รอยจารึกแห่งอยุธยา: ลิขิตชีวิตสามัญชน•ตอนที่ 32

เทศกาลลอยกระทง

ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
“เจ้ากำลังโกหก ข้าเห็นพิรุธในแววตาเจ้าตั้งแต่เริ่มงานเทศกาลแล้ว กล้า” ขุนอินทร์กระซิบข้างหูเขา เสียงนั้นแหบพร่าทว่าทรงอำนาจดุจคมมีดที่กรีดลงบนแผ่นหลัง ท่ามกลางเสียงโห่ร้องขับขานและแสงไฟจากกระทงนับพันที่ลอยละล่องอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา ร่างของชายวัยกลางคนในชุดผ้าไหมชั้นดีขยับกายเข้ามาใกล้จนกล้าได้กลิ่นธูปอบร่ำราคาแพงจางๆ จากตัวอีกฝ่าย กล้าไม่ได้หันไปมอง เขายังคงก้มหน้าก้มตาจดจารึกรายการสิ่งของที่ถูกลำเลียงลงเรือใหญ่ตามคำสั่ง ทว่ามือที่ถือพู่กันกลับสั่นระริกเพียงแผ่วเบาจนแทบไม่สังเกตเห็น เขาสูดลมหายใจเข้าลึก กลิ่นควันไฟจากประทัดและกลิ่นดอกไม้สดที่ลอยมาตามลมไม่ได้ช่วยให้ใจเขาสงบลงเลย “ข้าเป็นเพียงช่างเขียนต้อยต่ำ ขุนอินทร์คงจำผิดคนแล้วกระมัง” กล้าตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขาแสร้งปัดฝุ่นออกจากม้วนกระดาษสา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาขุนนางผู้เหี้ยมโหดด้วยแววตาว่างเปล่า “ต่ำต้อยงั้นหรือ?” ขุนอินทร์แค่นหัวเราะในลำคอ สายตาของเขากวาดมองไปรอบฝูงชนที่กำลังเฉลิมฉลองอย่างบ้าคลั่ง “คนที่วาดลายเส้นดวงตราประจำตำแหน่งลงในเอกสารลับได้แม่นยำดุจของจริงเช่นเจ้า คงมิใช่แค่ช่างเขียนธรรมดาหรอกนะกล้า เจ้ากำลังเล่นกับไฟ และไฟคืนนี้... มันร้อนแรงกว่าที่เจ้าคิดไว้มากนัก” ก่อนที่กล้าจะได้โต้ตอบ แม่หญิงบัวในชุดห่มสไบสีนวลตาเดินแทรกตัวผ่านฝูงชนเข้ามา ดวงตาคมปลาบของนางกวาดมองขุนอินทร์ราวกับจะสแกนความนัยทั้งหมดที่ซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยนั้น นางแสร้งยิ้มหวานประหนึ่งหญิงสาวชาววังผู้ไร้พิษสง มือเรียวบางขยับพัดจีบในมือปิดปากครึ่งหนึ่งขณะกระซิบถาม “ขุนท่าน ดูจะสนใจช่างเขียนของบัวเป็นพิเศษเสียจริงเจ้าค่ะ มีงานด่วนที่ต้องการให้เขาจัดการอีกหรืออย่างไร?” ขุนอินทร์ชะงักไปครู่หนึ่ง เขามองแม่หญิงบัวสลับกับกล้า สายตาของเขาเปลี่ยนจากความกดดันเป็นความระแวดระวัง “มิได้แม่หญิง ข้าเพียงแค่เห็นว่าลายมือของเขาสวยงามจนน่าเสียดาย หากต้องมาจมอยู่กับกองเอกสารจัดซื้อจัดจ้างพวกนี้... บางที ในอนาคตอันใกล้ ข้าอาจมีงานที่ใหญ่กว่านี้ให้เขาทำ” เมื่อขุนอินทร์เดินจากไปพร้อมกับองครักษ์ติดตาม แม่หญิงบัวจึงผ่อนลมหายใจออกยาว นางคว้าแขนกล้าแล้วลากหลบเข้าไปในมุมมืดใต้ต้นโพธิ์ใหญ่ริมน้ำที่ซึ่งเสียงอึกทึกของเทศกาลจางลงไปบ้าง “เจ้าเป็นอะไรไป? ทำไมถึงทำตัวให้เป็นจุดสนใจขนาดนั้น” นางกระซิบถาม เสียงสั่นด้วยความกังวล “เขาพบแล้ว... เขาพบเบาะแสที่ข้าซ่อนไว้ใต้รอยจารึกในศาลากลาง” กล้าตอบพลางล้วงหยิบม้วนกระดาษเล็กๆ ออกจากสาบเสื้อ “ข้าไม่ได้เขียนแค่รายการสิ่งของบัว ข้าแอบสอดแทรกตำแหน่งกองกำลังที่ขุนอินทร์ลอบสะสมไว้ทางทิศเหนือลงไปด้วย ข้าคิดว่าเขาไม่รู้ แต่ตอนนี้... ดูเหมือนเขาจะรู้เห็นมาโดยตลอด” แม่หญิงบัวรับม้วนกระดาษมาเปิดออกดู แสงจันทร์นวลตาช่วยให้เห็นรหัสลับที่กล้าเพิ่งเขียนทิ้งไว้ นางขมวดคิ้วแน่น “นี่มันไม่ใช่แค่เรื่องกองกำลังแล้วกล้า... สัญลักษณ์ที่มุมกระดาษนี่ มันคือตราประทับของ ‘สำนักจารชนลับ’ ที่สาบสูญไปตั้งแต่สมัยพระเจ้าปราสาททอง ขุนอินทร์กำลังติดต่อกับใครกันแน่?” ขณะที่ทั้งสองกำลังจมอยู่กับความสับสน จู่ๆ เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและเชื่องช้าก็ดังขึ้นจากด้านหลัง ทั้งคู่หันไปมองพร้อมกันด้วยความตื่นตระหนก ชายร่างสูงใหญ่ในชุดสีดำสนิทใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกปกปิดด้วยหน้ากากเหล็กเดินตรงเข้ามาหาพวกเขา ในมือของเขามีกล่องไม้ขนาดเล็กที่คุ้นตาอย่างประหลาด “มิตรสหายจากอยุธยา... คืนวันลอยกระทงเช่นนี้ ไม่ควรมานั่งคุยเรื่องของคนตายกันนะ” ชายคนนั้นกล่าวเสียงเย็นเยียบ กล้าถอยหลังไปหนึ่งก้าว ใจเต้นรัวดุจกลองศึก เขาจำน้ำเสียงนี้ได้... มันเป็นเสียงเดียวกันกับคนที่เคยมาหาเขาที่โรงเขียนเมื่อสัปดาห์ก่อน ชายที่อ้างว่ารู้เรื่องราวเบื้องหลังการตายของครอบครัวเขา “เจ้าเป็นใคร?” กล้าเค้นถาม ชายคนนั้นหยุดยืนห่างออกไปเพียงสามก้าว ก่อนจะเปิดกล่องไม้ในมือเผยให้เห็นสิ่งของที่อยู่ข้างใน มันคือแหวนทองคำสลักลวดลายดอกบัวที่กล้าเคยเห็นพ่อสวมใส่อยู่จนวันสุดท้ายที่บ้านถูกเผา “ข้าคือคนที่จะบอกเจ้าว่า สิ่งที่ขุนอินทร์กำลังทำอยู่นั้น... แท้จริงแล้วมันเริ่มต้นมาจากเลือดเนื้อเชื้อไขของเจ้าเองกล้า และที่สำคัญไปกว่านั้น... ในกล่องนี้มีชื่อของ 'คนทรยศ' ที่ทำให้ครอบครัวเจ้าต้องจบชีวิตลงอย่างอนาถในสงครามครั้งนั้น” เขายื่นกล่องมาตรงหน้ากล้า มือของเขาสั่นสะท้านเมื่อยื่นมือออกไปรับ ขณะที่แม่หญิงบัวเบิกตากว้างเมื่อมองเห็นชื่อที่สลักอยู่บนฐานของแหวนทองนั้นภายในกล่อง ทว่าก่อนที่ปลายนิ้วของกล้าจะสัมผัสกล่องไม้ เสียงธนูแหวกอากาศก็ดังขึ้นพร้อมกับการล้มลงของชายปริศนา ขุนอินทร์ก้าวออกมาจากเงามืดของพุ่มไม้พร้อมกับดาบอาญาสิทธิ์ในมือ เขาไม่ได้มองศพที่นอนจมกองเลือด แต่กลับจ้องมองกล้าด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความสมเพช “น่าเสียดาย... เจ้ากำลังจะได้รับคำตอบที่ตามหามาทั้งชีวิตแท้ๆ แต่ดูเหมือนว่าประวัติศาสตร์ของตระกูลเจ้า... จะต้องจบลงที่นี่ พร้อมกับรอยจารึกที่ไม่มีวันได้ถูกเปิดเผย” ขุนอินทร์ยกดาบขึ้นเหนือศีรษะเตรียมฟันลงมา แต่ทันใดนั้น แสงไฟจากกระทงนับพันที่ลอยอยู่ก็ดับวูบลงพร้อมกันอย่างเป็นปริศนา ท่ามกลางความมืดมิดที่เข้าปกคลุม ทุกอย่างเงียบกริบจนได้ยินเพียงเสียงหัวใจของกล้าที่เต้นรัวราวกับจะหลุดออกมาจากอก ก่อนที่เสียงกระซิบหนึ่งจะดังขึ้นข้างหูเขาในความมืดที่มองไม่เห็นตัวตน... “อย่าเชื่อสิ่งที่เห็นด้วยตา... เพราะคนทรยศที่แท้จริง... ยืนอยู่ข้างเจ้ามาตลอด” แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้ากับปมปริศนาที่กำลังจะถูกกระชากหน้ากากในรอยจารึกแห่งอยุธยาครับ
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกแห่งอยุธยา: ลิขิตชีวิตสามัญชน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%