวนให้หัวใจเต้นระส่ำราวกับเสียงฝีเท้าของมัจจุราชที่ย่างสามขุมเข้ามาใกล้เรือนจำ
“เจ้าทำเกินไปแล้ว… กล้า” ชายผู้นั้นกล่าวเสียงเย็นเยียบ “การปลอมแปลงเอกสารราชการเป็นโทษหนักถึงประหารชีวิต ไม่ว่าเจ้าจะมีเหตุผลอะไรก็ตาม”
กล้า ไม่ได้เงยหน้าขึ้นจากโต๊ะไม้สักทองที่เกลื่อนไปด้วยคัมภีร์ใบลานและตลับหมึกจีน มือที่เรียวยาวและสั่นเทาเล็กน้อยของชายหนุ่มยังคงประคองพู่กันขนกระต่ายไว้อย่างมั่นคง ปลายพู่กันตวัดลากเส้นสุดท้ายอย่างเชี่ยวชาญ เลียนแบบลายมือและรอยตราประทับครั่งสีแดงสดของพระยาราชโยธาได้อย่างแนบเนียน ชนิดที่ต่อให้เจ้าตัวมาเห็นเองก็แยกไม่ออกว่าอันไหนจริง อันไหนเทียม
กล้าสูดหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นความตื่นตระหนก กลิ่นอายของความตายและอำนาจที่ลอยคลุ้งอยู่ในห้องหนังสือทึบแสงนี้มันช่างกดดัน แต่เขารู้ดีว่าหมากกระดานนี้ เขาถอยหลังไม่ได้เสียแล้ว
“กระผมไม่ได้ทำเพื่อตนเองครับ ท่านขุนอินทร์” กล้ากล่าวเสียงเรียบ นัยน์ตาคมกริบช้อนขึ้นสบตากับผู้มาเยือนอย่างไม่เกรงกลัว แม้เบื้องหน้าเขาคือขุนนางผู้เหี้ยมโหดและกุมอำนาจเงาในวังหลวง
ขุนอินทร์แค่นหัวเราะในลำคอ ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อกระbตุกแพรจีนสีน้ำเงินเข้มปักลายเมฆหมอก ทับด้วยสวมเสื้อครุยโปร่งบางตามธรรมเนียมขุนนางชั้นผู้ใหญ่ เดินเข้ามาใกล้โต๊ะทำงาน กลิ่นหอมเย็นของกฤษณาคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นอายอันตราย ขุนอินทร์ก้มลงมองกระดาษแผ่นที่กล้าเพิ่งวางลง สายตาคมดุราวกับเหยี่ยวหิ้วเหยื่อกวาดมองข้อความในเอกสารลับที่ระบุโยกย้ายกำลังพลและการคลังครั้งใหญ่
มันคือเอกสารปลอมที่แม่หญิงบัวและกล้าร่วมกันวางแผนขึ้น เพื่อหลอกให้ขุนอินทร์เข้าใจผิดว่า กองกำลังฝั่งตรงข้ามกำลังเคลื่อนพลลงใต้ และคลังหลวงได้ถูกถ่ายเทไปยังหัวเมืองเหนือแล้ว เพื่อให้ขุนอินทร์รีบเร่งตัดสินใจเดินหมากผิดพลาดตามแผนที่พวกเขากำหนด
นิ้วมือหนาหยาบกร้านของขุนอินทร์หยิบแผ่นกระดาษนั้นขึ้นมาพิจารณา แสงจากตะเกียงน้ำมันทองเหลืองวับแวมกระทบเข้ากับใบหน้าคมคายที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจาง ๆ จากสนามรบ ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วห้อง นานนับนาทีที่ราวกับถูกยืดออกเป็นชั่วโมง กล้าลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เม็ดเหงื่อกาฬผุดซึมตามไรผม แม้ภายนอกเขาจะดูเยือกเย็นดั่งหินผา แต่ภายในกลับร้อนรุ่มราวกับถูกไฟสุม
“ตราประทับนี่… รอยครั่งนี้…” ขุนอินทร์พึมพำกับตัวเอง ดวงตาหรี่แคบลงอย่างใช้ความคิด “เจ้าหาต้นแบบมาจากไหน เจ้าเด็กหนุ่ม ช่างบังอาจนัก”
“หากมิใช่ของจริง แล้วเหตุใดจึงแยกไม่อ่กเล่าครับ” กล้าเลือกที่จะใช้จิตวิทยาตอกกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้พิรุธ “ท่านขุนย่อมรู้ดีว่า ในยามที่บ้านเมืองระส่ำระสายเช่นนี้ ใครกุมเสบียงและกองกำลังคนแรกผู้นั้นย่อมเป็นผู้ชนะ เอกสารฉบับนี้คือสิทธิ์ขาดที่พระยาราชโยธามอบให้เฉพาะคนสนิทเท่านั้น… และกระผมคิดว่า ท่านเองก็กำลังรอคอยคำสั่งนี้อยู่มิใช่หรือครับ”
คำพูดนั้นราวกับศ S ดอกสุดท้ายที่ปักตรงกลางเป้า ขุนอินทร์ชะงักไป ดวงตาคมดุฉายแววโลภโลดขึ้นมาวูบหนึ่ง ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความเยือกเย็นตามวิสัยของนักการเมืองเขี้ยวลากดิน
ความทะเยอทะยานที่ถูกปิดตายมานานนับปี บัดนี้ถูกกระตุ้นด้วยกระดาษแผ่นเดียวที่อยู่ตรงหน้า ขุนอินทร์ละสายตาจากตัวหนังสือ เงยหน้าขึ้นจ้องมองกล้าด้วยรอยยิ้มที่มุมปาก รอยยิ้มที่เคลือบยาพิษและความเหี้ยมเกรียม
“เจ้าฉลาดมาก… กล้า” ขุนอินทร์วางเอกสารลงเบา ๆ บนโต๊ะ “ข้าเกือบจะสั่งให้ทหารลากเจ้าไปตัดหัวเสียบประจานที่หน้าประตูเมืองแล้ว หากไม่ใช่เพราะว่า… สิ่งที่อยู่ในกระดาษแผ่นนี้ คือสิ่งที่ข้าเฝ้ารอมาตลอด”
กล้าแสร้งทำเป็นผ่อนลมหายใจออกอย่างโล่งอก แต่ในใจกลับระแวดระวังถึงขีดสุด “เช่นนั้น ท่านขุนก็เชื่อถือเอกสารฉบับนี้แล้วสินะครับ”
“เชื่อสิ ทำไมข้าจะไม่เชื่อ” ขุนอินทร์ยิ้มเยาะ “ลายมือตวัดหวัดเช่นนี้ รอยจารึกครั่งสีชาดเช่นนี้ มีเพียงสำนักอาลักษณ์หลวงเท่านั้นที่ทำได้ และข้าก็รู้ดีว่า เจ้าคือมือหนึ่งในนั้น… พรุ่งนี้รุ่งสาง กองกำลังครึ่งหนึ่งของข้าจะเคลื่อนพลขึ้นเหนือตามที่ระบุไว้ในสัญญานี้”
หัวใจของกล้ากระตุกวูบ แผนการสำเร็จแล้ว! ขุนอินทร์หลงเชื่อสนิทใจและกำลังจะนำกำลังพลออกห่างจากพระนครตามที่แม่หญิงบัววางหมากไว้ นี่คือ "ความสำเร็จชั่วคราว" ที่งดงามที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยทำได้
ทว่า… ในวินาทีที่ขุนอินทร์หมุนตัวเตรียมจะเดินออกจากห้อง เพื่อไปสั่งการกองทัพ เสียงฝีเท้าฝบเท้ารີบร้อนและหนักหน่วงก็ดังขึ้นที่ระเบียงทางเดินด้านนอก
*ปัง!*
ประตูไม้สักถูกผลักเปิดออกอย่างแรงโดยไม่ได้รับอนุญาต ทหารองครักษ์คนสนิทของขุนอินทร์ก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าซีดเผือด เนื้อตัวเปียกชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อและสายฝนยามดึก
“ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ!” ทหารนายนั้นคุกเข่าลงแทบเท้าขุนอินทร์ หอบหายใจตัวโยน “มีราชโองการด่วนจากท้องพระโรง… และ… และกองกำลังของพระยาราชโยธาตัวจริงได้เข้าย้อมกำลังที่คลังหลวงทางใต้แล้วขอรับ! เอกสารที่เราได้รับ… เป็น… เป็นของปลอมขอรับ!”
รอยยิ้มบนใบหน้าของขุนอินทร์แข็งค้างในทันที บรรยากาศภายในห้องที่เคยตึงเครียดอยู่แล้ว กลับดิ่งวูบลงสู่ความหนาวยะเยือกราวกับตกลงไปในหลุมศพ ขุนอินทร์หันขวับกลับมามองกล้าด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง—จากความไว้วางใจ กลายเป็นความเหี้ยมโหด ดุร้าย และอำมหิตจนน่าสะพรึงกลัว
กล้าชาไปทั้งร่าง พู่กันในมือร่วงหล่นลงกระทบพื้น เสียงดังก้องกังวานในความเงียบงัน
“เจ้า… ว่าอย่างไรนะ” ขุนอินทร์กล่าวเสียงต่ำลอดไรฟัน ดวงตาดุจพญามารจ้องเขม็งมาที่กล้า พร้อมกับที่มือหนาค่อย ๆ เอื้อมไปปลดด้ามดาบคาดเอวอย่างช้า ๆ
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในห้วงประวัติศาสตร์นี้ด้วยกันนะครับ
รอยจารึกแห่งอยุธยา: ลิขิตชีวิตสามัญชน•ตอนที่ 34
ความสำเร็จชั่วคราว
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกแห่งอยุธยา: ลิขิตชีวิตสามัญชน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!