รอยจารึกแห่งอยุธยา: ลิขิตชีวิตสามัญชน•ตอนที่ 10

คำเตือนจากบัว

ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
“เจ้าคิดหรือว่าขุนอินทร์จะยอมให้มดปลวกอย่างเจ้าเดินหมากในกระดานของเขาได้โดยไม่มีสนองคืน?” น้ำเสียงของแม่หญิงบัวเย็นเยียบพอๆ กับคมมีดที่กรีดผ่านความเงียบงันภายในห้องลับใต้ถุนเรือนไทยหลังเก่า กลิ่นอับชื้นของดินและคราบเขม่าควันเทียนตลบอบอวล กล้าชะงักมือที่กำลังถือพู่กันค้างไว้กลางอากาศ ปลายนิ้วของเขาสั่นระริกเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความกลัวต่อขุนอินทร์ที่ขู่เข็ญเขาเมื่อครู่ แต่เป็นเพราะแววตาของบัวที่จับจ้องมาที่เขา มันไม่ใช่แววตาของหญิงสาวผู้เรียบร้อยที่เขาเคยรู้จัก แต่มันคือสายตาของคนที่ผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน กล้าวางพู่กันลงบนแท่นหินฝนหมึก เสียงกระทบกันเบาๆ ดังสะท้อนก้องในโสตประสาท เขาหันไปสบตานาง “ข้าไม่ได้เลือกที่จะเดินหมากนี้ แต่พวกเขาลากข้าลงมาในสุสานที่ยังไม่ตายนี้เอง เจ้าก็รู้ดีบัว... ข้าไม่มีที่ให้ถอยแล้ว” บัวขยับกายเข้ามาใกล้ แสงเทียนวูบไหวสะท้อนบนดวงตาเรียวคม นางลดเสียงลงจนเหลือเพียงเสียงกระซิบที่แฝงไปด้วยความกังวล “เจ้ากำลังทำผิดมหันต์ การเป็นคนที่มีฝีมือในวังหลวงไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป โดยเฉพาะในยามที่รัชกาลกำลังจะเปลี่ยนผ่าน เจ้ากำลังจะเป็นเป้านิ่งให้คนอย่างขุนอินทร์ใช้เป็นข้ออ้างในการกำจัดขั้วอำนาจตรงข้าม หากเจ้ายังดื้อดึงที่จะเก็บหลักฐานชิ้นนั้นไว้ในตัว ไม่เพียงแต่เจ้าที่ต้องตาย แต่ผู้คนรอบข้างที่ช่วยเหลือเจ้า... พวกเขาจะถูกกวาดล้างจนหมดสิ้น” กล้าเลิกคิ้วมองนางอย่างสงสัย “เจ้าหมายความว่าอย่างไร? ใครจะช่วยข้า?” บัวเม้มริมฝีปากแน่น นางเบนสายตาไปทางช่องหน้าต่างไม้ที่แง้มไว้เพียงเล็กน้อย เห็นเพียงความมืดมิดของยามค่ำคืนที่โอบล้อมอยุธยาไว้ “ขุนอินทร์ไม่ได้ต้องการแค่ตัวเจ้า กล้า... เขากำลังตามหาสมุดข่อยเล่มนั้น เล่มที่เจ้าอ้างว่ามันสูญหายไปตั้งแต่ไฟไหม้โรงเขียนครั้งก่อน หากเขารู้ว่ามันยังอยู่กับเจ้า แม้แต่ในพระราชฐานชั้นในที่เจ้าคิดว่าปลอดภัย เขาก็สามารถสั่งปิดตายไม่ให้เจ้าได้เห็นเดือนเห็นตะวันอีกตลอดกาล” “เจ้าดูรู้เรื่องการเมืองในวังมากเกินไปนะ บัว” กล้าก้าวเข้าไปหาหญิงสาวหนึ่งก้าว พยายามอ่านสีหน้าของนาง “เจ้าเป็นเพียงบุตรสาวขุนนางชั้นผู้น้อย เหตุใดเจ้าถึงรู้ลึกถึงขั้นที่ว่าขุนอินทร์จะกล้าลงมือในวังหลวงได้?” บัวนิ่งงันไปครู่หนึ่ง เงาของนางทาบทับลงบนผนังไม้ที่ผุพัง นางหันกลับมาเผชิญหน้ากับเขา มือเรียวบางเอื้อมมาจับที่ปลายแขนเสื้อของกล้า บีบแน่นจนเห็นเส้นเลือด “เพราะข้าเห็นมามากเกินไปอย่างไรเล่า! ท่านพ่อข้าไม่ได้รอดชีวิตมาจนถึงวันนี้เพราะความซื่อตรง แต่เพราะเขารู้ว่าเมื่อใดควรเงียบและเมื่อใดควรหนี เจ้ายังไม่เข้าใจกลไกของอำนาจ กล้า... คนที่เจ้าคิดว่ามิตร อาจเป็นสุนัขที่รอเวลาขย้ำเจ้าที่คอหอยในวันที่เจ้าเผลอที่สุด” บทสนทนาหยุดชะงักลงเมื่อมีเสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนหลายคนย่ำเข้ามาใกล้เรือนร้างด้านนอก เสียงไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าดตามจังหวะการเดินที่ดูไม่รีบร้อนแต่เปี่ยมด้วยเจตนาคุกคาม กล้าผงะถอยหลัง ดวงตาของเขาเบิกกว้างขึ้นเมื่อเห็นเงาตะคุ่มหลายร่างผ่านช่องหน้าต่างไป “เขาตามเจ้ามา” บัวกระซิบ เสียงของนางสั่นพร่าเล็กน้อย “นี่คือคำเตือนสุดท้ายจากข้า หากเจ้ายังต้องการมีชีวิตอยู่เพื่อเปิดโปงความฉ้อฉลเหล่านั้น จงทิ้งทุกอย่างแล้วหนีไปเสีย อย่าได้หันกลับมามองอยุธยาแห่งนี้อีก” “ข้าทำไม่ได้” กล้าตอบกลับเสียงเรียบ ทว่าหนักแน่น “หากข้าไป ใครจะเป็นคนจารึกความจริงที่พวกมันพยายามฝังกลบ? หากข้าเป็นคนเดียวที่รู้เห็นความชั่วร้ายนี้แล้วยังเลือกที่จะวิ่งหนี ข้าจะต่างอะไรจากซากศพที่เดินได้ในสุสานแห่งนี้?” เขาสูดหายใจเข้าลึก เอื้อมมือไปหยิบสมุดข่อยเล่มที่ถูกห่อด้วยผ้าแพรเก่าๆ ออกมาจากช่องลับใต้พื้นเรือน ทว่าในจังหวะที่เขากำลังจะก้าวเท้าหนีออกทางประตูลับที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง บานประตูด้านหน้าเรือนก็ถูกถีบพังเข้ามาด้วยพละกำลังมหาศาล เสียงเศษไม้กระจัดกระจายไปทั่วห้อง ขุนอินทร์ก้าวเข้ามาในห้อง แสงเทียนวูบดับลงทันทีด้วยแรงลมที่พัดผ่านเข้ามา พร้อมกับทหารองครักษ์ชุดดำสามคนที่ยืนขนาบข้าง เขาหัวเราะหึๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ฟังดูแหลมสูงและน่าสะพรึงกลัวภายใต้ความมืดมิด “เจ้าช่างเป็นคนที่มีอุดมการณ์สูงส่งนักนะ กล้า” ขุนอินทร์กล่าวพลางก้าวเข้ามาในห้อง กลิ่นกำยานราคาแพงที่อบอวลอยู่บนตัวเขากระจายไปทั่วห้อง “แต่เสียใจด้วย ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อฟังคำสารภาพของเจ้า หรือมาเพื่อฟังคำเตือนจากใคร... ข้ามาเพื่อปิดบัญชี” กล้ารั้งตัวบัวไว้ข้างหลัง สัญชาตญาณการเอาตัวรอดบอกให้เขาเตรียมพร้อมรับมือ แต่ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในเสี้ยววินาทีต่อมาทำให้เขาถึงกับตัวแข็งทื่อ บัวที่เขาปกป้องไว้ข้างหลังกลับไม่แสดงท่าทีหวาดกลัว นางก้าวออกมาจากด้านหลังของเขา เดินตรงไปยังทิศทางที่ขุนอินทร์ยืนอยู่ สายตาของนางที่มองชายผู้มีอำนาจล้นฟ้าคนนี้ไม่มีความหวั่นเกรงแม้แต่น้อย “ท่านขุน... ข้าทำตามที่ท่านสั่งแล้ว” บัวกล่าวเสียงราบเรียบ “เหยื่อตัวนี้ติดกับแล้ว ท่านจะรับมันไปจัดการอย่างไร ก็เชิญตามสบาย” กล้าชะงักงัน หัวใจราวกับถูกบีบด้วยกรงเล็บน้ำแข็ง ความเชื่อใจทั้งหมดพังทลายลงในพริบตา เขามองบัวที่ยืนอยู่ข้างกายขุนอินทร์ด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ความจริงที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าความตายกำลังเปิดเผยขึ้นตรงหน้าเขา ขุนอินทร์แสยะยิ้มที่มุมปาก มือที่สวมแหวนทองคำสลักลวดลายตระกูลสูงศักดิ์เอื้อมมาจับไหล่ของบัวไว้อย่างแสดงความเป็นเจ้าของ “ทำได้ดีมาก บัว... ข้าบอกแล้วว่าเจ้าจะไม่ผิดหวังที่เลือกฝ่ายที่ถูกต้อง” ขุนอินทร์หันมามองกล้าที่ยังคงถือสมุดข่อยแน่น “ทีนี้... ส่งมันมาให้ข้า แล้วข้าจะให้เจ้าตายอย่างสมเกียรติในฐานะช่างเขียนผู้ซื่อสัตย์ แต่ถ้าไม่...” เขาชักมีดสั้นเล่มงามออกมาจากฝัก แสงจันทร์สลัวที่ลอดผ่านหน้าต่างสะท้อนคมมีดจนเห็นเป็นประกายวาววับ “ข้าคงต้องให้เจ้าลองลิ้มรสความเจ็บปวดที่เจ้าไม่เคยคาดคิดมาก่อน” ท่ามกลางความเงียบงันที่กดทับ กล้าเงยหน้าขึ้นมองคนทั้งสอง แววตาของเขาเปลี่ยนจากความตกตะลึงเป็นความเย็นชาที่นิ่งสนิท เขากระตุกยิ้มที่มุมปาก ก่อนจะเริ่มขยับตัวด้วยความเร็วที่ไม่มีใครคาดคิด เขาไม่ได้พุ่งเข้าหาขุนอินทร์ แต่เขากลับโยนสมุดข่อยในมือไปบนกองไฟที่เริ่มมอดดับอยู่ในเตาผิงกลางห้อง! “อยากได้ความจริงนักใช่ไหม?” กล้าตะโกนก้องในขณะที่เปลวไฟเริ่มลามเลียหน้ากระดาษ “งั้นก็เข้าไปเอาในนรกพร้อมกับข้าเลย!” เขากระโจนเข้าใส่กองไฟพร้อมกับมีดสั้นที่ขุนอินทร์พลาดทำตกพื้นในจังหวะที่ตกใจ ท่ามกลางเสียงกรีดร้องของบัวและเสียงตะโกนสั่งทหารของขุนอินทร์ ห้องทั้งห้องก็พลันสั่นสะเทือนเมื่อประตูอีกบานหนึ่งที่กล้าเตรียมไว้เปิดออก พร้อมกับเงาร่างของชายปริศนาในชุดคลุมสีดำสนิทที่ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับดาบอาญาสิทธิ์ในมือ! ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามร่วมเดินทางไปกับรอยจารึกแห่งอยุธยาด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกแห่งอยุธยา: ลิขิตชีวิตสามัญชน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%