"เจ้ารู้ใช่หรือไม่ว่า ความตายไม่ใช่จุดสิ้นสุดของรอยจารึก... แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการชำระบาป"
เสียงของหลวงตาเถื่อนดังก้องขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในหอไตร กล้ายังคงคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าหัวกะโหลกที่สลักชื่อบิดา มือของเขาที่เคยจับพู่กันอย่างมั่นคงบัดนี้สั่นเทาจนเห็นได้ชัด หยดเหงื่อกาฬซึมออกมาตามไรผม ความเย็นเยียบจากผืนดินดูเหมือนจะแทรกซึมผ่านเนื้อผ้าเข้าไปถึงกระดูกสันหลัง
กล้าเงยหน้าขึ้น ดวงตาแดงก่ำจับจ้องไปยังหลวงตาที่นั่งขัดสมาธิอยู่เบื้องหลัง ท่านไม่ได้ดูตกใจเลยแม้แต่น้อย ราวกับว่าความจริงที่ปรากฏเบื้องหน้าเป็นเพียงสิ่งที่รอเวลาให้เขามาเผชิญ
"หลวงตา... นี่คืออักษรของพ่อผม พ่อหายสาบสูญไปในศึกพม่าเมื่อสิบปีก่อน ไฉนหัวกะโหลกถึงมาอยู่ที่นี่ได้ ในสภาพที่ถูกจารึกชื่อไว้อย่างประณีตเยี่ยงนี้" กล้าเค้นเสียงถาม ความสงสัยเริ่มเข้าแทนที่ความโศกเศร้า
หลวงตาเถื่อนขยับกายช้าๆ หยิบม้วนใบลานเก่าคร่ำคร่าผืนหนึ่งขึ้นมาวางไว้กลางวง "เจ้าช่างสังเกตสมกับที่เป็นช่างเขียนฝีมือดีของอยุธยา กล้า... เจ้าเคยสงสัยหรือไม่ว่า เหตุใดในสงครามครั้งนั้น ทัพของพ่อเจ้าถึงแตกพ่ายทั้งที่กำลังพลเหนือกว่า นั่นไม่ใช่เพราะกลยุทธ์ด้อยกว่าหรอกนะ แต่เป็นเพราะ 'คำภีร์' เล่มที่เจ้าเห็นอยู่นี้ถูกทรยศโดยผู้ที่ถืออำนาจในมือ"
ในขณะนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนหลายคนดังขึ้นที่หน้าประตูหอไตร ประตูกลไม้เก่าแก่ถูกผลักเปิดออก เผยให้เห็นเงาร่างของชายผู้คุ้นตา—ขุนอินทร์ เดินเข้ามาพร้อมกับทหารยามสองนาย สายตาของเขากวาดมองทั่วห้อง ก่อนจะหยุดอยู่ที่หัวกะโหลกและคัมภีร์ใบลานในมือของกล้า
"ข้าว่าแล้วว่าเจ้าต้องขุดคุ้ยหาเรื่องใส่ตัวจนได้ กล้า" ขุนอินทร์กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าแฝงไปด้วยไอสังหาร "ประวัติศาสตร์บางหน้าถูกเขียนขึ้นเพื่อฝังกลบความผิดพลาดของบรรพบุรุษ หากเจ้าฉลาดพอ เจ้าควรจะวางคัมภีร์นั้นลง แล้วลืมเสียว่าเจ้าเคยเห็นรอยจารึกที่หน้าผากของพ่อเจ้า"
กล้าลุกขึ้นยืนช้าๆ แม้จะรู้สึกเหมือนตัวเขาเป็นเพียงมดปลวกในสายตาขุนนางผู้นี้ แต่ความแค้นที่สุมอยู่ในอกทำให้เขายืดตัวตรง "ท่านขุน... ท่านเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้ พ่อของข้าตายเพราะความลับในคัมภีร์เล่มนี้ใช่หรือไม่!"
แม่หญิงบัวที่แอบซุ่มดูอยู่หลังชั้นเก็บคัมภีร์ขยับตัวเข้ามาอย่างเงียบเชียบ นางใช้จังหวะที่ขุนอินทร์กำลังมุ่งความสนใจไปที่กล้า ดึงแขนเสื้อของกล้าเบาๆ เป็นสัญญาณให้เขาใจเย็นและสังเกตสิ่งที่นางพยายามสื่อ สองมือนางถือแผ่นศิลาจารึกขนาดเล็กไว้ แผ่นศิลานั้นเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่นางขโมยมาจากห้องลับของขุนอินทร์เมื่อคืนก่อน
"เจ้าไม่ได้เป็นเพียงช่างเขียน แต่เจ้ากำลังจะกลายเป็นผู้เปิดเผยความจริง" แม่หญิงบัวกระซิบเสียงแผ่วข้างหู "ดูที่อักษรบนใบลานนั่นให้ดี กล้า... รอยจารึกนั่นไม่ได้เป็นเพียงชื่อพ่อเจ้า แต่มันคือรายชื่อของเหล่าขุนนางที่ขายชาติให้กับศึกพม่าในคราวนั้น และคนคนแรกที่สลักชื่อไว้บนนั้น... ก็คือขุนอินทร์เอง"
ความเงียบเข้าปกคลุมหอไตรอีกครั้ง กล้าหันไปมองขุนอินทร์ที่บัดนี้ใบหน้าเริ่มบิดเบี้ยวด้วยความโกรธจัด เขาชักดาบสั้นออกมาจากฝัก แสงจากตะเกียงวูบไหวสะท้อนคมดาบที่วาววับ
"ถ้าเช่นนั้น ข้าก็คงปล่อยให้เจ้ามีชีวิตอยู่เพื่อเขียนเรื่องราวบัดซบนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว" ขุนอินทร์ประกาศกร้าว
ทว่าในจังหวะที่คมดาบกำลังจะตวัดเข้าหาลำคอของกล้า ประตูหอไตรอีกด้านหนึ่งก็ถูกกระชากเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับเสียงฝีเท้าของชายลึกลับในชุดสีดำสนิทที่พุ่งตัวเข้ามาขวางหน้ากล้าไว้อย่างรวดเร็วราวกับเงา ชายผู้นั้นปัดป้องคมดาบของขุนอินทร์จนกระเด็น ก่อนจะหันมามองกล้าด้วยสายตาที่ทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกกระชากวิญญาณ
ชายผู้นั้นดึงผ้าปิดหน้าออก เผยให้เห็นใบหน้าที่กล้าแทบไม่เชื่อสายตาตนเอง... มันคือใบหน้าเดียวกับที่เขาสลักอยู่บนหัวกะโหลกหน้าผากของพ่อเขาไม่มีผิดเพี้ยน
"พ่อ...?" กล้าหลุดปากออกมาด้วยน้ำเสียงที่แทบจะดับสูญไปในอากาศ
คนตรงหน้าไม่ตอบ แต่เพียงแค่ยื่นมือที่เต็มไปด้วยแผลเป็นมาวางบนไหล่ของลูกชาย ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับขุนอินทร์ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยอาฆาตแค้นเกินกว่ามนุษย์คนหนึ่งจะพึงมี
ขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์ไปกับข้าพเจ้านะครับ
รอยจารึกแห่งอยุธยา: ลิขิตชีวิตสามัญชน•ตอนที่ 22
คำภีร์โบราณ
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกแห่งอยุธยา: ลิขิตชีวิตสามัญชน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!