รอยจารึกแห่งอยุธยา: ลิขิตชีวิตสามัญชน•ตอนที่ 30

พันธมิตรใหม่

ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
“เจ้าคิดว่าดาบเล่มนี้จะช่วยให้เจ้ามีชีวิตรอดไปถึงวันพรุ่งนี้ได้หรือ?” เสียงทุ้มต่ำและเย็นเยียบดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดของโรงเก็บเรือร้างริมแม่น้ำลพบุรี กล้ากระชับด้ามมีดสั้นในมือแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ดวงตาของเขาจ้องเขม็งไปยังเงาร่างสูงใหญ่ที่ยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้า ชายแปลกหน้าที่สวมชุดม่อฮ่อมเก่าคร่ำคร่าแต่ท่วงท่าการยืนกลับมั่นคงราวกับขุนเขา ไม่มีความเกรงกลัวในแววตาของเขาเลยแม้แต่น้อย แม้กล้าจะพยายามซ่อนความสั่นไหวของลมหายใจไว้ภายใต้ท่าทีที่สงบนิ่งก็ตาม “ดาบเล่มนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อรอด แต่มันมีไว้เพื่อปกป้องสิ่งที่ข้าเห็นว่าสำคัญ” กล้าตอบกลับ น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความเด็ดเดี่ยว “หากท่านมาเพื่อเป็นมือสังหารของขุนอินทร์ ก็จงลงมือเสีย อย่าได้เสียเวลาพร่ำเพ้อเลย” ชายแปลกหน้าแค่นหัวเราะในลำคอ เขาขยับกายเพียงเล็กน้อย ทว่ากล้ารู้สึกได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่แผ่ออกมา ความรู้สึกนี้เหมือนตอนที่เขาเคยเห็นนักรบในสนามรบที่ผ่านการนองเลือดมาอย่างโชกโชน ชายผู้นั้นค่อยๆ ก้าวเท้าออกมาจากเงามืด เผยให้เห็นใบหน้าที่มีแผลเป็นลากยาวตั้งแต่คิ้วซ้ายลงมาถึงข้างแก้ม แววตาของเขามีร่องรอยของความโศกเศร้าที่ถูกฝังกลบไว้อย่างมิดชิด “ข้าชื่อ 'เดช'” เขาเอ่ยสั้นๆ พลางวางดาบลงบนพื้นไม้ผุๆ “และข้าไม่ได้มาเพื่อฆ่าเจ้า กล้า... ข้ามาเพื่อเตือน เจ้ากำลังเดินเข้าสู่กับดักที่แม้แต่ยอดฝีมือก็ไม่อาจเอาตัวรอดได้ หากเจ้ายังดื้อรั้นจะนำสาส์นฉบับนั้นไปให้พระยาโกษาธิบดีในวันพรุ่งนี้” กล้าชะงัก ลมหายใจสะดุดกึก “ท่านรู้เรื่องสาส์นได้อย่างไร?” “ในอยุธยานี้ ไม่มีอะไรปิดบังหูตาของคนที่เคยอยู่ใต้เงาของคนชั่วได้หรอก” เดชหยิบเศษไม้ขึ้นมาเขี่ยถ่านในเตาไฟขนาดเล็ก “ขุนอินทร์ไม่ได้ต้องการเพียงแค่ตำแหน่ง แต่มันต้องการทำลายสายเลือดที่เหลืออยู่ของราชวงศ์ที่สนับสนุนฝ่ายเสนาบดีเก่า และเจ้า... ก็เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่มันใช้เป็นข้ออ้างในการกวาดล้างครั้งใหญ่ หากเจ้าตายในวันนี้ สาส์นฉบับนั้นจะกลายเป็นหลักฐานว่าเจ้าเป็นกบฏที่พยายามลอบสังหารขุนนาง” กล้าลดมีดลง ความสับสนตีรวนอยู่ในอก เขาเป็นเพียงช่างเขียนตัวเล็กๆ ที่จับพลัดจับผลูเข้ามาพัวพันกับการเมืองระดับสูงเพียงเพราะความบังเอิญที่ได้เห็นรอยจารึกลับในหอไตร แต่แม่หญิงบัวเตือนเขาเสมอว่า ในอยุธยา ความตายมักมาเยือนผู้ที่รู้ความลับมากเกินไปเสมอ “เหตุใดท่านถึงมาบอกข้า?” กล้าถามด้วยความระแวง เดชเงยหน้าขึ้น ดวงตาคู่นั้นสะท้อนแสงไฟวับวาว “เพราะครอบครัวของข้าก็ตายเพราะคนของขุนอินทร์เช่นกัน ข้าเป็นองครักษ์เก่าที่ถูกใส่ร้ายว่าปล่อยให้เจ้านายตายในศึกคราวก่อน ข้าสูญเสียทุกอย่างไปในสงคราม... เช่นเดียวกับเจ้า” คำว่า ‘สงคราม’ และ ‘สูญเสีย’ กระแทกใจกล้าอย่างจัง ภาพความทรงจำเกี่ยวกับเพลิงไหม้บ้านในคืนที่ทหารบุกเข้ามายังคงหลอกหลอนเขาอยู่เสมอ กล้าค่อยๆ สังเกตท่าทางของเดช ความมั่นคงในจังหวะการหายใจ ความละเอียดในการวางตัว ทั้งหมดนี้คือลักษณะของนักรบที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี “หากท่านไม่รับใช้ขุนอินทร์ แล้วท่านจะรับใช้ใคร?” กล้าถามเชิงหยั่งเชิง เดชยืดตัวขึ้นเต็มความสูง ประสานมือคารวะกล้าด้วยท่าทางที่ดูจริงจังและให้เกียรติอย่างยิ่ง “ข้าเคยปฏิญาณว่าจะไม่รับใช้ใครจนกว่าจะพบผู้ที่มีหัวใจกล้าหาญพอที่จะเปลี่ยนกระแสลมของอยุธยา กล้า... หากเจ้าต้องการรอดชีวิตและทำลายแผนการของมัน เจ้าต้องการคมดาบที่มากกว่าเพียงมีดสั้นเล่มนั้น” กล้าเงียบไปครู่หนึ่ง สายลมเย็นจากแม่น้ำพัดผ่านช่องหน้าต่างโรงเรือ นำพาความหนาวเหน็บมาสู่ผิวหนัง แต่ภายในใจเขากลับเริ่มมีความหวังที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบ หากมีคนที่เชี่ยวชาญการต่อสู้และรู้ตื้นลึกหนาบางของขุนอินทร์อยู่เคียงข้าง โอกาสที่จะส่งสาส์นถึงมือนั้นก็ย่อมมีมากขึ้น “ข้าอาจไม่มีอำนาจ ไม่มีเงินทอง” กล้าเอ่ยขึ้น แววตาแน่วแน่ “แต่ข้ามีเจตนารมณ์ที่จะปกป้องความถูกต้องที่ขุนอินทร์กำลังทำลาย หากท่านตกลง... ข้าจะถือว่าท่านคือสหายคนแรกที่ข้าฝากชีวิตไว้ได้ในเมืองที่เต็มไปด้วยงูพิษแห่งนี้” เดชพยักหน้าช้าๆ “จากนี้ไป ข้าจะเป็นเงาให้เจ้า ตราบใดที่เจ้ายังรักษาคำมั่นว่าจะสู้เพื่อความจริง” ทั้งสองสบตากันในความมืด เป็นข้อตกลงที่ไม่มีลายลักษณ์อักษร ทว่าหนักแน่นยิ่งกว่าตราประทับใดๆ ในแผ่นดิน กล้าพับเก็บสาส์นลับไว้ในอกเสื้อแน่นขึ้น เขารู้สึกได้ถึงพลังที่เปลี่ยนไป ความหวาดกลัวที่เคยมีดูเหมือนจะเลือนหายไป แทนที่ด้วยความมุ่งมั่นที่แรงกล้า ทว่า ในขณะที่ความเงียบกำลังครอบงำโรงเรืออยู่นั้น เสียงฝีเท้าฝีเท้าหนักๆ ของคนหลายคนก็ดังขึ้นจากด้านนอก ตามมาด้วยเสียงของชายฉกรรจ์ที่กล้ารู้จักดี “รื้อที่นี่ให้หมด! ข้าต้องการตัวมันเป็นๆ หากขัดขืน... ให้ตัดมือมันมา!” เสียงของขุนอินทร์ดังก้องอยู่ไม่ไกลจากประตูโรงเรือน กล้าหันไปมองเดชโดยสัญชาตญาณ เดชเพียงแค่กระตุกยิ้มที่มุมปากพร้อมกับชักดาบยาวที่ซ่อนไว้ออกมาจากข้างหลัง ทันใดนั้น เงาหนึ่งที่มืดดำสนิทก็พุ่งผ่านหน้าต่างเข้ามา ขัดขวางทางหนีเพียงทางเดียวของพวกเขาไว้ และสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้ากล้านั้นคือทหารหลวงหน่วยพิเศษที่สวมหน้ากากเหล็ก! นี่ไม่ใช่เพียงการตามล่าธรรมดา แต่นี่คือการกวาดล้างที่เตรียมการมาอย่างดี และดูเหมือนว่า... ในกลุ่มทหารเหล่านั้น มีบางคนที่ไม่ควรจะอยู่ที่นี่ ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับรอยจารึกในบทนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกแห่งอยุธยา: ลิขิตชีวิตสามัญชน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%