“เจ้ามีเวลาเพียงชั่วยามเดียว หากเส้นสายไม่คมชัดดุจลากออกมาจากปลายพู่กันของพระองค์เอง หัวบนบ่าของเจ้าก็จงวางไว้ที่ฐานพระแท่นเถิด”
ขุนอินทร์วางม้วนกระดาษเปล่าลงบนโต๊ะไม้สักขัดมัน เสียงนั้นแหบพร่าทว่าแฝงไปด้วยแรงกดดันที่ทำให้บรรยากาศในห้องลับใต้ดินเย็นเยียบจนกล้าสัมผัสได้ถึงเหงื่อที่ซึมออกมาตามไรผม เขาสูดลมหายใจลึก พยายามสะกดกั้นอาการสั่นของปลายนิ้วที่ใช้จับพู่กันมาตลอดชีวิต
กล้าเงยหน้าขึ้นมองคนตรงหน้า สายตาของขุนอินทร์คู่นั้นไม่ได้มีเพียงความโกรธเกรี้ยว แต่มันคือความกระหายที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า กล้าหันไปมองแม่หญิงบัวที่ยืนหลบมุมอยู่ในเงามืด นางไม่ได้เอ่ยปากห้าม แต่นัยน์ตาคู่นั้นกลับสั่นระริกด้วยความกังวล นางรู้ดีว่านี่ไม่ใช่แค่การคัดลายมือ แต่คือการทำผิดกฎมณเฑียรบาลขั้นสูงสุด... โทษคือประหารเจ็ดชั่วโคตร
“งานเขียนนี้มิใช่เพียงอักษร แต่มันคือลิขิตแห่งแผ่นดิน ข้าจักทำได้ดีที่สุดเท่าที่ฝีมือช่างเขียนผู้น้อยจะทำได้” กล้าตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้มั่นคงที่สุด แม้ในใจจะประหวัดนึกถึงภาพครอบครัวที่ตายจากไปในสงคราม เขาสูญเสียทุกอย่างไปแล้ว หากวันนี้จะต้องแลกชีวิตเพื่อรักษาความยุติธรรมบางประการ เขาก็คงไม่มีอะไรต้องเสียอีกต่อไป
เขาเริ่มฝนหมึกอย่างเชื่องช้า กลิ่นเขม่าไฟและกาวกระถินโชยขึ้นมาแตะจมูก มันเป็นกลิ่นที่เขาคุ้นเคย แต่วันนี้มันกลับดูหนักอึ้งกว่าครั้งไหนๆ กล้าหลับตาลง นึกภาพลายเส้นพระหัตถ์ที่เขาเคยแอบเห็นในเอกสารสำคัญลับเฉพาะ ตัวอักษรที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจและท่วงท่าที่อ่อนช้อยทว่าเด็ดขาด การตวัดหางอักษรแต่ละตัวในเอกสารฉบับนี้ต้องเลียนแบบจังหวะการหายใจของพระมหากษัตริย์ ผิดพลาดเพียงกระเบียดนิ้ว หมายถึงการล่มสลายของความเชื่อมั่นทั้งมวล
แม่หญิงบัวก้าวเข้ามาใกล้ แสร้งทำทีหยิบจับพู่กันให้เขาเพื่อบังสายตาจากขุนอินทร์ที่ยืนคุมเชิง นางกระซิบเสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน “เจ้าจงจำไว้... รอยตวัดนั้นมิใช่แค่หมึก แต่เป็นรอยเลือดของคนนับพันที่รอคอยการตัดสินใจนี้ หากลายมือนี้ไม่สมจริง ขุนอินทร์จะใช้มันสังหารทุกคนที่ขัดขวางมันได้”
กล้าไม่ตอบ เขาเริ่มจรดพู่กันลงบนกระดาษสาเนื้อหยาบ จังหวะการตวัดข้อมือของเขาราวกับมีวิญญาณของช่างเขียนโบราณเข้าสิง สมาธิของเขาจดจ่ออยู่เพียงปลายพู่กันที่กำลังบรรจงสร้าง “ลายมือ” ที่จะเปลี่ยนประวัติศาสตร์อยุธยาไปตลอดกาล ขุนอินทร์จ้องมองทุกอากัปกิริยาไม่วางตา กระทั่งเสียงฝีเท้าหนักๆ ของเวรยามหน้าห้องดังขึ้นผิดจังหวะ
“มีคนมา!” ขุนอินทร์สบถพลางรีบคว้าดาบที่วางข้างกาย
กล้าสะดุ้งจนปลายพู่กันตวัดเป็นเส้นหยักผิดรูปบนกระดาษ รอยหมึกที่ควรจะเรียบเนียนกลับแตกกระจายดุจหยดเลือดที่กระเซ็นลงบนพื้นขาวโพลน ในวินาทีที่เขากำลังจะกรีดร้องด้วยความตกใจ ประตูกลของห้องลับก็ถูกกระชากเปิดออกพร้อมร่างของชายในชุดคลุมสีดำสนิทที่กล้าคุ้นตาเป็นอย่างดี
เขาสวมหน้ากากไม้แกะสลักรูปยักษ์ และในมือถือม้วนเอกสารตราประทับสีแดงฉานที่ไม่มีใครควรเข้าถึงได้ในยามนี้ ขุนอินทร์ถอยกรูดไปด้านหลัง ทันทีที่เห็นตราประทับนั้น ความเหิมเกริมในดวงตาของเขากลับกลายเป็นความหวาดกลัวสุดขีด
“เจ้า... เจ้าเอาของสิ่งนี้มาได้อย่างไร!” ขุนอินทร์อุทานด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า
ชายแปลกหน้าก้าวเข้ามาใกล้แสงคบเพลิงจนใบหน้าใต้หน้ากากเด่นชัดขึ้น เขาเอื้อมมือมาหยิบกระดาษที่กล้าเพิ่งเขียนค้างไว้ขึ้นมาพิจารณา ก่อนจะหัวเราะร่วนในลำคอที่แหบแห้ง “กล้า... เจ้าเขียนได้ดีนัก แต่เสียดายที่ลายมือนี้มิได้เป็นของพระองค์อีกต่อไปแล้ว เพราะพระองค์เพิ่งจะเสด็จสวรรคตเมื่อยามวิกาลที่ผ่านมานี้เอง”
กล้าปล่อยพู่กันร่วงหลุดจากมือ เสียงพู่กันกระทบพื้นไม้ดังลั่นท่ามกลางความเงียบงันที่แผ่ซ่านเข้ามาในห้อง หัวใจของเขาหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม เพราะนั่นหมายความว่าสิ่งที่เขาเพิ่งจะจารึกไปเมื่อครู่ มิใช่การปลอมแปลงเพื่อหวังผลทางการเมือง แต่มันคือการเขียนคำสั่งเสียสุดท้ายของกษัตริย์ผู้ล่วงลับที่ถูกใครบางคนบงการอยู่เบื้องหลังทั้งหมดนี้
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางย้อนเวลาไปกับผมในนิยายรอยจารึกแห่งอยุธยาตอนนี้นะครับ
รอยจารึกแห่งอยุธยา: ลิขิตชีวิตสามัญชน•ตอนที่ 37
งานเขียนที่อันตราย
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกแห่งอยุธยา: ลิขิตชีวิตสามัญชน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!