รอยจารึกแห่งอยุธยา: ลิขิตชีวิตสามัญชน•ตอนที่ 31

ความรักที่ซ่อนเร้น

ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
“เจ้าจะเสี่ยงไปทำไม หากขุนอินทร์จับได้ หัวของเจ้าและข้าคงประดับอยู่บนยอดกำแพงวัดในเวลาไม่เกินชั่วยาม” เสียงกระซิบของแม่หญิงบัวสั่นพร่า แต่มั่นคงราวกับเส้นลวดที่ถูกดึงตึง เธอไม่ได้หันไปมองคนข้างกาย สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่ผืนน้ำในคูเมืองที่สะท้อนแสงจันทร์เป็นประกายดั่งเกล็ดงู บริเวณหลังเรือนเก็บพัสดุร้างท้ายวัดป่าแก้วแห่งนี้ เงียบงันเสียจนได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นรัวของคนทั้งคู่ กล้าขยับกายเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด กลิ่นหอมจางๆ ของดอกแก้วที่อบอวลอยู่ในสไบของหญิงสาวทำให้เขาสงบจิตใจที่วุ่นวายลงได้บ้าง “ข้ามิได้กลัวตายดอกแม่หญิง แต่ข้ากลัวว่าหากข่าวเรื่องจดหมายลับนั่นรั่วไหลไปถึงหูขุนอินทร์ คนที่จะพินาศไม่ใช่แค่ตัวข้า แต่คือครอบครัวของเจ้าที่พยายามคานอำนาจพวกมันอยู่” กล้าหยิบม้วนกระดาษคัมภีร์เก่าๆ ออกมาจากอกเสื้อ มือของเขาที่ผ่านการเขียนอักษรมานับหมื่นตัวสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อยื่นมันไปให้เธอ นี่ไม่ใช่เพียงแค่จดหมาย แต่มันคือหลักฐานการโอนส่วยข้าวสารที่ส่งตรงถึงหัวเมืองฝ่ายเหนือเพื่อสะสมกำลังพล บัวรับม้วนกระดาษนั้นไป ความเย็นของเนื้อกระดาษปะทะกับปลายนิ้วเธอ เธอเงยหน้าขึ้นสบตากับกล้า ดวงตาของทั้งคู่ในยามนี้ไม่ได้มีเพียงความอาทร แต่มันมีความโกรธแค้นต่อโชคชะตาที่บีบคั้นให้คนตัวเล็กๆ อย่างพวกเขาต้องมาเสี่ยงตายในเกมการเมืองที่ใหญ่เกินตัว “เจ้าดูคนของขุนอินทร์สิ” บัวบุ้ยปากไปยังเงาดำที่เคลื่อนไหวอยู่ไกลๆ บริเวณหน้าวัด “พวกมันเปลี่ยนเวรยามถี่ขึ้น ขุนอินทร์เริ่มระแคะระคายว่ามีการเคลื่อนไหวผิดปกติในเขตของพ่อค้าสำเภาที่เจ้าแอบไปสืบข่าว” กล้าแค่นยิ้มที่มุมปาก “ข้าทำให้พวกมันเชื่อแล้วว่า ข้าเป็นเพียงช่างเขียนที่รับจ้างวาดลวดลายบนสมุดข่อยธรรมดาๆ แต่ข้าจงใจทิ้งรอยหมึกที่ผิดสังเกตไว้ในบัญชีรายจ่ายของพวกมัน หวังเพียงให้ขุนอินทร์ต้องหัวหมุนกับการถอดรหัสที่ไม่มีวันคลี่คลายได้” “เจ้านี่มัน... บ้าบิ่นเกินไปกล้า” บัวถอนหายใจพลางขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกจนไหล่แทบชิดกัน “เจ้าจำได้ไหมว่าทำไมเราถึงต้องทำเช่นนี้? ไม่ใช่เพื่ออยุธยาที่กำลังเน่าเฟะจากภายใน แต่เพื่อคนบริสุทธิ์ที่ต้องเสียน้ำตาจากสงครามที่เจ้าเคยพบเจอ” กล้าชะงัก สายตาเขาทอประกายเศร้าเมื่อนึกถึงภาพหมู่บ้านที่ถูกเผาทำลายในวัยเยาว์ เขาไม่ได้ตอบคำถามนั้นทันที แต่เลือกที่จะเอื้อมมือไปคว้ามือของบัวมากุมไว้แน่น ความอบอุ่นจากมือหญิงสาวเป็นสิ่งเดียวที่เตือนให้เขารู้ว่าเขายังมีชีวิตอยู่ และยังมีเหตุผลที่จะต้องมีชีวิตต่อไป “ข้าสัญญาว่าหากเหตุการณ์นี้จบลง ข้าจะพาสองเท้าก้าวออกจากกำแพงเมืองนี้ไป” กล้ากระซิบน้ำเสียงทุ้มต่ำ “ไปที่ที่ไม่มีขุนนาง ไม่มีสงคราม มีเพียงเจ้ากับข้า...” “นั่นเป็นความฝันที่ไกลเกินเอื้อมนัก” บัวตัดบท แต่ไม่ได้ดึงมือออก “เพราะตราบใดที่ขุนอินทร์ยังมีลมหายใจ โลกของข้าและเจ้าก็คงต้องเดินบนเส้นด้ายอยู่เช่นนี้” ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและเชื่องช้าก็ดังแทรกความเงียบงันมาจากทางเดินหลังวัด ทั้งคู่ผละออกจากกันทันทีเหมือนถูกไฟลวก บัวซ่อนม้วนกระดาษไว้ในพับสไบอย่างรวดเร็ว ก่อนจะแสร้งทำเป็นเดินชมจันทร์อยู่ริมน้ำ เงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นท่ามกลางความมืด แสงจันทร์สลัวเผยให้เห็นโครงหน้าเหลี่ยมจัดและหนวดเคราที่ตัดแต่งอย่างประณีต ขุนอินทร์ยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้น สายตาของเขากวาดมองกล้าและบัวสลับไปมาด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก ราวกับเสือที่กำลังหยอกล้อเหยื่อก่อนจะตะปบ “ช่างเป็นค่ำคืนที่เงียบสงบเหมาะแก่การปรึกษาหารือเรื่อง... งานช่างเขียนเสียจริงนะ แม่หญิงบัว” ขุนอินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ ทว่ากดดัน “แต่ไฉนเลยถึงได้มาพบกันในมุมมืดมิดของวัดร้างเช่นนี้เล่า? หรือว่าเจ้าทั้งสองมีธุระอันใดที่ไม่อยากให้ผู้ใดได้รับรู้?” กล้าก้าวออกมาข้างหน้าเพื่อบังร่างของบัวไว้ เขาน้อมตัวลงต่ำตามธรรมเนียม แต่แววตายังคงแน่วแน่ “ข้าน้อยเพียงแต่มาปรึกษาแม่หญิงเรื่องการคัดลอกบทสวดมนต์ถวายวัดครับท่านขุน เนื่องด้วยลายมือของข้าน้อยยังมีความผิดพลาดอยู่บ้าง จึงต้องอาศัยคำแนะนำจากผู้ที่มีความรู้ในอักษรเลขอย่างแม่หญิง” ขุนอินทร์เดินวนรอบตัวกล้าช้าๆ เหมือนกำลังประเมินราคาสินค้า ก่อนจะหยุดยืนตรงหน้าเขาแล้วยื่นมือไปจับที่คอเสื้อของกล้าเบาๆ แรงบีบนั้นทำให้กล้ารู้สึกถึงความตายที่มาเยือน “หึ... บทสวดมนต์รึ? แต่ข้ากลับได้ยินมาว่า... ในมือของช่างเขียนผู้นี้มีสิ่งที่น่าสนใจกว่าอักขระทางศาสนาเยอะ” ขุนอินทร์ขยับหน้าเข้ามาใกล้จนกล้าได้กลิ่นสุราแรงกล้าจากลมหายใจของเขา “ว่าอย่างไรล่ะแม่หญิง เจ้ามีอะไรจะบอกข้าบ้างไหม?” บัวเม้มปากแน่น หัวใจเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมาจากอก เธอรู้ดีว่าหากเปิดเผยจดหมายฉบับนั้น ชีวิตของกล้าจะจบสิ้นในทันที แต่ทว่าในขณะที่ความตึงเครียดพุ่งถึงขีดสุด เสียงระฆังวัดก็ดังขึ้นขัดจังหวะ แสงคบเพลิงจำนวนมากเริ่มปรากฏขึ้นจากทางทิศเหนือ พร้อมเสียงโห่ร้องของเหล่าทหารเวรยาม “ท่านขุนครับ! เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่คลังเสบียงหลวง!” ทหารนายหนึ่งวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาตะโกนรายงาน ขุนอินทร์ชะงัก สีหน้าเปลี่ยนจากความสงสัยเป็นความเกรี้ยวกราดในทันที เขาสะบัดมือจากคอเสื้อกล้าอย่างแรง “เรื่องนี้ยังไม่จบเพียงเท่านี้แน่!” ขุนอินทร์หันหลังกลับหมายจะรีบไปดูคลังเสบียง แต่ก่อนจะก้าวเดินไป เขาก็หยุดนิ่งและหันกลับมามองกล้าด้วยสายตาอาฆาต “เจ้าจงเตรียมตัวให้ดี ช่างเขียน... เพราะรอยจารึกที่เจ้าเขียนไว้ในใจข้าวันนี้ มันอาจจะเป็นรอยจารึกสุดท้ายบนโลกของเจ้า” เมื่อขุนอินทร์จากไปแล้ว กล้าหันกลับมามองบัว ทั้งคู่ยังคงสั่นสะท้านจากเหตุการณ์เมื่อครู่ บัวรีบดึงม้วนกระดาษออกมาจากสไบแล้วยัดใส่มือกล้า “รีบหนีไป! ขุนอินทร์ไม่มีทางเชื่อเรื่องบทสวดมนต์แน่ คลังเสบียงที่ไฟไหม้นั่นอาจจะเป็นฝีมือของพวกเราที่วางแผนไว้ แต่ตอนนี้แผนเปลี่ยนแล้ว!” กล้ารับกระดาษมาด้วยมือที่สั่นเทา ก่อนจะตระหนักได้ถึงความจริงที่น่าสะพรึงกลัว “บัว... หากคลังเสบียงไฟไหม้ แล้วของที่ข้าขโมยมาล่ะ?” เขารีบคลี่ม้วนกระดาษออกทันที แสงจันทร์ส่องให้เห็นเนื้อความข้างในอย่างชัดเจน ดวงตาของกล้าเบิกกว้างด้วยความตกใจ นี่ไม่ใช่จดหมายลับเรื่องส่วยข้าวสารอย่างที่เขาเข้าใจ แต่มันคือรายชื่อ 'ไส้ศึก' ที่ขุนอินทร์แอบส่งให้ฝ่ายศัตรู และหนึ่งในรายชื่อที่ปรากฏอยู่ใต้บรรทัดสุดท้าย คือชื่อของ 'บิดา' ของแม่หญิงบัวเอง! ความลับที่ซ่อนเร้นมานานบัดนี้ถูกเปิดเผยกลางสายตาของพวกเขา และในขณะที่กล้ากำลังจะเอ่ยปากถาม ความเงียบรอบกายก็ถูกแทนที่ด้วยเสียงดาบที่ชักออกจากฝักนับสิบเล่มจากเงามืดของพุ่มไม้รอบตัวพวกเขา นี่ไม่ใช่การมาของทหารขุนอินทร์ แต่มันคือกลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดดำสนิทที่ยืนล้อมพวกเขาไว้แน่นหนา พร้อมกับเสียงหัวเราะเย็นเยือกที่คุ้นเคยดังมาจากเงามืดด้านหลัง “ยินดีด้วยทั้งสองท่าน... ที่ได้เป็นผู้กุมความลับของแผ่นดิน แต่โชคร้ายนักที่ข้าไม่ชอบเก็บความลับไว้กับใคร” ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับรอยจารึกในบทนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกแห่งอยุธยา: ลิขิตชีวิตสามัญชน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%